ตอนที่ 4 : เงิน 10 หยวน กับอาหารมื้อเย็นที่แสนอร่อย
แดดบ่ายคล้อย ลำแสงสีทองสาดแสงเฉียง ตัดผ่านช่องว่างระหว่างซุ้มไม้ไผ่ เสียงจอแจของผู้คนเริ่มบางเบาลง แม่ค้าหลายคนเริ่มเก็บของใส่ตะกร้า ห่อผักเหลือขายด้วยกระสอบป่าน หาบขึ้นไหล่เตรียมกลับบ้านกลิ่นข้าวโพดปิ้งและขนมแป้งทอดจาง ๆ ลอยคละคลุ้ง เด็ก ๆ จูงมือแม่กลับบ้าน เสียงกาน้ำร้อนร้องดังจากร้านชาริมตลาดเป็ระยะ พื้นดินที่เคยอัดแน่นไปด้วยฝ่าเท้าเริ่มมีช่องว่าง มีเพียงเสียงกวาดพื้นของไม้กวาดฟาง และเสียงแมลงหริ่งจากพุ่มไม้ริมทางที่เริ่มดังขึ้นแทน
สายลมเย็นพัดผ่านปะทะผิวหน้าเบา ๆ ทิ้งกลิ่นฝุ่นและกลิ่นเกลือจาง ๆ จากร้านขายปลาเค็มที่เพิ่งเก็บแผง เหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่เหลืออยู่ ต่างพากันะโลดราคาสินค้า่สุดท้าย หวังขายปิดวันให้หมดเร็วที่สุด
หลินเซี่ยนยิ้มกว้าง ตั้งใจนับแบงก์ 1 หยวนยับ ๆ ในกระเป๋าสะพายข้างใบเล็ก ที่เอาไว้ใช้เก็บเงิน วันนี้พวกเธอขายผักดองได้ทั้งหมด 10 หยวนเต็มๆ! เป็การเริ่มต้นที่ดีที่สุดหลังจากที่เธอมาปรากฏในโลกใบนี้
“แม่คะ… เราขายผักดองได้เงินตั้งสิบหยวนเลยนะ! เราเอาไปซื้อกับข้าวดี ๆ กลับบ้านกันเถอะค่ะ!”
หานซิ่วเหมยมองเงินในมือของลูกสาวแล้วพยักหน้า
“ได้สิลูก ทำตามที่ลูกว่าเลย”
่บ่าย เป็่ที่ตลาดนัดประจำตำบลเริ่มซา ผู้คนบางตาลง เสียงแม่ค้าร้องลดราคาดังขึ้นเป็ระยะ
หลินเซี่ยนยืนเขย่งเท้าตรงหน้าแผงขายหมู มือข้างหนึ่งกำเงินเหรียญกับแบงก์ยับ ๆ ไว้แน่น
“คุณป้าคะ…หมูสามชั้นวันนี้ขายเท่าไหร่เหรอ?”เธอถามน้ำเสียงสุภาพ
“สามหยวนห้าสิบเฟินต่อชั่งจ้ะ” คุณป้าตอบพลางเช็ดมีดกับผ้าสีขาวหม่น
หลินเซี่ยนชะเง้อดูหมูสามชั้นแผ่นสวยเป็มันวาว
“งั้นหนูเอาสองขีดได้ไหมคะคุณป้า…แต่ถ้าหนูเอากระดูกเพิ่มด้วย คุณป้าช่วยลดราคาให้หน่อยได้ไหมคะ หนูมีแค่สองหยวนแปดสิบเฟิน”
ป้าเ้าของร้านมองเด็กสาวตัวเล็ก ๆ แววตาใสซื่อแล้วหัวเราะเบา ๆ
“ได้สิจ๊ะ กระดูกป้าขายชั่งละหยวนเดียวเอง เอาแค่ขีดนึงก็พอเนอะ ห้าสิบเฟินก็พอจ้ะ”
หลินเซี่ยนพยักหน้าแรง “เอาค่ะ!”
ระหว่างที่ป้าเ้าของร้านหั่นหมูอยู่นั้น เด็กหญิงก็เหลือบไปเห็นถังเครื่องในหมู ที่ใส่ตับ หัวใจ และลิ้นหมูวางอยู่ข้างหลัง
“คุณป้าคะ เครื่องในนี่…ขายไหมคะ?”
“ขายจ้ะ แต่ป้าไม่คิดแพงหรอก หนูอยากเอาไปผัดกินเหรอ?”
“แม่หนูเคยผัดใส่ซีอิ๊วดำกับต้นหอม... หนูอยากกินอีกค่ะ”
“งั้นป้าให้ตับชิ้นนึง หัวใจชิ้นเล็กนิดเดียว รวมกันขีดนึงก็พอ หกสิบเฟินถ้วน”
หลินเซี่ยนยิ้มกว้าง รีบหยิบเงินนับอย่างตั้งใจ
ในถุงผ้าเล็กที่เธอหอบกลับบ้าน มีหมูสามชั้น กระดูกหมู และเครื่องในหมูครบถ้วน แม้ไม่มากนัก…แต่มากพอจะทำให้ “บ้านเล็ก ๆ ของเธอ” มีเสียงหัวเราะที่อบอุ่นในเย็นวันนี้
นอกจากนี้เธอยังเดินวนรอบตลาด ก่อนจะได้ผักลดราคา อย่างหอมหัวใหญ่ ขิงสด กระเทียม และเต้าเจี้ยวอย่างละเล็กละน้อย
หลินเซี่ยนเลือกซื้อผักใบเขียวที่ชาวบ้านปลูกเอง 2 มัด เธอซื้อข้าวสาร รวมถึงน้ำมันหมูที่ได้กินครั้งสุดท้ายเมื่อปีที่แล้ว ที่บ้านยังขาดน้ำตาลทรายแดง เกลือ รวมถึงซีอิ๊วที่ไว้ใช้สำหรับปรุงอาหาร หลินเซี่ยนจึงหาซื้อมาทั้งหมด
“นี่มันมากเกินไปไหมเซี่ยนเอ๋อร์?”หานซื่อถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็กังวล เมื่อเห็นว่าหลินเซี่ยนใช้เงินราวกับโปรยใบไม้
“ไม่มากเกินไปหรอกค่ะแม่ ทั้งหมดนี้ 6 หยวน ยังเหลือเก็บไว้อีก 4 หยวน จากนี้ไปฉันจะทำให้ที่บ้านของเราได้กินอิ่มทุกมื้อเลย” หลินเซี่ยนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
โชคดีที่ค่าครองชีพในยุคนี้ยังราคาถูกอยู่มาก ซื้อของที่สามารถดำรงชีพได้ทั้งสัปดาห์ในราคาไม่ถึง 10 หยวน
ระหว่างเดินกลับบ้าน สายตาหลินเซี่ยนก็เหลือบไปเห็น ร้านขายขนมอบกรอบแบบท้องถิ่น มีทั้งข้าวพองเคลือบน้ำตาล, มันทอดกรอบ, และแผ่นแป้งอบเคลือบน้ำตาย เธอหยิบเหรียญ 1 หยวนในกระเป๋าสะพายใบเล็กออกมา
เลือก แผ่นแป้งอบเคลือบน้ำตาล ห่อเล็กที่ห่อด้วยกระดาษไข
“เอาอันนี้ค่ะ เ้าของร้าน” พอคิดถึงใบหน้าของน้องชายตัวเล็ก เธอก็อดที่จะยิ้มขึ้นมาด้วยความเอ็นดูไม่ได้
เมื่อกลับถึงบ้าน หลินเซี่ยนล้วงขนมอบกรอบที่ซื้อมาให้หลินเสี่ยวซาน
“นี่ พี่ซื้อขนมมาให้ตามสัญญา”เด็กชายเบิกตากว้าง
“แผ่นแป้งอบเคลือบน้ำตาล! ของโปรดผม! ขอบคุณครับพี่เซี่ยน”
เขารีบหยิบมากัดเสียงดังกรวบ
“อร่อย!”
เสียงหัวเราะสอดประสานระหว่างพี่สาวและน้องชาย ดังขึ้นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ในบ้านหลังเล็กๆนี้
แสงยามเย็นสีส้มอ่อนส่องผ่านช่องผนังบ้าน แสงสีส้มทอเป็สายตกกระทบลงตรงหน้าเตาฟืนหลังกระท่อมเล็ก ๆ
หลินเซี่ยนนั่งยองๆ หน้าเตาฟืน เปลวไฟในเตากำลังร้อนระอุ ดวงหน้าของเธอแดงจัดจากความร้อน แต่เด็กหญิงไม่บ่นแม้แต่คำเดียว
“หมูสามชั้นต้องทอดให้หนังตึงก่อน ถึงจะใส่ขิงซอยตามลงไป…”
เธอพึมพำเบาๆ ขณะใช้ตะหลิวไม้คนหมูในกระทะเหล็กใบเก่า กลิ่นมันหมูร้อนๆ ลอยคลุ้งไปทั่วเรือน
เนื้อหมูสีชมพูถูกหั่นบางพอดีคำ ผัดจนมันเยิ้ม ใส่ขิง หอมใหญ่ เต้าเจี้ยว ซีอิ๊วดำ และน้ำตาลแดงเคี่ยวจนเหนียว
หลินเซี่ยนชิมรสจากปลายช้อน “เค็ม หวานพอดี!”
เมื่อตักใส่จานเสร็จ เธอเดินไปเปิดฝาหม้ออีกใบ ที่น้ำซุปเดือดเบาๆ มาั้แ่บ่าย กระดูกหมูเคี่ยวกับขิงหั่นแว่นและผักใบเขียวส่งกลิ่นหอมจางๆ ของเต้าเจี้ยวทำให้รู้สึกเหมือนซดในคำเดียวแล้วคงจะอิ่มหนำถึงใจ
หลินเซี่ยนบรรจงตักใส่ถ้วยดินเผา เพิ่มกลิ่นหอมด้วยต้นหอมซอยอีกนิด
หลังจากนั้นเธอเปิดหม้อใบเล็ก ซึ่งเป็หม้อที่บรรจุเครื่องในที่แม่ค้าแถมให้ในราคาถูก
เธอผัดตับกับหัวใจในน้ำมันหมูจนส่งกลิ่นหอมแรง ใส่ซีอิ๊วดำ ขิง และต้นหอมที่ปลูกจากหลังบ้าน คลุกจนเครื่องในขึ้นสีเคลือบเงาฉ่ำน่ารับประทาน
เมื่อวางกับข้าวจนครบสามจานบนโต๊ะไม้สั่น ๆ
หานซิ่วเหมยเดินเข้ามาพร้อมกับผ้านุ่มสำหรับคลุมไหล่ให้หลินเสี่ยวซาน
เธอแปลกใจที่เห็นอาหารบนโต๊ะเหล่านี้ ลูกสาวของเธอนั้นทำอาหารเป็ แต่เมื่อก่อนไม่ได้น่ากินขนาดนี้
“แม่คะ นี่ฉันทำเองทั้งหมดเลยนะ เป็ยังไงบ้างน่ากินไหมคะ?”
หานซิ่วเหมยชะงัก “หืม?อื้ม! น่ากินมากเลยลูก”
“เมื่อคืนฉันฝันว่าตัวเองได้ลองกินอาหารพวกนี้ มันอร่อยมากเลย เย็นนี้ฉันเลยลองทำตามในฝัน…แม่ลองชิมดูนะคะ”
หานซื่อไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง พยักหน้าคล้ายเข้าใจว่าทำไมลูกสาวจึงทำอาหารได้น่ารับประทานขึ้นกว่าเมื่อก่อน
“งั้นกินกันเถอะลูก วันนี้บ้านเรามีอาหารร้อน ๆ กินพร้อมหน้ากันสามคนแล้ว”
เสียงตะเกียบกระทบถ้วยอย่างแ่เบา
“พี่เซี่ยน อร่อยมากๆเลย!”
“อร่อยก็กินเยอะๆนะเสี่ยวซาน” เธอพูดพร้อมกับพุ้ยข้าวคำโตเข้าปาก ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป จำเป็ต้องบำรุงด้วยอาหารดีๆอีกเยอะ
หลินเซี่ยนมองใบหน้าแม่และน้องชายที่กินอาหารที่เธอทำอย่างเอร็ดอร่อย รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากของทั้งคู่ และปริมาณการคีบอาหารอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักทำให้เธอรู้ว่า…
คืนนี้ เธอได้ “สร้างปาฏิหาริย์เล็กๆ” ให้บ้านเก่าหลังนี้แล้ว เสียงหัวเราะแ่เบาจากน้องชายดังขึ้นในครัวที่เคยเงียบเหงา แสงตะเกียงน้ำมันที่สว่างแค่พอให้มองเห็นเงาคนสามคนที่นั่งล้อมโต๊ะ
กับข้าวสามจาน กับข้าวสวยร้อนๆหนึ่งหม้อ ไม่ได้หรูหรา…แต่เพียงพอให้ความรู้สึกว่า "บ้านนี้ยังไม่สิ้นหวัง"
หลังจากอาบน้ำเสร็จและกำลังจะล้มตัวลงนอน หลินเซี่ยนก้มลงมองมือของตัวเอง...มือของเด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่เคยเป็หญิงสาววัยทำงานในอีกยุคหนึ่ง
เธอไม่รู้ว่าฟ้าส่งเธอกลับมาทำไม แต่หากวันนี้...เธอสามารถทำให้คนที่รักเธอจากใจจริงอิ่มได้ เธอก็พร้อมจะอยู่ต่อ
“พรุ่งนี้...เราทำหมูต้มพะโล้กินดีไหมนะ?”
เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง
แล้วพลันสะดุดตา กับเงาคนผู้หนึ่ง…ที่ยืนค้อมตัวอยู่นอกแนวรั้วไม้เก่า!
ในยามค่ำคืนที่ควรจะสงบ…ใครบางคนกลับยืนทุบประตูแ่เบาอยู่หน้าบ้านของหลินเซี่ยน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง... ถ้าไม่ใช่เพราะห้องของเธออยู่ใกล้กับประตูรั้วที่สุดก็คงจะไม่ได้ยิน
“มีใครอยู่ไหม...ช่วยยยด้วย...ช่วยย”
ใครกัน? เธอสงสัยก่อนจะรีบย่องไปดูที่ประตูรั้วหน้าบ้าน...