“กรี๊ดดดดดดดด!” เสียงเดือดดาลแห่งความเกรี้ยวกราดแผ่กระจายไปทั่วบริเวณห้องโถงใหญ่ ซึ่งมีชายชราในตาเฉียบคมนั่งเป็ประธานอยู่ที่ปลายสุดของโต๊ะยาว ที่ด้านขวาของเขามีไพศาลนั่งอยู่ ส่วนทางด้านซ้ายมีภาคิณน์ซึ่งเป็เ้าของเสียงกึกก้องกัมปนาทนี้กำลังยืนใช้มือทั้งสองเท้าสะเอว “หนูทนไม่ไหวกับอีนังชะนีสองตัวนี้แล้วนะป๊า อีคนหนึ่งก็เล่นตัวอะไรไม่รู้หนักหนา ส่วนอีอีกตัวก็ปากดีปากเก่งจนหนูจะคุมตัวเองไม่อยู่แล้วนะ”
“เราคุยกันแล้วนะภาคิณน์” บุรุษชราผู้เป็บิดาพูดขณะที่ส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา “ขอแค่ให้แกทำเื่นี้ให้ป๊าก่อน ถ้าจบเื่นี้แล้วแกจะทำอะไร จะเป็แบบไหน ฉันจะไม่ห้ามแกอีกแล้ว ขอแค่เื่นี้แค่เื่เดียว”
“หนูก็ทำให้ป๊าอยู่นี่ไงคะ” ภาคิณน์ตอบกลับ ขณะนั่งลง “แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่หนู แต่อยู่ที่พวกมันเล่นตัวไม่ยอมแต่ง จนกว่าโปรเจ๊คนี้จะจบก่อนเท่านั้น พวกมันถึงจะยอมแต่งนะป๊า”
“ก็นั่นแหละ” บุรุษชราพยายามพูดอย่างใจเย็น “แกถึงต้องให้หนูแพรแต่งกับแกให้ได้ก่อน ถ้าแกอยากจะได้ในสิ่งที่แก้า แกก็ต้องให้ในสิ่งที่ฉัน้าก่อน จะยังไงแกก็ต้องทน”
“แต่ป๊า!”
“ไม่มีคำว่าแต่…!” น้ำเสียงนั้นทรงพลังอำนาจจนทำเอาลูกชายเพียงคนเดียวของเขา (แม้จริงๆ แล้วจิตใจจะเป็หญิง) ต้องนิ่งเงียบ ก่อนจะมองไปยังไพศาล สถาปนิกประจำบริษัท “ทางด้านงานเป็ยังบ้างไพศาล”
“เรียบร้อยดีครับท่าน” ไพศาลค่อมศีรษะรับ “บ้านทั้งสามหลังตอนนี้กำลังเริ่มดำเนินการปรับปรุงแล้ว หลังต่อไปก็ที่เชียงใหม่ครับ”
“ดี…” บุรุษชราลากเสียงอย่างพอใจ “ขอฝากเธอด้วยนะ”
“ครับ” ไพศาลค่อมศีรษะรับอีกครั้ง “ว่าแต่ท่านจะไปด้วยใช่ไหมครับ”
“ใช่” ธานินณ์ตอบกลับ “ก่อนที่มันจะถูกเปลี่ยน ฉันอยากจะให้มันเห็นเป็ครั้งสุดท้าย”
“ครับ” ไพศาลตอบกลับ ส่วนภาคิณน์ยังคงนิ่งเงียบขณะที่กดเก็บความรู้สึกไม่ให้ร่างกายสั่นเทิ้ม อันเกิดจากความกลัวเกรงผู้เป็บิดามาั้แ่เด็ก เพราะรู้ดีว่าพ่อของตนแม้ภายนอกจะดูสุขุมลุ่มลึก แต่ว่าภายในนั้นกลับฉลาดและเด็ดขาดอย่างมาก อยากได้อะไรต้องได้ แม้ว่าจะต้องใช้วิธีที่โเี้หรือผิดบาปเขาก็ไม่สนใจ ขอเพียงแค่ให้ได้ในสิ่งที่เขา้าก็พอ
…..
ตรงบริเวณสนามหญ้าริมเวิ้งน้ำขนาดใหญ่ มีต้นไม้หลากชนิดแผ่กระจายร่มเงาเพื่อกันแสงแดดในปลายเดือนตุลาคม ซึ่งเป็จุดตั้งต้นก่อนจะถึงจังหวัดเชียงใหม่ ที่แพรวาตั้งใจเลือกมายัง เทวีรีสอร์ต แห่งนี้ เพราะเป็สถานที่โด่งดังมากทั้งในโลกโซเชียลของไทยและต่างประเทศ ทั้งจากความสวยงามทางภูมิทัศน์ และ มนต์เสน่ห์บางอย่างที่บรรดาแเื่ต่างก็บอกเล่ากันปากต่อปาก
ทั้งหมดนั่งล้อมวงดื่มเครื่องดื่มตามแต่ความชอบของตน ขณะที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงไปยังแนวเขาพร้อมกับแสงที่จางลงด้วยเช่นกัน อากาศก็เหมือนจะเริ่มเย็นมากขึ้นเพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว
ขณะที่พวกเขากำลังนั่งคุยกันไปตามเื่ตามราว ทั้งเื่งานและเื่สัพเพเหระต่างๆ ดาวที่เริ่มจะกรึ่มจนได้ที่ก็เอ่ยถามด้วยอาการหน้าแดงจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ไปยังแพรวา
“ขอโทษนะคะ…คุณแพรวา…ขออนุญาตถามหน่อยได้ไหมคะ” ดาวพูดเสียงยานคางพร้อมดวงตาที่เริ่มหว่านฉ่ำ ซึ่งดาวไม่รอให้อีกฝ่ายยอมรับหรือตกลงเธอก็ถามต่อในทันที “คุณแพรวาไม่ได้ชอบคุณภาคิณน์ใช่ไหม? เพราะถ้าสายตาของผู้หญิงด้วยกันมองไม่พลาดแล้วละก็ ดูเหมือนคุณว่าคุณแพรจะไม่ชอบเขาในทางนั้นเลย ทำไมถึงต้องแต่งงานกับเขาด้วยละค่ะ”
“ไอ้ดาว!” วิษณุตีไหล่หนึ่งในลูกน้องคนสนิทของตน พร้อมกับทำหน้านิ้วคิ้วขมวดเชิงห้ามปราม “เมาแล้วก็ไปนอนไป กินมากแล้วปากหมาแบบนี้อีกละ” ว่าพลางก็มองไปยังปอยที่นั่งติดกัน “น้องปอยช่วยพี่พามันไปนอนหน่อยได้ไหม”
“ไม่ต้อง!” ภาวิณีตวัดหางตามองไปยังวิษณุทันที “ถึงฉันจะรู้ว่าพวกคุณสนิทกัน แต่ฉันก็ไม่ไว้ใจพวกผู้ชายแบบคุณหรอก อีกอย่าง…” คราวนี้เธอหันมองไปยังปอยด้วยสายตาที่ราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน “คุณปอยอยู่คุยกับคุณแพรวาเถอะค่ะ คุณแพรวาอยากจะรู้เื่เกี่ยวกับที่นี่เยอะเลย การได้ถามคนพื้นที่อย่างคุณ จะดีต่อคุณแพรวามากกว่า”
“ใช่” คุนพึมพำเชิงเห็นด้วย แต่ไม่ใช่จากคำพูดของภาวิณี แต่เป็คำพูดจากดาวต่างหากที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา ขณะที่วิษณุเองก็สวนกลับทันควันเช่นกัน
“แหม๋….เพื่อนหญิงพลังหญิง” เขาเบ้ปาก พลางบ่นงึมงำเสียงดัง “ดูยังไงก็ไม่เหมือนผู้หญิงสักคน”
“อะไรนะ!” อีกครั้งที่ภาวิณีตวัดหางตาดังเหยี่ยวโฉบเหยื่อไปทางวิษณุ “ดูไม่เหมือนผู้หญิงสักคนงั้นเหรอ?”
“อะไร๊…..!” วิษณุเสียงสูง “บอกว่าดูยังไงเหมือนก็ผู้หญิงสักพันคนต่างหาก!”
ภาวิณีพยายามจ้องตาวิษณุ ขณะที่วิษณุเองก็พยายามหลบสายตาให้แเีที่สุด ด้วยการแสร้งมองนกมองไม้ไปตามเื่ตามราว ก่อนที่ภาวิณีจะถอนหายใจแรงๆ ครั้งหนึ่ง พร้อมกับกลับไปยกประคองร่างของดาวให้ลุกขึ้นเดินตามตนเองไป โดยมีสายตาของทั้งสี่ที่มองตามหลังมา