เมขลาจับมือมินตราพลางลูบหลังมือน้องสาวตัวเองเบาๆ
“พี่ไว้ใจคุณอธิปที่สุดเขาจะดูแลน้องสาวพี่ได้เป็นอย่างดี” น้ำเสียงชัดเจนพร้อมยิ้มให้ทั้งคู่จากนั้นก็หันมาพูดกับอธิป
“ฉันฝากด้วยนะคะ” อธิปรู้ความหมายในคำพูดของเมขลา และเขาก็ต้องการพิสูจน์ให้หญิงสาวรู้ว่าเขารักน้องสาวของเธออย่างจริงใจ
“ครับ.. ผมจะดูแลเธอเป็นอย่างดีในช่วงที่คุณไม่อยู่...” อธิปรับปากหนักแน่นมินตราเอะใจแต่ไม่ทันที่จะถาม เมขลาก็ชิงพูดขึ้นอย่างมีนัย
“มิน วันนี้ตั้งใจพรีเซนต์งานนะมั่นใจในตัวเอง แล้วทำให้เต็มที่พี่เชื่อว่าน้องสาวพี่ทำได้แน่นอน” มินตราพยักหน้ารับคำบ่ายนี้เธอจะพรีเซนต์งานให้ดีที่สุดต่อหน้าคุณพ่อและต่อหน้าคณะกรรมการทุกคน ด้วยความมุ่งมั่นทำให้มินตราลืมสนิทเรื่องที่พี่สาวจะไม่อยู่เมื่อมินตราออกไปกับอธิปแล้ว เมขลาก็หมุนตัวกำลังจะกลับไปเตรียมตัวเก็บของที่เรือนปรากฏว่าคุณการุญเดินออกมาจากทางหน้าตึกพอดี
“เมย์...” คุณการุญเรียกลูกสาวคนโตเอาไว้
“เป็นไงบ้างลูกอยู่ที่นี่ขาดเหลืออะไรไหม? มีอะไรบอกพ่อได้นะลูก” คุณการุญถามเมขลาบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“สบายดีค่ะคุณพ่อคุณพ่อกำลังจะไปทำงานเหรอคะ?” เมขลาถามสียงอ่อนลงกว่าเมื่อก่อนมากนั่นอาจจะเป็นเพราะทิฐิลดลงไป เนื่องจากมีความเป็นห่วงผู้เป็นพ่อกับสถานการณ์ที่ล่อแหลมต่อชีวิตคนในครอบครัวของเธอ
“อืม.. ใช่..วันนี้มีประชุมโปรเจคสำคัญมินตราก็จะขึ้นพรีเซนต์งานด้วยนะ” คุณการุญพูดน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับรอเชียร์ให้ลูกสาวเสนองานผ่าน
“รู้อะไรไหมเมย์? พ่อน่ะแอบมั่นใจยัยมินว่าต้องทำได้อย่างแน่นอน” คุณการุญกระซิบหน้าตาเบิกบานเมขลาตื้นตันใจเธอสัมผัสได้ถึงความรักที่พ่อมีต่อพวกเธอสองคนแต่แล้วสองพ่อลูกก็ต้องชะงัก เมื่อ...
“ไม่ใช่มินตราคนเดียวหรอกนะ ที่จะพรีเซนต์งาน” เสียงรัศมีแทรกขึ้นระหว่างสองพ่อลูกเมขลาหันมองไปทางต้นเสียงก็เห็นแม่เลี้ยงของเธอ แต่งตัวเป็นทางการพร้อมด้วยเรืองรินที่แต่งตัวราวกับจะไปทำงานกับเขาด้วยรัศมีปรายตามองเมขลานิดหน่อย ก่อนจะก้าวเข้ามาควงแขนผู้เป็นสามี อวดว่าเธออยู่ในตำแหน่งภรรยาที่ถูกต้องเรืองรินที่เดินตามผู้เป็นแม่มาติดๆ ก็มองเมขลาด้วยสายตาเย้ยหยัน ว่าเธอมันลูกนอกคอกเมขลามองตามสีหน้าเรียบนิ่ง
“ฉันกับลูกจะไปร่วมประชุมด้วยค่ะโปรเจคใหญ่ของโรงแรมเรา ฉันในฐานะภรรยาเจ้าของโรงแรมจะพลาดได้ยังไง” รัศมีบอกกล่าวผู้เป็นสามีซึ่งเธอไม่ได้บอกเขาไว้ล่วงเพราะว่าถ้าบอกไปก่อนหน้านั้นเธอกับลูกสาวอาจจะโดนห้ามปรามไม่ให้ไป รัศมียังพล่ามต่อ
“อีกอย่าง วันนี้เรืองรินลูกของเรามีความคิดดีๆ มานำเสนอคุณด้วยนะคะ” เรืองรินรีบสาวเท้าเข้ามายิ้มระรื่นเสนอหน้าเต็มที่ในมือหอบเอกสารปึกใหญ่ไว้แนบอก คุณการุญทำหน้าเอือมระอาอย่างเปิดเผย รัศมีเอาแต่จะให้เรืองรินเข้าทำงานโดยที่เรืองรินไม่ได้รู้หลักการบริหารงานเลยสักนิด
“เมย์ไปกับพ่อไหมลูก?” คุณการุญถามลูกสาวคนโต ไม่ได้สนใจสองแม่ลูกมากนัก
“เมย์ต้องขอตัวก่อนนะคะเพราะว่ามีธุระต้องไปทำ ส่วนงานของมิน เมย์ไม่เป็นห่วงน้องหรอกค่ะโปรเจคที่ต้องใช้ความคิดและเทคนิคด้านการประชาสัมพันธ์นอกจากเรียนมาแล้วก็ต้องเกิดจากความใส่ใจใฝ่หาความรู้และฝึกฝนจนเข้าใจงานไม่ใช่แค่จินตนาการที่ด้นเดาส่งๆ” พูดพร้อมปรายตาไปทางเรืองริน
“ภาษาอังกฤษที่มีอยู่ในหน้ากระดาษหลายหน้าพี่คาดว่าน้องเรืองรินน่าจะอ่านเข้าใจนะจ๊ะ” คำพูดดูถูกเปิดเผยก่อนจะเดินเข้าไปตบไหล่เรืองรินเบาๆเป็นการย้ำความไม่ได้เรื่องของคนที่จะเสนอโปรเจคงานแข่งกับมินตรารัศมีปล่อยมือที่เกาะแขนคุณการุญออกทันที หน้าตาเอาเรื่อง
“ลูกคุณดูเหมือนจะขาดมารยาทที่ดีในการพูดคุยกับผู้ใหญ่เข้าไปทุกวันแล้วนะคะ”รัศมีเอ่ยตำหนิเมขลาต่อหน้าคุณการุญตรงๆ แต่คุณการุญกับเมขลายืนนิ่งโดยเฉพาะเมขลาที่นอกจากยืนนิ่งแล้วยังเอามือกอดอกมองหน้าสองแม่ลูกอย่างไม่สะทกสะท้านและไม่มีคำขอโทษใดๆหลุดออกมาจากปากเธอแม้แต่คำเดียว เรืองรินโพล่งขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“แกคอยดูเถอะนังเมย์”
“ดูอะไร?” เมขลาถามสวนกลับทันควัน
“ก็คอยดูว่าระหว่างฉันกับนังมินน้องสาวแกใครจะฉลาดกว่ากันคอยดูว่าคณะผู้บริหารจะเลือกโปรเจคของใคร” คำพูดที่ดูมั่นใจท่าทางที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าใคร เมขลาแสร้งยิ้มละไม
“ฉันจะคอยดูอย่างใจจดใจจ่อเลยเชียว” เมขลาพูดด้วยความมั่นใจ และออกจะรำคาญไม่อยากจะชวนทะเลาะกับคนอย่างเรืองรินเพราะในตอนนี้เธอมีธุระสำคัญต้องไปทำ แต่ว่าขณะที่กำลังจะเดินออกไปคุณการุญก็ไอแห้งๆ ออกมา เมขลาชะงักเข้า หันไปมองผู้เป็นพ่อทันที
“ไม่สบายเหรอคะ?” ถามขึ้นอย่างเป็นห่วง พร้อมเดินมาเกาะแขนผู้เป็นพ่อ คุณการุญส่ายหน้าช้าๆ
“พักนี้ไม่รู้เป็นอะไร ระคายคอแล้วก็คอแห้งบ่อยๆ ไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นไรนะลูก น่าจะเป็นเพราะอากาศมันเปลี่ยนๆด้วยล่ะมั้ง” คุณการุญคาดเดา แต่เมขลาไม่คิดแบบนั้นเธอนิ่งไปหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะปรายตาไปมองทางรัศมีอย่างลืมตัว
“อายุมากแล้วก็แบบนี้แหละคุณเจ็บออดๆ แอดๆ เอาอะไรมาก” รัศมีพูดขึ้นราวกับเห็นเป็นเรื่องธรรมดาเมขลาสวนทันควัน
“คุณก็อายุมากแล้วทำไมไม่เห็นเป็นอะไรเลยล่ะ”รัศมีหันขวับสายตาจ้องเอาเรื่องเมขลาทันทีเมขลาคอแข็งจ้องกลับไม่หลบสายตาเช่นกันคุณการุญเกรงว่าถ้ามากความไปอาจจะทะเลาะกันให้วุ่นวายและทำให้เสียเวลายืดยาวไปอีกเลยรีบตัดบท
“ไปได้แล้วคุณ สายกว่านี้ผมเกรงว่ารถคงจะติดน่าดู”รัศมีได้สติเธอรีบหันไปพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้เป็นสามีแล้วเดินตามไปแต่ไม่วายหันมองหน้าเมขลาที่ยังคงยืนจ้องเธออยู่ไม่ละสายตารัศมีสงสัยและไม่ไว้ใจเมขลายิ่งนัก
ขณะเดียวกัน บนท้องถนนในเมืองกรุงรถราค่อนข้างหนาแน่น เป็นเช่นนี้ปกติในทุกวัน มินตราที่นั่งรถออกมากับอธิปอดจะถามขึ้นไม่ได้
“ทำไมคุณถึงมารับฉัน? พี่เมย์คุยอะไรกับคุณ?” มินตราทำหน้าที่สอบสวนโชว์เฟอร์จำเป็นทันทีเมื่อรถแล่นออกจากบ้านเข้าสู่ถนนที่เต็มไปด้วยรถยามเช้าเธอยิงคำถามเพราะความอยากรู้อธิปยิ้มในหน้าเวลาที่มินตราอยากรู้อะไรเธอก็ใจร้อนไม่แพ้พี่สาวของเธอเช่นกัน
“คุณยิ้มอะไร?” มินตราไม่พอใจเพราะแทนที่จะตอบคำถามเธอ เขากลับยิ้มแบบนั้นซึ่งแบบนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแบบไหน แต่เอาเป็นว่าเหมือนเขาจะก่อกวนหัวใจเธอนั่นแหละน่าอธิปหลุดขำเบาๆ แต่รีบตอบ
“เปล่าครับ” มินตราค้อนขวับปั้นหน้านิ่ง
“เมื่อคืนคุณเมย์โทรหาผมตอนดึกเธอบอกว่าเธอจะไม่อยู่สักสองสามวันเธอวานให้ผมมาช่วยดูแลคุณในช่วงที่เธอไม่อยู่บ้านก็แค่นั้นเองครับ” คราวนี้อธิปตอบยาว มินตราสงสัยและนึกห่วงพี่สาว
“พี่เมย์ไม่อยู่? พี่เมย์ไปไหน? ทำไมพี่เมย์ไม่เห็นบอกอะไรฉันเลย?”คำถามรัวตามมาเป็นชุดด้วยความร้อนใจอยากรู้ว่าผู้เป็นพี่สาวกำลังทำอะไรอยู่อธิปเหลียวมองหญิงสาวที่นั่งด้านข้างเขาเพียงแว้บเดียวก่อนจะมองไปบนถนนตรงหน้าพลางยกมือขยับกรอบแว่นเล็กน้อย ก่อนบอกไปตามจริง
“คือเมื่อคืน ตอนที่คุยโทรศัพท์ผมก็ถามพี่สาวคุณไปแบบที่คุณถามผมครับแต่คำตอบที่ผมได้คือ คุณเมย์เขามีธุระสำคัญที่โคราช และไม่ต้องห่วงเพราะอีกสองถึงสามวันก็จะกลับและคุณเมย์ยังบอกผมว่าจะแวะไปหาคุณดาด้าเพื่อนรักของเธอด้วยครับ” อธิปเล่ายาว
“คุณเมย์ยังฝากผมให้มาบอกคุณด้วยนะครับว่าระหว่างนี้มีอะไรให้เรียกผมได้เลยเธอไว้ใจผม” อธิปยิ้มกริ่มภาคภูมิใจที่เมขลาเชื่อใจเขาและอีกอย่างคือจะได้ใกล้ชิดมินตราอย่างไม่ต้องคิดหาคำชวนให้ออกไปไหนด้วยกัน
“พี่เมย์คิดจะทำอะไรกันแน่นะ”มินตราบ่นอุบคิ้วผูกกันจนหน้ายุ่งไปหมดแต่เมื่อนั่งรถไปได้สักครู่มินตราก็เอ่ยขึ้นอีก แต่เสียงค่อนข้างเบาจากเดิม
“เอ่อ.. คุณอธิปคะคุณไม่ต้องมาดูแลฉันก็ได้นะคะ” มินตราพูดเสียงเบาอ้อมแอ้มชายหนุ่มยังคงมองไปบนถนน
“ฉันดูแลตัวเองได้ค่ะขอบคุณที่หวังดีกับฉันนะคะ อันนี้ฉันพูดจริงๆ” มินตราเอ่ยปฏิเสธแบบถนอมน้ำใจคนฟังที่สุดแต่...
“เย็นนี้หลังเลิกงานคุณรอผมที่ห้องทำงานถึงแล้วผมจะโทรไป ส่วนพรุ่งนี้ผมไปรับคุณเวลาเดิมนะครับ” นอกจากจะไม่ได้สนใจคำพูดของคนนั่งมาด้วยแล้วเขายังนัดเวลาที่จะไปรับ ไปส่งมินตราอีกด้วยคราวนี้หญิงสาวเป็นฝ่ายฮึดฮัดหน้าตาบึ้งตึงเหมือนขัดใจยิ่งอยากอยู่ให้ห่างไกลก็กลับชิดใกล้มากขึ้นทุกที เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“เป็นคู่หมั้นประสาอะไรกันนะ”เพราะแทนที่อธิปจะเป็นฝ่ายไปกับพี่สาว แต่นี่กลับมาอยู่โยงกับเธอทางด้านคนนั่งข้างๆ ก็ทำเป็นตั้งใจขับรถ แต่ภายใต้กรอบแว่นตาของชายหนุ่มมินตราไม่ได้เห็นหรอกว่าอธิปมีแววแห่งความพึงพอใจมากแค่ไหน
ขณะเดียวกัน ทางคอนโดของคุณหมออติรุจน์ คุณหมอหนุ่มแต่งตัวสบายๆแต่แอบเนี้ยบ เขาลงมาพร้อมกระเป๋าเดินทางใบย่อมก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นดูแล้วรีบกดรับสาย ส่วนอีกมือก็เอากระเป๋าเก็บไว้ที่ท้ายรถ
“ครับคุณดาด้าผมกำลังออกเดินทางครับ”เสียงเงียบไปเพราะอีกฝ่ายในหูโทรศัพท์พูดกรอกกลับมาแล้วหมอหนุ่มก็ตอบกลับไป
“ครับแล้วเจอกันที่โรงพยาบาลครับ”ที่คุณหมอรุจน์ออกเดินทางไปหาดาด้าถึงโคราชก็เพราะดาด้าได้รับโทรศัพท์จากเมขลาว่าเพื่อนรักจะกลับบ้านเกิดสองสามวันมาทำธุระทำให้ดาด้ารีบติดต่อหาคุณหมอรุจน์ทันที มันเป็นเวลาเหมาะเจาะในการรักษา...ทั้งสองคนกำลังวางแผนเพื่อช่วยเมขลา โดยที่เจ้าตัวไม่ได้รับรู้ด้วยเลยสักนิด!