รุ่งขึ้นเหล่าอันรีบตื่นมาั้แ่เช้ามืด อาการป่วยของเขาหายดีแล้วด้วยการดูดซับพลังจากกุศลที่เพิ่งได้รับมา เด็กชายไม่แน่ใจในรายละเอียด เขาเพียงแค่ทำตามความรู้สึกคล้ายๆ กับสัญชาตญาณ พอรู้ตัวอีกทีกุศลสองดวงก็หายไปแล้ว และร่างกายของเขาก็แข็งแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ร่างเล็กค่อยๆ ย่องออกจากห้องนอนโดยไม่ให้คนบนเตียงรู้สึกตัว เหล่าอันตรงไปยังห้องครัวก่อนเป็อันดับแรก แต่เดิมห้องนี้เคยเป็ห้องเก็บของ แต่เพราะโรงครัวไม่ยอมส่งอาหารมาคุณชายจึงสั่งให้เปลี่ยนห้องเก็บของเป็ห้องครัวแทน แน่นอนว่ามันไม่ได้มีเตาเป็กิจจะลักษณะ มีเพียง ถาดใส่ทรายสำหรับก่อไฟ เครื่องครัวก็มีเพียงไม่กี่อย่าง แม้แต่หม้อที่ใช้หุงต้มอยู่เป็ประจำก็เป็อ่างโลหะที่แต่เดิมใช้ใส่น้ำล้างหน้าสำหรับเ้านายในตอนเช้า
แจกันกระเบื้องที่ใช้ใส่ข้าวสารเบาหวิว รากบัวที่เขาเก็บมาคราวก่อนก็หมดลงแล้ว เช่นเดียวกันกับอ่างบนเตาที่ว่างเปล่าเพราะพวกเขากินโจ๊กรากบัวหมดไปั้แ่เมื่อวาน เมื่อมีเพียงข้าวก็คงทำได้เพียงโจ๊ก แต่เหล่าอันอยากให้คุณชายของตนได้กินอาหารดีๆ ดังนั้นเด็กชายจึงตัดสินใจออกไปหาวัตถุดิบเพิ่มเติมในสวน
สถานที่แรกที่เขามุ่งหน้าไปก็คือสระบัวซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็ต้นเหตุแห่งมรณะกาลของตน เหล่าอันมิได้มีอาการหวาดกลัวแต่อย่างใด ร่างเล็กคุกเข่าลงริมสระเอื้อมมือแตะใบบัวที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วลองใช้พลังเซียนของตน เซียนาุโกล่าวว่าเขาถือครองธาตุไม้ และเสวี่ยเหอก็กล่าวว่าพลังเซียนสามารถใช้ได้ง่ายดายเพียงตั้งจิตให้ดี
หลังเพ่งจิตได้ไม่นานเหล่าอันก็รู้สึกได้ถึงพลังที่ไหลออกจากร่าง ใบบัวสั่นไหวเบาๆ ตอบรับกับพลังของเขา และต่อมารากบัวอวบอ้วนก็ผุดขึ้นมาจากน้ำ “ขอบคุณนะ” เด็กชายเอ่ยพลางใช้มีดตัดรากบัวก่อนจะล้างและเก็บลงไปในตะกร้าที่นำมา
ถัดจากรากบัวก็เป็ใบบัวอ่อนที่ค่อยๆ ลอยเข้ามาใกล้ฝั่ง เหล่าอันเก็บใบบัวจนเต็มตะกร้า กล่าวขอบคุณต้นบัวอีกครั้งก็อุ้มตะกร้ากลับเข้าครัว
เด็กชายจุดไฟต้มน้ำอย่างชำนาญ ระหว่างนั้นก็จัดแจงหั่นรากบัวเป็แว่นๆ ส่วนใบบัวอ่อนก็ถูกนำมาล้างน้ำให้สะอาดแล้วหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ พอน้ำเดือดเด็กชายก็ใส่ทุกอย่างลงไปต้ม ตามด้วยข้าวสารอีกหนึ่งกำมือ แน่นอนว่ามันน้อยมากสำหรับคนสองคน แต่เขาก็หวังว่ารากและใบบัวที่เก็บมาได้จะสามารถทดแทนปริมาณข้าวที่น้อยนิดได้
“เกลือจะหมดแล้วสิ” เหล่าอันพึมพำขณะเปิดกระปุกเกลือ แต่เกลือเป็ของที่มีราคาแพงมาก น่ากลัวเหลือเกินว่าคุณชายของเขาจะเหลือทรัพย์สินไม่มากพอสำหรับเกลือหนึ่งกระปุกเล็ก
‘ข้าต้องหาเงิน’ เด็กน้อยบอกกับตัวเอง ความจริงก่อนหน้าที่จะล้มป่วยเขาก็เคยมีความคิดเช่นนี้แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนแอทำให้เป็ไปได้ยากเหลือเกิน แต่ในตอนนี้เด็กชายเชื่อว่าเขาสามารถทำได้ ดังนั้นในระหว่างมื้อเช้าเขาจึงขออนุญาตออกไปนอกจวน
“หากข้ามิใช่คนไร้ค่าเ้าคงไม่ต้องมาลำบากเช่นนี้” เฉินลู่ถอดถอนใจ ดวงหน้าซูบตอบหม่นหมองลงอีกระดับ ในโลกนี้ไม่มีใครไม่พลังปราณ แต่เฉินลู่กลับเกิดมาไร้ปราณ ร่างกายอ่อนแอเหลือประมาณ เมื่อครั้งยังอยู่บ้านเดิมเื่นี้ก็หาใช่ปัญหาอะไรไม่ เพราะทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านย่า ต่างก็รักเขา ไม่มีวันใดที่ต้องอด ไม่มีใครพูดจาทำร้ายจิตใจ แต่เมื่อสิ้นท่านทั้งสามสถานะภายในจวนของเฉินลู่ก็สั่นคลอน เขาถูกพี่ชายต่างมารดาจับแต่งให้เป็อนุของผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง กลายเป็อนุไร้ค่าในจวนรองแม่ทัพ
เฉินลู่เกิดมาเป็เสวียน*เขาทำใจไว้นานแล้วว่าสักวันหนึ่งตนจะต้องกลายเป็ภรรยาของใครสักคน แต่อดีตคุณชายแห่งจวนเสนาบดีไม่เคยคิดว่าตนจะต้องมาเป็อนุที่แม้แต่บ่าวซักล้างในจวนยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
*(琁 xuán หยกงาม ในที่นี้ผู้เขียนหมายถึงคนที่เกิดมามีสองเพศ ส่วนใหญ่มักมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนชายร่างเล็กหน้าตางดงาม แต่ก็มีบ้างที่ลักษณะทางกายภาพคล้ายผู้หญิงทั้งอดเอวสะโพก แต่เป็ส่วนน้อย เอาแบบเข้าใจง่ายก็คล้ายๆ Omega ใน Omega Verse ค่ะ)
เขาแต่งเข้าจวนรองแม่ทัพหลี่มาด้วยเกี้ยวสี่คนหาม ไร้พิธีการกราบไหว้ฟ้าดิน ไม่มีแม้กระทั่งคืนเข้าหอ หลังจากคารวะนายหญิงผู้เฒ่าของจวนแล้วเขาก็ถูกส่งมาที่เรือนหลังเล็กท้ายจวนทันที สกุลหลี่ไม่ส่งบ่าวรับใช้มาให้ ไม่มีเบี้ยหวัด และไม่มีแม้กระทั่งอาหารสามมื้อประจำวัน เฉินลู่จึงจำต้องใช้สินเดิมอันน้อยนิดของตนเลี้ยงดูตัวเองและบ่าวที่มีติดตัวมา แต่อนิจจาความจริงใจที่แท้หาไม่ได้จากบ่าวเ่าั้ ในบรรดาห้าคนคงเหลือเพียงเหล่าอันผู้เดียวที่ไม่คิดตีตัวออกหาก และด้วยเหตุนี้เองเด็กน้อยวัยไม่ถึงสิบหนาวทั้งยังเป็เสวียนเหมือนกันจึงต้องทำงานหนักจนถึงขั้นเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ซิงไร้ค่าอย่างเขาได้มีชีวิตอยู่ต่อไป
ทว่าเฉินลู่จะคิดอย่างไรก็หาได้สั่นคลอนความคิดของเหล่าอันไม่ เด็กชายยังคงระลึกถึงบุญคุณของนายหญิงผู้เฒ่าที่ช่วยชีวิต ยังคงจดจำได้ดีว่าคุณชายมีเมตตาต่อตนเช่นไร เด็กกำพร้าเช่นเขาไม่เคยหวังอะไรมากไปกว่าการได้รับความรักความเมตตาดุจครอบครัว ดังนั้นไม่ว่าจะต้องลำบากสักเท่าไรเขาก็จะต้องดูแลคุณชายที่เป็เสมือนครอบครัวคนสุดท้ายของตนให้ดีที่สุด มือเล็กๆ เอื้อมไปกอบกุมฝ่ามือผอมบางของผู้เป็นาย บีบเบาๆ ยามกล่าวว่า “ท่านมิเคยไร้ค่า คนพวกนั้นต่างหากที่มองไม่เห็นคุณค่าของท่าน”
“ข้าหรือมีค่า? เป็เสวียนอ่อนแอทั้งยังฝึกปราณไม่ได้ เช่นนี้แล้วจะมีค่าอันใด?”
“คุณชายมีจิตใจดีงามเพียงข้อนี้ท่านก็มีค่ายิ่งแล้ว อีกทั้งศิลปะทั้งสี่*ของท่านก็มิเป็สองรองใคร หากท่านแข็งแรงกว่านี้ย่อมสามารถเปล่งประกายได้อย่างแน่นอน”
*(ฉิน ฉี ซู ฮว่า คือการดีดฉิน การเดินหมาก การเขียนอักษร และการวาดภาพ)
เฉินลู่เห็นสีหน้ามั่นใจของบ่าวตัวน้อยแล้วก็ได้แต่ยิ้มอ่อน เขาไม่คิดว่าตนเก่งกาจอย่างที่เหล่าอันพูดมา อย่างไรก็ตามเด็กหนุ่มก็ไม่อาจหักหาญน้ำใจบ่าวน้อยผู้ซื่อสัตย์ได้ มือบางปลดปิ่นเงินประดับหยกชิ้นหนึ่งจากมวยผมสีน้ำหมึกของตนแล้ววางปิ่นนั้นลงบนมือของเหล่าอัน
“เสี่ยวอันเ้านำสิ่งนี้ติดตัวไปด้วยเถิด ขาดเหลืออะไรจะได้มีเงินใช้สอย”
“แต่นี่เป็ปิ่นที่คุณชายรักมากนะขอรับ”
“รักมากแล้วอย่างไร? ของพวกนี้มีค่ามากกว่าชีวิตหรือ?” เหตุผลของเฉินลู่หนักแน่นจนเหล่าอันไม่อาจหาสิ่งใดมาหักล้างได้ เด็กชายห่อปิ่นเงินด้วยผ้าเช็ดหน้าสีครามแล้วเก็บเข้าไปในอกเสื้อ ค้อมศีรษะคำนับหนึ่งครั้งแล้วจึงค่อยคลานเข่าถอยออกไปจากห้อง
“แล้ว...ข้าจะหาเงินได้อย่างไรกัน?” เด็กน้อยเอียงคอครุ่นคิดขณะกวาดสายตาไปรอบๆ สวน เรือนหลังแห่งนี้แม้จะทรุดโทรมไปมากแต่ก็เคยเป็ที่อยู่ของผู้าุโในจวนมาก่อน ดังนั้นสวนของเรือนแห่งนี้จึงมีพื้นที่พอสมควร มันประกอบไปด้วยสระบัวหนึ่งสระ ศาลาผุพังหนึ่งหลัง ต้นบ๊วยสองต้น ต้นหม่อนอีกกอใหญ่ นอกจากนี้ยังมีต้นหมู่ตาน*และจวี๋**อีกหลายต้น น่าเสียดายที่ต้นไม้เหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลตามสมควร ต้นใบของพวกมันล้วนเหี่ยวเฉาและไม่ออกดอก เหล่าอันคิดว่าเขาน่าจะทำให้พวกมันกลับมาแข็งแรงได้ แต่ในตอนนี้เขาไม่แน่ใจนักว่าเหลือพลังเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นหรือไม่
*(牡丹 mǔdan โบตั๋น)
**(菊 jú เก๊กฮวย)
“ข้าน่าจะลองเข้าป่าสักครั้ง” เด็กน้อยพึมพำกับตัวเอง ั้แ่กลายเป็เซียนฝึกหัดเขาก็คล้ายจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกพืชในรัศมีหนึ่งหลี่*ได้ ‘อย่างเลวที่สุดก็คงได้เสบียงติดมือกลับมาบ้าง’ เด็กชายบอกตัวเองเช่นนั้นขณะมุดลอดรูสุนัขตรงกำแพงออกไปด้านนอก
*(ประมาณ 500 เมตร)
๐๐๐