“ฮวาลี่” เซียวหยุนเฟยอุทานด้วยความใ “คุณเป็อะไรหรือเปล่า” ดวงตาคมกริบจ้องมองหญิงสาว ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหลา
เฉินฮวาลี่หันมายิ้มให้ พยายามเก็บซ่อนความตื่นตระหนกไว้ภายใน “ฉันไม่เป็ไร” เธอตอบ เสียงสั่นเล็กน้อย
“แต่คุณต้องรีบหลบ พวกมันจะยิงพวกเราอีกครั้ง หลบไปที่หลังต้นไม้ใหญ่ก่อนนะคะ”
เฉินฮวาลี่ลากเซียวหยุนเฟยไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะหันไปมองหาต้นตอของเสียงปืน “พวกมันอยู่ไหน” นายทหารหนุ่มเอ่ยถาม เสียงเครียด
“ใครกันที่บังอาจลอบทำร้ายพวกเรา”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เฉินฮวาลี่ตอบ
“แต่ดูเหมือนพวกมันจะซ่อนตัวอยู่แถวนี้เพื่อดักซุ่มโจมตีคุณ”
เซียวหยุนเฟยโผล่หัวออกไปจากต้นไม้ใหญ่เพื่อลอบมองพวกที่ซุ่มโจมตีเขา แต่โชคร้ายที่วันนี้เขาไม่ได้นำปืนมาด้วย ไม่อย่างงั้นเขาคงจะโต้ตอบพวกมันไปแล้ว
ทันใดนั้น เสียงปืนก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ะุพุ่งเป้าเข้าใส่บริเวณที่ชายหนุ่มที่โผล่หัวออกไป แต่โชคดีที่เธอดึงตัวเขาหลบได้ทัน
“นี่คุณไม่เป็ไรใช่ไหม” เฉินฮวาลี่ถามด้วยความใ ใบหน้าซีดเผือด มือเล็กๆ สั่นเทาขณะจับแขนของนายทหารหนุ่มเพื่อสำรวจาแ
"โอ๊ยอีตาบ้า จะโผล่ออกไปให้พวกมันเป่าสมองทำไม ถ้าเกิดคุณตายขึ้นมาคราวนี้ละเมืองเทียนจินไม่สงบสุขแน่ๆ" เธอได้แต่สบถอยู่ในใจ
เซียวหยุนเฟยยิ้มเจื่อนๆ ที่เป็ต้นเหตุให้หญิงสาวเป็ห่วง "ผมขอโทษครับ…ผมแค่จะตรวจสอบสถานการณ์น่ะเลยพลอยให้คุณเป็ห่วง" เขาตอบเสียงแหบเล็กน้อย
เฉินฮวาลี่เมื่อสำรวจาแบนร่างกายของชายหนุ่มแล้วไม่พบร่องรอยอะไรเธอถอนหายใจโล่งอก"โชคดีนะคะที่คุณไม่ได้รับาเ็อะไร ไม่อย่างนั้นตอนฉันพาคุณหลบหนีออกไปจากสุสานแห่งนี้อาจจะล่าช้าและเปิดเผยร่องรอยให้พวกมือปืนบนต้นไม้ได้รับรู้"
“มันเป็เพราะคุณช่วยชีวิตผมไว้” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับฝืนยิ้มบางๆ
“ขอบคุณนะครับที่ช่วยผมไว้เป็ครั้งที่สอง ถ้าไม่มีคุณ ผมคงไม่รอดแน่ๆ”
“คุณไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกค่ะ” เฉินฮวาลี่พูด น้ำเสียงยังคงสั่นเครือ
“คนพวกนั้นคงไม่ปล่อยให้พวกเรารอดไปได้แน่ ไม่รู้ว่าคุณไปสร้างความโกรธแค้นให้ใครไม่พอใจหรือเปล่าคะ พวกมันถึงได้ตามกัดคุณไม่ปล่อย”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” เซียวหยุนเฟยขมวดคิ้ว “แต่ดูเหมือนว่าผมจะเป็เป้าหมายของพวกมัน” เขาพูดพลางมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง “เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ ก่อนที่พวกมันจะลงมาจากต้นไม้”
เฉินฮวาลี่พยักหน้าเห็นด้วย เธอพยายามตั้งสติ ก่อนจะชะโงกหน้าออกไปอย่างระมัดระวัง มองยังต้นไม้ใหญ่ที่มือปืนซ่อนตัวอยู่
“นั่นไง มือปืนกำลังลงมาจากต้นไม้ นี่เป็โอกาสหนีของเรา”
เซียวหยุนเฟยรีบโผล่หัวออกไปดูตรงที่หญิงสาวชี้ เขาเห็นชายรูปร่างสูงใหญ่กำลังปีนลงมาจากต้นไม้ พร้อมกับอาวุธปืนในมือ ดูท่าทางแล้ว พวกมันคงจะลงมาไล่ล่าพวกเขา
“ไม่ได้การแล้ว มันกำลังจะลงมาถึงพื้นแล้ว... เราต้องหนีแล้วละค่ะ ตามฉันมาทางนี้ค่ะ” เฉินฮวาลี่ร้องบอกเสียงดัง พลางคว้ามือนายทหารหนุ่มไว้แน่น ก่อนจะออกตัววิ่งนำไปอย่างรวดเร็ว
เซียวหยุนเฟยถึงกับเซเล็กน้อยเมื่อมือเล็กนุ่มนิ่มของหญิงสาวคว้ามือเขาไป แต่ชายหนุ่มก็รีบตั้งสติวิ่งตามเธอไปติดๆ หัวใจของเขากระหน่ำในอก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็เพราะััจากมือเรียวเล็กของคนร่างบางต่างหาก
ทั้งสองวิ่งลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยแคบๆ ผ่านบ้านเรือนเก่าแก่ที่ผุพัง และสุสานโบราณที่ดูวังเวง ทางวกวนซับซ้อนราวกับเขาวงกต หากไม่ใช่คนในพื้นที่ คงหลงทางเป็แน่
เฉินฮวาลี่ดูคุ้นเคยกับเส้นทางนี้เป็อย่างดี เธอนำคนร่างสูงวิ่งไป หลบไป อย่างคล่องแคล่ว ราวกับรู้ว่าจุดไหนเป็มุมอับ จุดไหนที่ศัตรูจะมองไม่เห็น ท่าทางปราดเปรียวของเธอในชุดกางเกงผ้าฝ้ายสีน้ำเงินและเสื้อเชิ้ตสีขาว ตัดกับผมเปียยาวสีดำขลับที่สะบัดไปมา ทำให้นายทหารหนุ่มรู้สึกประทับใจ
“เสียงปืนตามหลังพวกเรามาติดๆ” นายทหารหนุ่มะโบอก “คุณ..ระวังตัวด้วย”
“ตามฉันมานะคะ” เฉินฮวาลี่หันมายิ้มให้
“มือปืนพวกนั้นเป็คนนอก เขาไม่รู้เส้นทางซับซ้อนในสุสานแห่งนี้หรอกค่ะ ฉันจะพาคุณออกไปจากสุสาน ไปทางชายป่าที่อยู่ด้านหลังสุสาน”
“แล้ว... แล้วคุณจะหนีไปกับผมด้วยหรือไม่” เซียวหยุนเฟยถาม แม้จะรู้ว่าเป็คำถามที่ไม่สมควร แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไป
เฉินฮวาลี่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ “ค่ะ ฉันจะไปกับคุณ” เธอยิ้มให้เขาอีกครั้ง
“ฉันจะไม่ทิ้งคุณไว้ให้ตายคนเดียวในสุสานแห่งนี้หรอกค่ะ”
เซียวหยุนเฟยรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด ก่อนที่หัวใจของเขาจะค่อยๆ เต้นแรงขึ้น เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน
“หรือว่า... นี่คือความรัก?” เขาคิดในใจ พลางมองรอยยิ้มของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าที่พยายามพาเขาหนีจากพวกมือปืน ถ้าหากเป็เช่นนั้น เขาก็พร้อมจะตายเพื่อปกป้องเธอ
“แล้วคุณจะพาผมไปที่ไหนครับ” เซียวหยุนเฟยเอ่ยถาม เสียงของเขาแทบจะถูกกลืนหายไปกับเสียงลมหายใจที่หอบถี่ ขณะที่ทั้งสองยังคงวิ่งวนไปมาในสุสานเก่าแก่ หลบหลีกะุปืนที่ดังไล่หลังมาเป็ระยะ
“ฉันจะพาคุณไปที่ปลอดภัยค่ะ” เฉินฮวาลี่ะโตอบ “คุณไว้ใจฉันนะคะ”
เซียวหยุนเฟยมองใบหน้าเปื้อนเหงื่อของเฉินฮวาลี่ เขาพยักหน้า “ครับ ผมไว้ใจคุณ”
“ฉันรู้จักที่ซ่อนตัวแห่งหนึ่ง คนพวกนั้นตามหาพวกเราไม่เจอหรอกค่ะ”
ทั้งสองวิ่งฝ่าดงหญ้ารกชัฏ มุ่งหน้าไปยังกำแพงสุสานเก่าแก่ เฉินฮวาลี่ชี้ไปที่รูเล็กๆ ที่เจาะอยู่ข้างกำแพง ซึ่งมีพุ่มไม้หนาบังอยู่
“ตรงนั้นแหละค่ะ” เธอพูด “ฉันเจอตอนมาไหว้หลุมศพแม่”
เฉินฮวาลี่รีบแหวกพุ่มไม้ออก เผยให้เห็นรูเล็กๆ พอให้คนลอดผ่านได้ “คุณรีบคลานออกไปก่อนเลยค่ะ”
เซียวหยุนเฟยไม่รอช้า เขารีบคานเข้าไปในรู มุดลอดกำแพงสุสานออกไปยังอีกฝั่ง เฉินฮวาลี่รีบตามไปติดๆ ก่อนจะดึงพุ่มไม้กลับมาบังรูไว้เหมือนเดิม เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น
ทั้งสองวิ่งต่อ มุ่งหน้าสู่ป่าไผ่ที่อยู่ไม่ไกล เสียงปืนดังรัวๆ ไล่หลังมาเป็ระยะ แต่ดูเหมือนว่ามันจะยิงมั่วๆ บ่งบอกว่าพวกมือปืนยังตามหาพวกพวกเขาไม่พบ
“พวกมันน่าจะหลงอยู่ในสุสาน” เฉินฮวาลี่พูด “มันถึงได้ยิงปืนมั่วเผื่อหวังฟลุกจะยิงโดนพวกเรา”
“โชคดีที่เรารอดออกมาจากสุสาน” ชายหนุ่มหันไปพูดกับเฉินฮวาลี่ น้ำเสียงแหบพร่าบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้า
“ค่ะ โชคดีที่มือปืนไม่ใช่คนในพื้นที่” เฉินฮวาลี่หอบหายใจแรง ใบหน้าซีดเผือด “ไม่อย่างนั้นพวกเราก็คงจะไม่มีชีวิตรอด”
ทั้งสองวิ่งฝ่าดงไผ่มาไกล จนในที่สุดก็มาถึงกระท่อมหลังเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าไผ่
“บ้านหลังนี้เป็บ้านของนายพรานที่เอาไว้ใช้พักผ่อนชั่วคราวเวลามาล่าสัตว์ค่ะ ตอนนี้เย็นแล้วพวกเขาน่าจะไม่อยู่แล้วค่ะ เดี๋ยวพวกเราเข้าไปพักที่ด้านในกระท่อมก่อนนะคะ”
เฉินฮวาลี่รีบสาวเท้าเดินไปยังกระท่อมทันทีโดยไม่รู้ตัวเลยว่า เธอได้รับจูงมือชายหนุ่มมาตลอดทาง