บทที่ 40 เห็นห้วงมิติของเสี่ยวกั่ว
ไป๋อวี้ไม่คิดว่าเขาจะเลือดขึ้นหน้าเพราะเรื่องนี้...
สิ่งสำคัญคือ การที่ฉินเสี่ยวซู่ตะโกนอยู่หน้าบ้านทำให้ฉินเสี่ยวกั่วตื่นเพราะเสียงดังเอะอะโวยวาย
เด็กน้อยกอดหมอนวิ่งออกมาอย่างงัวเงีย
เธอถามว่า “พี่ใหญ่ ทำอะไรอยู่น่ะ?”
ฉินเสี่ยวซู่พูดด้วยความโกรธ “เธอว่าพ่อของเรา!”
ฉินเสี่ยวกั่วหันไปมองไป๋อวี้ทันที “แม่คะ?”
ไป๋อวี้ “...”
ในใจคิดว่า ไม่ใช่แค่ฉันที่พูดสักหน่อย! ใคร ๆ ก็พูดแบบนี้ทั้งนั้น!
แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเธอที่จะพูดแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ
เธอรู้สึกว่าคำที่พูดออกไปเมื่อครู่อาจจะมากเกินไปหน่อย
จะมาล้อเลียนพ่อของพวกเขาต่อหน้าลูก ๆ ได้ยังไง?
ฉินเสี่ยวซู่โกรธมากจนใบหน้าของเขาแดงก่ำ...
เด็กหนุ่มจ้องมองเธอสายตาแข็งกร้าว
ไป๋อวี้จึงพูดได้เพียงว่า “ฉันขอโทษ”
เห็นได้ชัดว่าฉินเสี่ยวซู่ไม่คิดว่าเธอจะขอโทษ และทันใดนั้น... ก็ตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง
เดิมทีไป๋อวี้อยากจะหัวเราะ เพราะเธอคิดว่าลูกชายคนโตของฉินต้าซานค่อนข้างน่ารัก ถึงปกติแล้วเขาจะมีนิสัยดุร้าย แต่ก็มีความไร้เดียงสาตามประสาเด็ก
แต่ตอนนี้เธอไม่กล้าแกล้งเขา เธอจึงได้แต่เอ่ยปากขอโทษอย่างจริงใจ
“ฉันเพิ่งได้ยินข่าวลือมาจากคนอื่น แต่ฉันไม่ควรพูดซี้ซั้วแบบนี้ ต่อหน้านายก็ยิ่งไม่ควร ฉันขอโทษ ฉันรู้สึกเสียใจจริง ๆ อย่าโกรธไปเลยนะ?”
ฉินเสี่ยวกั่วสรุปทันที “พี่ใหญ่! แม่รู้ตัวว่าผิดแล้ว!”
ฉินเสี่ยวซู่ก้มศีรษะลงแล้วมองเธออย่างแปลกใจเล็กน้อย
เขาคุ้นเคยกับการเห็นผู้ใหญ่ในหมู่บ้านดุเด็ก ๆ ไม่ว่าเด็กจะพูดอะไรพวกผู้ใหญ่ก็จะตะโกนกลับเสมอ
หรือไม่ก็เป็นคนประเภทที่คร้านเกินกว่าจะสนใจเขา
เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นไป๋อวี้เป็นแบบนี้มาก่อน...
นี่ไม่ใช่วิธีที่เขาคุ้นเคย ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
“คืนนี้ฉันเตรียมอะไรอร่อย ๆ ให้นายกินดีไหม? อยากกินอะไรก็บอกมาได้เลย”
ฉินเสี่ยวซู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างไม่เต็มใจ “ก็ได้ ฉันจะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเธอแล้วกัน คืนนี้ฉันอยากกินเนื้อเสียบไม้ที่เธอทำเมื่อครั้งที่แล้ว”
“ตกลง! ฉันจะทำให้นายเอง!”
ไป๋อวี้พูดพร้อมกับตบไหล่เขาอย่างแรง
ฉินเสี่ยวซู่กัดฟันเมื่อเธอตบไหล่เขา เขาจะพยายามอดทนไม่ดุเธอ
……
ไป๋อวี้ยังคงต้องไปที่บ้านของหวังเหลียน
หลังจากที่ฉินเสี่ยวซู่ฟังคำอธิบายอย่างรอบคอบของเธอ เขาก็บอกว่าจะตามเธอไปด้วย
เขาค่อนข้างชอบความรู้สึกที่ไป๋อวี้อธิบายเหตุผลให้เขาฟัง
แต่เขาจะไม่ยอมรับมันหรอก!
ดังนั้นเขาจึงช่วยไป๋อวี้อุ้มเสี่ยวกั่วเอ๋อร์ และทั้งสามก็เดินไปทางทิศตะวันออกสุดของหมู่บ้านด้วยกัน
ระยะทางไม่ใกล้เลย เพราะฉินเจียถุนเป็นสถานที่ใหญ่จึงต้องใช้เวลาเดินมากกว่าสิบนาที
ไป๋อวี้อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เสี่ยวซู่ ให้กั่วเอ๋อร์เดินเองเถอะ”
ฉินเสี่ยวกั่วเช็ดเหงื่อให้พี่ชายอย่างเป็นทุกข์ “พี่ใหญ่ หนูจะเดินเอง”
ฉินเสี่ยวซู่พูดอย่างมั่นใจ “ไม่จำเป็น น้องสาวฉันจะต้องสบาย”
“...เอาล่ะ เอาล่ะ นายจะทำให้กั่วเอ๋อร์เสียนิสัยเอานะ”
ขณะที่ไป๋อวี้กำลังเดินอยู่ จู่ ๆ ก็มีเสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้นในหู จากนั้นเธอก็รู้สึกวิงเวียน
ฉินเสี่ยวซู่เห็นเธอเดินโซเซจึงรีบเอื้อมมือไปช่วย
“เธอเป็นอะไรน่ะ?! คงจะไม่ใช่ลมแดดหรอกนะ!”
ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงไร้ประโยชน์ขนาดนี้!
ไป๋อวี้ส่ายหน้าและยกมือขึ้นเพื่อจับศีรษะที่ชุ่มเหงื่อของฉินเสี่ยวซู่
ฉินเสี่ยวซู่ “...”
“แม่…” ฉินเสี่ยวกั่วพูดอย่างหวาดกลัว
ไป๋อวี้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเสียสติ
ทันใดนั้นเธอก็เหมือนจะเห็นวอวอโถวหลายชิ้น ข้าวชามใหญ่ นอกจากนี้ยังมีกุญแจ เงินก้อนหนึ่งและอะไรสักอย่าง...
แปลกมาก เพราะสิ่งของเหล่านั้นลอยอยู่ในอากาศ
ข้าวชามใหญ่ยังมีควันลอยออกมาอยู่เลย
เธอตกอยู่ในภวังค์อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตาของเธอก็กลับมาเห็นท้องฟ้าสีคราม เมฆขาว และพื้นที่โล่งที่คุ้นเคย
“เธอเป็นอะไรไป! ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ! รีบไปนั่งพักด้านข้างเลยนะ ฉันจะหารถไปส่งเธอกลับบ้านนอน!”
หลังจากที่ฉินเสี่ยวซู่พูดจบก็รีบวิ่งไปหารถทันที
ไป๋อวี้กลัวมากจนไม่กล้าคิดเรื่องนี้อีกและรีบคว้าแขนเขาไว้ “ไม่เป็นไร ฉันไม่เป็นไร! ไม่ต้องกลับไปหรอก!”
“ไม่เป็นไรจริงเหรอ?” ฉินเสี่ยวซู่จ้องใบหน้าของเธออย่างลังเล
ไป๋อวี้กระโดดสองครั้งเพื่อแสดงให้เขาเห็น “ดูสิ ฉันสบายดี เห็นไหม?”
ฉินเสี่ยวซู่พูดด้วยใบหน้าที่มืดมน “ช่างเถอะ ฉันจะหารถพาเธอกลับไป…”
ไป๋อวี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันไปพึ่งไพ่เด็ดของตนซึ่งก็คือทำให้เขารู้สึกรังเกียจ
“ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ขนาดนั้นหรอก แม่รับรู้ถึงความรู้สึกของลูกแล้ว”
แน่นอนว่าฉินเสี่ยวซู่ก็ขนลุกไปทั้งตัว เขาอุ้มฉินเสี่ยวกั่วแล้วหันหลังกลับ
“ใครเป็นห่วงเธอกัน! หน้าไม่อาย! ฉันไม่คิดว่าเธอจะไร้ประโยชน์ขนาดนี้ แค่เดินไม่กี่ก้าวก็จะเป็นลมซะแล้ว อย่ามาทำให้ตระกูลฉินของเราต้องอับอายนะ!”
ไป๋อวี้ถอนหายใจ ต้องส่งเด็กคนนี้ไปโรงเรียนให้ได้แล้วแหละ
เขามีหน้าตาที่หล่อเหลา แต่กลับชอบออกไปอยู่กับป้า ๆ ในหมู่บ้านตลอดทั้งวัน แถมยังปากคอเราะร้ายอีกด้วย
ฉินเสี่ยวกั่วกังวลเล็กน้อย ดังนั้นเธอจึงโน้มตัวไปทางแม่ของตน “แม่คะ…”
เธอโน้มตัวออกไปเพียงครึ่งเดียว จากนั้นพี่ชายก็ดึงเธอกลับ “พี่จะอุ้มเธอเอง! เธอมันไร้ประโยชน์!”
ขณะที่พูดอย่างนั้น เขาก็อุ้มฉินเสี่ยวกั่วแล้วเดินไปดานหน้าอย่างรวดเร็ว
ไป๋อวี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและไล่ตามเขาไป
เธอสลัดความคิดที่รกสมองอยู่ทิ้งไป
ฉากเมื่อครู่สมจริงเกินไปจนดูไม่เหมือนภาพหลอนเลย
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ข้างในก็ดูคุ้นเคย
บางทีเธออาจจะเป็นลมแดดจริง ๆ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ตัว...
สิ่งเหล่านั้นคงไม่ได้มาจากห้วงมิติของเสี่ยวกั่วจื่อใช่ไหม!
เธอเห็นห้วงมิติของเสี่ยวกั่วจื่อจริง ๆ งั้นเหรอ?!
และ...เป็นสถานที่ที่ใหญ่มาก! รู้สึกราวกับว่ามันไร้ขอบเขต!
นี่เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก แต่ไป๋อวี้กลับรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก!
เธอยืนอยู่ที่เดิมพลางครุ่นคิดอย่างหนักเพื่อพยายามลองดูอีกครั้ง
...
ฉินเสี่ยวซู่หันกลับมาและเกือบจะรีบไปหารถที่จะพาเธอกลับ
“เธอเป็นอะไรไปอีกแล้ว!!!”
ไป๋อวี้ตกใจมากจนรีบวิ่งไปหาเขา “ไม่เป็นไร ๆ ไว้กลับไปค่อยลองดู...อ่า ไม่สิ ไม่มีอะไร!”
เมื่อเห็นว่าเธอยังสามารถวิ่งได้ ในที่สุดฉินเสี่ยวซู่ก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น
เขาคิดกับตัวเองว่าในครั้งหน้าเมื่อออกไปข้างนอกก็ควรเอารถมาด้วย ไม่เช่นนั้นเขาก็ต้องสอนเธอให้ขี่ล่อให้เป็นโดยเร็วที่สุด
……
หลังจากเดินมาเป็นเวลานาน ไป๋อวี้นั้นเดินอย่างเหม่อลอยและพยายามมองหาห้วงมิติของเสี่ยวกั่วจื่อ
แต่ฉินเสี่ยวซู่ไม่รู้ เขาจึงจ้องเหมือนเธอเป็นนักโทษเพราะกลัวว่าเธอจะหมดสติไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
ในที่สุดก็มาถึงสถานที่นั้น ไป๋อวี้ล้มเลิกการมองหาห้วงมิติไปโดยสิ้นเชิง
……
แม้ว่าเธอจะได้ยินมานานแล้วว่าแม่ม่ายตัวน้อยคนนี้เป็นคนมีเสน่ห์ แต่ก็ไม่คาดคิดเลยว่า...
เธอจะเห็นชายไม่สวมเสื้อเดินออกมาจากบ้านของหวังเหลียนในเวลากลางวันแสก ๆ
ชายคนนั้นไม่เห็นไป๋อวี้และคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของถนนที่กว้างขวาง เขาจึงสวมเสื้อคลุมแล้วเดินจากไป
ไป๋อวี้รีบปิดตาเด็กทั้งสองอย่างรวดเร็ว
ฉินเสี่ยวกั่วคิดว่าแม่กำลังเล่นกับตน ดังนั้นเธอจึงหัวเราะอย่างมีความสุข
แต่ฉินเสี่ยวซู่แยกนิ้วของเขาออกเล็กน้อยเพื่อแอบดู
ไป๋อวี้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอไม่รู้ว่าข้างในจะมีฉากที่น่าเขินอายแบบไหน เธอจึงพูดกับฉินเสี่ยวซู่ว่า “นายพาน้องสาวไปรอฉันอยู่ข้างนอกเถอะ”