“ ไม่ต้องห่วง ป่านนี้เธอน่าจะกำลังสนุกกับเ้าวายุอยู่ อีกสองชั่วโมง ก็คงกลับ ” จางสินตอบยิ้มๆ ทำให้มาวินนึกสงสัย
“สองคนนี้น่าจะมีความสัมพันธ์พิเศษที่มากกว่าพ่อค้าและลูกค้า ด้วยรู้ใจกันเป็อย่างดี หรือเหมยลี่จะเป็เมียลับๆของพี่จาง ไม่สิ ทอมบอยแบบนั้นไม่น่ามีแฟนกับเขาได้ แถมอายุก็ห่างกันมาก หรือจะเป็พ่อลูก แต่คิดดูอีกที ไม่น่าใช่ เพราะหน้าไม่เหมือนกันเลย
มาวินเพ้อได้ไม่นาน จางสินก็เชื้อเชิญให้เด็กหนุ่มเข้าไปในห้องรับแขก
…………………….
มาวินนั่งจับเจ่าอยู่ที่โต๊ะไม้ตามลำพัง ครู่หนึ่ง จางสินก็ยกน้ำชาออกมา มีควันจางๆลอยอยู่เหนือแก้ว
“ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน ลองดื่มดู มันคือ….ชาซาจี้ มีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูกำลังกาย คลายความเหน็ดเหนื่อย ” จางสินบอกยิ้มๆ
“ ฮะๆ ขอบคุณ ” มาวินหัวเราะเบาๆ ก่อนยกแก้วชาขึ้นซด
ทันทีที่น้ำชาไหลผ่านลำคอ มาวินก็รู้สึกสดชื่นไปทั่วทั้งกาย คล้ายมีไอเย็นที่มองไม่เห็น พัดกระพือ
“ โอ้โห ชาอะไรเนี่ย เหมือนความฟิตจะกลับมาเต็มถัง โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยของวิเศษ สุดยอดไปเลย ” มาวินะโโลดเต้นด้วยความดีใจ
“ ฮ่าๆ ” จางสินหัวเราะชอบใจ เพราะมาวินเล่นตลกให้ดูอีกแล้ว แต่ยังนึกสงสัยในสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดถึง
“ นี่ พี่จาง มีอะไรเจ๋งๆแบบนี้อีกมั้ย อยากเห็นน่ะ ” มาวินยื่นหน้าเข้ามาถาม จากนั้นก็รีบกระดกชาที่เหลือ
“ ฮะๆ ยังมีทีเด็ดอีกมาก แต่ก่อนอื่น ขอคุยด้วยหน่อย พอมีเวลามั้ย เ้าหนู ” จางสินตอบยิ้มๆ
“ อ้าว แล้วทำไมจะไม่มีเวลาล่ะ ลูกพี่ถามมาได้เลย ” มาวินตอบกวนๆตามสไตค์ของตัวเอง
“ ดีมาก ” จางสินยังคงแย้มยิ้ม
“ รีบว่ามาเลย พี่ชาย ชั้นเริ่มจะง่วงแล้ว หาว….. ” เด็กหนุ่มพูดจบ ก็หาวโชว์แบบไม่เกรงใจใคร
ทันใดนั้นเอง ใบหน้าใจดีของจางสินก็พลันแปรเปลี่ยนเป็น่ากลัวอย่างฉับพลัน ก่อนจะกระชากคอเสื้อของมาวินอย่างรุนแรง ทำให้ร่างเล็กบางลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ
“ ตกลง เ้าเป็ใครกันแน่ อยู่ๆก็เดินทางมากับอง เอ่อ เหมยลี่ ” จางสินตะคอกใส่ คล้ายคนสลิ้งแตก
“ เอ่อ อ่า เอ๋ เอ๋อ ” มาวินใจนไม่รู้จะพูดอะไร การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มันรวดเร็วเกินไป
“ ข้าถามว่าเ้าเป็ใคร รีบบอกมา ” ั์ใหญ่ใจดีที่กลายร่างเป็ผีบ้า กระชากเด็กหนุ่มเข้ามาใกล้จนใบหน้าของทั้งคู่แทบจะติดกัน
เหตุการณ์ตื่นเต้นในระยะประชิด ยิ่งทำให้มาวินใหนักกว่าเดิม ถึงกระนั้น เขาก็รวบรวมกำลังใจเฮือกสุดท้าย เพื่อตอบข้อสงสัยของจางสิน
“ เฮ้ ใจเย็นก่อน ความจริงคือชั้นแค่บังเอิญไปเจอยัยโย่งกลางทางเท่านั้น ”
“ บังเอิญยังไง ไหนลองเล่าให้ฟังสิ ” จางสินคาดคั้น
“ เล่าให้ฟังก็ได้ แต่ปล่อยชั้นก่อนเถอะ จะขาดใจตายอยู่แล้ว ” มาวินร้องละล่ำละลัก สีหน้าเริ่มเขียวคล้ำ เพราะถูกจางสินรัดคอจนหายใจไม่ออก
“ โอ้ โทษที ลืมตัวไปหน่อย ” จางสินรีบปล่อยมือ ถึงตอนนี้ เขารู้ตัวแล้วว่าตนเองทำเกินไป
“ แค่กๆ นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว พี่ชายคนนี้แรงเยอะชะมัด ” มาวินไอรัวๆ พร้อมสูดลมหายใจเข้าปอดอยู่หลายที แต่พอหันกลับไปมองจางสิน เขาก็ใจนสะดุ้งโหยง เพราะสีหน้าท่าทางของชายร่างั์ดูถมึงทึงจนน่าสะพรึงกลัว
“ จะเล่าได้รึยัง ” จางสินถามเสียงยานคางจนชวนสยอง
“ ครับๆ เล่าแล้วครับ ” มาวินรีบพยักหน้ารับคำ คำพูดสุภาพอย่างเหลือเเชื่อ
………………………..
มาวินเล่าเื่ราวที่ผ่านมา โดยเริ่มั้แ่วันแรกที่เข้ามาในเมืองแห่งการเริ่มต้น ต่อมาก็ตกอับจนกลายเป็ขอทาน จับพลัดจับผลูมาเจอเหมยลี่ช่วยฝึกวิชาให้ ผ่านไปเดือนเศษ ก็ ต้องปะทะกับกลุ่มโจรกลางป่า ในที่สุด ทั้งคู่ก็ตัดสินใจเดินทางร่วมกัน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่แคว้นเยอมาเนีย
“ อืม เื่ของแกฟังดูพิลึกพอสมควร ” จางสินดูคลายกังวลลงหลายส่วน แต่ยังไม่ถึงขั้นปลดเปลื้องความสงสัย เพราะคิดว่าเื้ัของมาวินยังไม่กระจ่าง
“ คิดว่ามันแปลกอยู่เหมือนกัน แต่ยังไงชั้นก็ต้องไปแคว้นเยอมาเนีย ซึ่งเป็ดินแดนที่มีวิทยาการสูงสุด ที่นั่นน่าจะช่วยให้ชั้นกลับบ้านได้ ” มาวินถอนหายใจเล็กน้อย ท่าทางอ่อนล้า
จางสินมองมาวิน ดวงตากลมโตที่แข็งกร้าวส่อแววสงสารปนสงสัย ไม่นาน เขาก็เอ่ยช้าๆ แต่เน้นหนักทุกประโยค
“ ถึงเื่ที่พูดมา จะดูเหลือเชื่อ แต่ข้าก็อยากบอกบางอย่างกับเ้า ”
“ เอ่อ อะไรเหรอ ลูกพี่ ” มาวินถามเสียงสั่น เพราะกลัวจะโดนกระชากคอเสื้อรอบสอง
“ อง เอ่อ เหมยลี่ เธอเป็คนสำคัญชนิดที่เ้าคาดไม่ถึง ข้าเลี้ยงดูนางมาั้แ่เล็ก ดังนั้นในระหว่างเดินทาง เ้าต้องดูแลนางให้ดี เข้าใจมั้ย ” น้ำเสียงของจางสินดูจริงจัง โดยเฉพาะคำสุดท้าย เหมือนเขาจะเน้นหนักเป็พิเศษ ชนิดที่ว่าถ้าทำไม่ได้ ต้องตายสถานเดียว
“ เอ่อ ครับผม ” ในสถานการณ์เช่นนี้ มาวินมีแต่ต้องตอบรับ แม้ในใจจะแอบคิด
“อย่างยัยโย่งจะต้องให้ใครดูแล ก็เก่งซะขนาดนั้น จริงๆแล้ว น่าจะเป็ฝ่ายยัยโย่งที่ดูแลเรามากกว่า ”
“ อีกอย่าง ” น้ำเสียงของจางสินเหี้ยมเกรียม ราวกับจะขู่
“ เอ่อ ครับ ” มาวินรับคำอย่างสุภาพอีกหน
“ เ้าห้ามคิดไม่ดีกับเหมยลี่เด็ดขาด เข้าใจมั้ย ” จางสินออกคำสั่งอีกครั้ง คราวนี้ ดูจริงจังยิ่งกว่าเดิม
“ อะ เอ่อ…… ” ถึงตรงนี้ ใบหน้าของเด็กหนุ่มเริ่มแดงก่ำ เขารีบมองต่ำ เพราะไม่กล้าสบตา
“ มาอง มาเอ่อ อะไรเล่า ถามว่า…เข้าใจมั้ย ” จางสินตะคอกใส่
“ อะ…เข้าใจครับ ” เด็กหนุ่มยังคงก้มหน้านิ่ง พร้อมตอบกลับแ่เบา
จางสินจ้องมองมาวินไม่วางตา ในใจพยายามพิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้า ท่าทางของเขาประดุจดังพ่อที่หวงลูกสาว ขณะที่สถานการณ์ในห้องรับแขกกำลังย่ำแย่ถึงขีดสุด เสียงสาวที่ห้าวใหญ่ก็ดังขึ้นมาที่หน้าประตู
“ กลับมาแล้ว ”
เ้าของเสียงย่อมต้องเป็ "เหมยลี่" และเมื่อเธอเดินเข้ามา จางสินก็เปลี่ยนเวอร์ชั่นเป็ชายร่างั์ผู้อารีดังเดิม ทำให้มาวินนึกอยากมอบรางวัลออสการ์สาขาสตอเบอแหลยอดเยี่ยม
“ อ้าว อง เอ่อ เหมยลี่ กลับมาแล้วเหรอ เดี๋ยวข้าจะทำอาหารให้ ” จางสินเชื้อเชิญ ใบหน้ายิ้มละไม
“ ขอบใจ ” เหมยลี่ขอบคุณเบาๆ จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้
จางสินเข้าครัว เพื่อทำอาหารอย่างสบายอารมณ์ ทิ้งให้มาวินและเหมยลี่นั่งเงียบกันตามลำพัง
……………………….
พอจางสินทำอาหารเสร็จ ทั้งสามก็ลงมือรับประทาน มันประกอบไปด้วยเนื้อย่าง ยำเห็ด ผัดหอยและผัดผัก ทุกอย่างล้วนมีรสชาติดีจนเข้าขั้นภัตตาคาร
มาวินไม่อยากจะเชื่อว่านี่หรือคือฝีมือของจางสิน เพราะถ้าดูจากหน่วยก้าน เขาน่าจะเป็พวกใช้แรงงานซะมากกว่า ถึงกระนั้น เด็กหนุ่มก็กินอาหารไม่ค่อยลง เพราะยังรู้สึกจุกกับคำถามสุดท้ายเมื่อครู่นี้
“ เป็อะไรไป ปกตินายจะตะกละกว่านี้ ” เหมยลี่หันมาถาม
“ เหอๆ รู้สึกเหมือนท้องจะแน่นๆน่ะ ” มาวินตอบเสียงอ่อย เขาไม่ยอมสบตาเด็กสาวเลย แน่นอนว่าจางสินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ยังคงยิ้มกว้างดุจเดิม ทว่าดวงตาคู่โตจ้องมาที่เด็กหนุ่มไม่วางวาย
เหมยลี่เหล่มองทั้งสองด้วยประกายเคลือบแคลง แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ทำให้วงข้าวในวันนี้ค่อนข้างเงียบเป็พิเศษ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ ก็ถึงเวลาพักผ่อน
ห้องรับแขกชั้นล่างกลายเป็ของสองหนุ่มต่างวัยอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนห้องใต้หลังคาบนชั้นสอง จางสินยืนกรานจะให้เหมยลี่ขึ้นไปนอน ไม่มีใครคัดค้านข้อเสนอนี้
………………………
รุ่งเช้าของวันใหม่ อากาศดูสดใส สายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องใต้หลังคาที่ประดับไปด้วยเครื่องเรือนราคาถูก กลางห้องปรากฏเตียงใหญ่ตั้งอยู่
เด็กสาวนางหนึ่งกำลังนอนเหยียดกายอยู่บนเตียง ร่างงามได้สัดส่วนซ่อนตัวตนอยู่ในชุดเสื้อกล้ามรัดรูปที่ขับเน้นทรวดทรง ใบหน้าเรียวสงบนิ่ง แต่พอเปลือกตาต้องแสงแดดอ่อนๆ ก็ทำให้หนังตากระตุก ในที่สุด มันก็เปิดกว้าง เผยให้เห็นดวงตาคมซึ้งที่แฝงแววกร้าว แน่นอนว่าเธอก็คือ....เหมยลี่
เด็กสาวมองไปที่ท้องฟ้านอกหน้าต่าง จึงพบว่าเวลานี้คือยามเช้า เธอลุกขึ้นยืน ทำให้ได้เห็น่ล่างที่สมบูรณ์คล้ายนักกีฬา ที่สำคัญ มันถูกปกปิดด้วยกางเกงในสีขาวเพียงตัวเดียว
" อืม ไม่ได้นอนบนเตียงนิ่มๆมานานแล้ว เลยหลับยาวจนสายป่านนี้" เด็กสาวพูดกับตัวเอง จากนั้นก็ยกแขนขึ้นและออกแรงเหยียด เพื่อขับไล่อาการเมื่อยขบ ผมดำขลับที่ยาวประมาณติ่งหูปลิวไสวไปตามแรงลม รอยยิ้มน้อยๆผุดออกมา ทำให้ใบหน้าสวยคมดูสดใสยิ่งกว่าเดิม
หลังตื่นเต็มที่ เด็กสาวก็เดินไปเก็บข้าวของ เพื่อเตรียมออกเดินทาง เธอคาดว่ามาวินน่าจะพอขี่ม้าได้บ้างแล้ว
...........................
พอเด็กสาวเตรียมตัวเสร็จ ก็ลงมายังชั้นล่าง เพื่อปลุกมาวิน แต่ทันทีที่ได้เห็นเด็กหนุ่ม เธอก็ตกตะลึงอย่างรุนแรง เพราะนายจอมซนถูกมัดติดกับเสาบ้าน
" นายทำอะไรอยู่น่ะ " คิ้วคมของเด็กสาวขมวดนิดๆ
" ฮะๆ ไม่มีอะไรหรอก ชั้นกับพี่จางกำลังเล่นเกมกันอยู่ "มาวินตอบกลับด้วยเสียงแหบพร่า สีหน้าซีดเซียวและอ่อนระโหยโรยแรง ไม่ต้องเดา ก็รู้ว่าไม่ได้มานอนมาทั้งคืน เด็กสาวจึงเอียงคอมองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ปริปากบ่น
" จางสินขี้ระแวงไม่เลิก ผ่านไปกี่ปี ก็ยังเหมือนเดิม "
ทันใดนั้นเอง จางสินก็โผล่เข้ามา เหมยลี่จึงชี้ไปที่มาวิน พร้อมถามสั้นๆ
" จางสิน นี่คือ….อะไร"
พอจางสินได้เห็น เขาก็แสร้งตีหน้าโง่ แล้วเดินมาตำหนิมาวินแบบหน้าด้านๆ
" เฮ้ย น้องลิงหัวเขียว ทำไมถึงไปมัดตัวเอง พี่บอกแล้วไง แค่เล่นเกมแพ้ ไม่ต้องลงโทษตัวเองขนาดนั้นก็ได้ "
" ฮะๆ ขอโทษครับ ผมแค่อยากลงโทษตัวเองเท่านั้น "มาวินตามน้ำ พร้อมหัวเราะอ่อยๆ ท่าทางเหมือนอยากจะร้องไห้เต็มที
" จางสิน ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้ " เด็กสาวออกคำสั่ง ใบหน้าคมดูจริงจัง
" ขอรับ " จางสินสะดุ้งนิดนึง ก่อนจะรีบเข้าไปปลดพันธนาการ
...........................
ยามสายของวันใหม่ เหมยลี่และมาวินอยู่ในสภาพพร้อมเดินทาง เด็กสาวร่างสูงกำลังปลอบจางสินที่ร้องไห้ฟูมฟายอยู่บนหัวไหล่ของเธอ
" ไม่เป็ไรน่า จางสิน เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีก" เด็กสาวยิ้มเล็กน้อย
" ฮือ.....อง เฮ้ย เหมยลี่ ไม่ไปได้มั้ย หนทางไปแคว้นเยอมานีมีแต่อันตราย มิหนำซ้ำ ยังอยู่ห่างไกล ข้าไม่อยากให้ท่านไปตรากตรำ "จางสินรำพึงรำพัน
" ไม่เป็ไรน่า ชั้นมีเ้าวายุ ไม่ต้องเดินเท้าเหมือนแต่ก่อน รับรองว่าไม่เหนื่อย " เด็กสาวปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน มือก็ลูบศีรษะของจางสินแ่เบา กิริยาคล้ายแม่คนหนึ่งที่กำลังปลุกปลอบลูกชายในยามร่ำลา ทำให้มาวินตกตะลึงและแอบคิดในใจว่า.....น่าจะเอาโทรศัพท์มือถือติดตัวมาด้วย เพราะภาพแบบนี้หาดูยาก
เหมยลี่ปลุกปลอบจางสินอยู่พักใหญ่ ชายร่างั์จึงเริ่มสงบ เด็กสาวเลยขึ้นหลังม้า พร้อมโบกมือลา
" ลาก่อน แล้วเจอกันนะ จางสิน "
" ขอรับ จะมาเมื่อไหร่ก็ได้ ข้ารอท่านอยู่เสมอ " จางสินพูดเสียงสั่น พลางเอาผ้าผืนน้อยเช็ดน้ำหูน้ำตาที่ไหลกะปริบกะปรอย
" อืม " เด็กสาวพยักหน้า พร้อมชักม้าให้ก้าวเดิน เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางที่้า
" ฮะๆ " มาวินขบขันเล็กน้อย จากนั้นก็ขึ้นหลังของเ้าสังกะสี แต่ก่อนจะออกจากจุดสตาร์ท จางสินได้เตร่เข้ามาใกล้ พร้อมกระแอมเบาๆแค่พอได้ยิน
" ฮะ แฮ่ม "
" วะ เหวอ มะ มีอะไรเหรอ พี่จาง " มาวินออกอาการเหวอ เขาเข็ดขยาดชายร่างั์ผู้นี้เป็อย่างยิ่ง ในใจนึกภาวนา ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ขออย่าได้พบเจอกันอีกเลย
" อย่าลืมเื่ที่คุยกันเมื่อคืน" จางสินพูดสั้นๆ กระนั้น มาวินก็เข้าใจความหมาย จึงรีบรับคำรัวเร็ว
" ครับ "
" ดีมาก และถ้านายคิดไม่ดีต่ออง…เอ่อ เหมยลี่ นายจะเจอไอ้นี่ " จางสินพูดจบ เขาก็หยิบไส้กรอกยาวขึ้นมาโชว์ จากนั้นก็ใช้กรรไกรคมๆตัดฉับเข้าไปตรงกลาง ทำให้ขาดสองท่อนในทีเดียว
" แฮะๆ ครับผม " มาวินหัวเราะแห้งๆ ใบหน้าเรียวเริ่มแดงเล็กน้อย จากนั้นก็ควบม้าออกไป
พอสองวัยรุ่นหายลับไปจากสายตา สีหน้าของจางสินก็แปรเปลี่ยนเป็เศร้าสลด ปากกล่าวอวยพรเบาๆ
"ขอให้ปลอดภัยและสำเร็จในสิ่งที่หวัง ยังมีหน้าที่สำคัญรออยู่ มีเพียงท่านเท่านั้นที่ทำได้ "
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
