ปาณปวีร์ต้องออกจากบ้านไปสนามบินั้แ่เช้ามืดเพื่อไปดูแลการขยายสาขาในสิงคโปร์อย่างกะทันหัน เนื่องจากผู้จัดการที่ถูกส่งไปก่อนหน้าประสบอุบัติเหตุหนักต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เขาจึงได้รับมอบหมายให้ไปดูแลรักษาการแทนชั่วคราว
เต็มเดือนออกจากคฤหาสน์ไปจัดการเื่เอกสารต่างๆที่มหาวิทยาลัยตามปกติ หากแต่วันนี้มี ‘ลุงหวาย’ คนขับรถของบ้านเ้าสัวไปส่งด้วยรอจนเธอทำธุระเสร็จ และรอรับกลับในตอนเย็น แม้จะขัดเขินอยู่บ้างหากแต่เต็มเดือนสบายใจมากขึ้นเมื่อทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ ไม่มีใครพูดถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเลยแม้แต่น้อย
แต่ทันทีที่กลับมาถึงบ้านก็พบว่า ที่ชั้นล่างของคฤหาสน์มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ เสียงพูดคุยทักทายกันอย่างสนุกสนาน แต่ละมุมมีโต๊ะและข้าวของวางกระจัดกระจาย ราวกับเป็เทศกาลออกร้านอะไรสักอย่าง
เต็มเดือนถูกจับวัดตัวครบทุกสัดส่วนและได้รับการแจ้งให้ทราบว่าแบบชุดทั้งหมดถูกเลือกไว้เรียบร้อย รวมถึงธีมงาน ของชำร่วย การ์ดงานแต่งทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เสร็จสรรพ จนเต็มเดือนนึกทึ่ง
“เร็วขนาดนี้เลยหรอคะ”
“คำสั่งเ้าสัวค่ะ” ชบาที่ตอนนี้รับหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยงคอยดูแลเธอกระซิบตอบ
“ลองถูกคุณหญิงท้า เ้าสัวเร่งเครื่องเต็มสูบแน่ค่ะ”
เต็มเดือนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ..เออหนอ พวกคนรวย มันดีแบบนี้นี่เอง...
่สองเดือนก่อนงานแต่งงาน เต็มเดือนได้รับอนุญาตให้ไปพักบ้านคุณหญิงพร้อมกับมีชบาติดสอยห้อยตามไปด้วย ส่วนบ้านคุณโฉมสะคราญนั้นเป็สถานที่เดียวที่หล่อนถูกกันให้ออกห่างมากที่สุด และเมื่อถูกถามถึงเื่ที่จะให้หญิงสาวช่วยสืบ คุณหญิงชวาลาจึงตอบว่า
‘รอให้เธอได้แต่งงานกับตาวีเสียก่อน ถึงตอนนั้นเขาคงเกรงใจเธออยู่บ้าง แล้วเธอกับตาวีก็จะทำอะไรๆได้ง่ายขึ้น’
คุณหญิงชวาลาจัดการให้เธอเข้าทำงานในฝ่ายประสานงานต่างประเทศ ในบริษัทเครื่องประดับ และอัญมณีส่งออก ซึ่งเป็กิจการที่ตกทอดกันมาทางฝั่งต้นตระกูลของคุณหญิงชวาลา ทุกๆวันเต็มเดือนจะต้องเข้าบริษัทเพื่อไปเรียนรู้งานในส่วนต่างๆของบริษัทอย่างละเอียด รวมทั้งศึกษาการทำงาน การติดต่อประสานงาน และงานเอกสารต่างๆที่เธอจะต้องเกี่ยวข้อง
และ ทุกวันเสาร์หรืออาทิตย์คุณหญิงชวาลาจะพาหล่อนไปรับประทานอาหารที่บ้านเ้าสัว เจอปาณปวีร์บ้างไม่เจอบ้านตามแต่โอกาส ส่วนทิพย์สุดานั้นวางตัวห่างเหินกับหล่อนอย่างเห็นได้ชัดจึงไม่แปลกใจเลยที่คนงานในบ้านที่สังเกตเห็นสิ่งนี้ และบางคนถึงกับมองเธอด้วยสายตาเหยียดปนสมเพชอย่างออกนอกหน้า
...อ้อ คงจะเว้น ชบาเอาไว้คน ที่หากใครแสดงกริยาไม่เหมาะสมกับเธอ ชบาก็พร้อมที่จะเข้าไปลุยแทนเธอได้เสมอ จนบางครั้งหล่อนยังนึกแปลกใจว่าเ้าหล่อนชอบอะไรเธอนักหนา แต่นั่นก็ถือเป็ความโชคดีของเต็มเดือนเอง ที่อย่างน้อยเธอก็มีใครสักคนที่พอจะพูดคุยได้อยู่บ้าง
งานแต่งงานถูกจัดเตรียมอย่างใหญ่โตสมฐานะของลูกชายเ้าสัว ตามกำหนดการงานตอนเช้าจะจัดขึ้นที่เรือนทรงไทยของคุณหญิงชวาลา ขบวนขันหมากจะเริ่มเดินจากบ้านเ้าสัวมา และพิธีรดน้ำสังข์แบบไทยๆจะเริ่มตอนแปดโมงครึ่งซึ่งเป็ไปตามฤกษ์ เสร็จจากนั้นก็จะเป็งานเลี้ยงที่โรงแรมในตอนค่ำ
เต็มเดือนถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัวั้แ่ตีสอง หญิงสาวอ้าปาก เม้มปาก เงยหน้าขึ้น หลับตาลงตามที่ช่างแต่งหน้าสั่ง และ... หล่อนคงเผลอหลับตานานไปนิด รู้สึกตัวอีกทีเมื่อรู้สึกถึงแรงเขย่าของคนตรงหน้า
“ลืมตาได้แล้วค่ะคุณ” ช่างแต่งหน้าซึ่งเป็กะเทยหุ่นล่ำพูดพร้อมยิ้มอย่างเอ็นดู
“สงสัยเมื่อคืนคงตื่นเต้นจนนอนไม่หลับแน่เลย”
“เสร็จแล้วหรือคะ”
“ค่ะ งามมากค่ะคุณน้อง เลิศสะแมนแตน...แหม เดี๋ยวจะหาว่าพี่ชมฝีมือตัวเอง เอากระจกไปส่องดูละกันนะคะ”
เต็มเดือนกำลังจะบอกปฏิเสธ หากแต่กระจกถูกส่งมาตรงหน้า หญิงสาวมองคนที่อยู่ในกระจกอย่างตะลึงจากหญิงสาวหน้าหวานเรียบๆกลายเป็สาวสวยดูโดดเด่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เผลออุทานออกมาเบาๆ
“สวยจัง”
“ถูกใจใช่มั้ยคะ” ช่างแต่งหน้ายิ้มมองผลงานอย่างภูมิอกภูมิใจ ปากเอ่ยถามซ้ำ
“จริงๆ คุณน้องก็สวยอยู่แล้ว พอได้ฝีมือแต่งหน้าจากพี่เสริมอีกนิดเลยยิ่งสวยจัดเข้าไปอีก”
“เหมือนเป็อีกคนเลยละคะ”
“เอาเป็ว่าสวยนะคะ ถ้าอย่างนั้นไปเปลี่ยนชุดเลยดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทัน ยังต้องมาเก็บรายละเอียดกันอีก ไปคะไป” ช่างว่าก่อนจะกุลีกุจอดึงหญิงสาวให้ลุกขึ้น พาหล่อนไปที่ห้องน้ำ
ชุดของหล่อนเป็ชุดไทยประยุกต์สีขาวงาช้างเสื้อตัวในตัดแบบแขนนางชี ตัวเสื้อจับเดรบ มีสไบโปร่งคลุม ซึ่งพินิจดูแล้วดูสวยและประณีต เปลี่ยนชุดเสร็จสรรพ ออกมาแต่งนู้นเติมนี่อีกนิดหน่อย กว่าจะเสร็จกระบวนการเวลาก็ล่วงไปเกือบแปดโมง พอดีกับที่ได้ยินเสียงครึกครื้นของขบวนขันหมาก ช่างแต่งหน้าร่างชายแต่ใจสาวรีบโผล่หน้าออกไปดูทางหน้าต่างร้องวี้ดว้ายอย่างตื่นเต้น
“มาแล้วๆ โหย อกกะเทยจะแตก เ้าบ่าวล้อหล่อ หน้าคม ตัวขาว หุ่นล่ำ มาดแมนสุดๆ คุณน้องไปเก็บได้จากไหนคะ เผื่อพี่จะไปตามหาเป็ของตัวเองบ้าง”
“แถวๆนี้ละคะ” เต็มเดือนว่าพลางยิ้มแหยๆ
“แหม เห็นแบบนี้แล้วอยากเป็เ้าสาวซะเองเลยเชียว” สาวร่างั์ว่าพลางทำท่ากระเง้ากระงอดดูราวกับสาวน้อย จนเต็มเดือนเผลอทำหน้าพิลึก ก่อนจะว่า
“อันที่จริง... เปลี่ยนชุดกันตอนนี้ ก็น่าจะทันนะคะ” หญิงสาวว่าทีเล่นทีจริง แต่น่าจะขยับไปทางจริงเสียมากกว่า ทำเอาอีกฝ่ายค้อนควัก
“แหม ถ้าเ้าบ่าวยอมก็ดีสิคะ”
ด้านล่างผู้คนเดินกันให้วุ่นวาย มีเสียงหัวเราะ พูดคุยปะปนกันไป ตัวคุณโฉมสะคราญนั้นนั่งอยู่กับที่มุมหนึ่งของตัวบ้าน มองบรรยากาศงานรอบๆด้วยสายตาิ่ๆ พอดีกับที่ลูกสาวสองคนเดินเข้ามา
“หายไปไหนกันมา”
“ไปเข้าห้องห้องน้ำค่ะ แล้วก็ไปเห็นอะไรสนุกๆมาด้วย” กุลปรียาพูดพร้อมกับรอยยิ้มหยัน หากแต่ถูกกัลยาสะกิดเตือนไว้
“อะไรของพวกแก ยิ้มหน้าบานกันอยู่ได้ ฉันหงุดหงิดจะแย่อยู่แล้ว”
“หนูไม่ได้ยิ้มยินดีกับนังเดือนซะหน่อย”
“ฮึ! ดีแล้ว อย่าไปยินดีกับมัน แกสองคนดูเอาไว้เถอะ งานแต่งลูกชายเ้าสัวทั้งที มาจัดที่บ้านไม้ผุๆแค่นี้เอง”
“ผุที่ไหน เรือนทรงไทยของคุณหญิง ไม้สักทั้งหลังเลยนะ” กุลปรียาพูดเสียงสะบัด
“แล้วยังไง แกไม่เห็นหรือว่าแขกที่มาก็แค่หยิบมือ ฮึ ไม่รู้จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าลูกชายคนกลางของท่านเ้าสัวบวรแต่งงาน ดีไม่ดีจะมีแต่ญาติสนิทไม่กี่คนหรอก” คุณโฉมสะคราญพูดอย่างสะใจ
“จริงด้วย” กุลปรียามองไปรอบๆงานเห็นจริงอย่างมารดาว่า ก่อนจะยิ้มตาม
“งานเช้าอาจจะมีแค่คนที่สนิทจริงๆมา รอดูงานตอนเย็นก่อนดีกว่าค่ะ คนคงมากกว่านี้” กัลยาพูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก โฉมสะคราญตวัดสายตามองอย่างหมั่นไส้
“แม่ตัวดี แกนี่ก็เข้าข้างมันเหลือเกินนะ”
“อย่าไปสนใจพี่แก้วเลยแม่ พี่แก้วชอบคิดว่าตัวเองเป็พี่น้องคลานตามกันมากับอีเดือนมัน”
“ฮึ รายนู้นก็อีกคน”
โฉมสะคราญเลิกสนใจลูกคนกลาง มองไปทางลูกสาวคนโตที่ถูกปณาลีชักชวนให้ไปกั้นประตูเงินประตูทองคู่กัน กรวีเองก็ตามไป เพราะไม่อยากติดแหง็กอยู่กับแม่และน้อง
“ขวางมันนัก หน้าชื่นตาบาน ไม่เห็นหัวแม่กับน้องมันสักนิด”
“พี่เกล้าก็ไม่เคยเห็นหัวใครอยู่แล้ว” กุลปรียาบ่นอย่างหงุดหงิด “ทำไมไม่ส่งหนูมาแทนนังเดือนนะ”
“โอ๊ย ส่งแกไปแล้วแกจะไปรับใช้เขาเหมือนมันได้หรือไง”
โฉมสะคราญตวาดแวดใส่ด้วยความขุ่นเคืองเป็ทุนเดิม ตายังคงมองไปทางลูกสาวคนโต ก่อนจะนึกอะไรบ้างอย่างขึ้นมาได้ ใบหน้าแย้มพราย รู้สึกอารมณ์ดีขึ้น พึมพำออกมาเบาๆสีหน้ามีเลศนัย
“แต่ที่จริงบ้านนั้นก็มีลูกชายอยู่อีกตั้งสองคน”
“จริงค่ะ หล่อทั้งคู่ด้วยอีตาคนโตดูทื่อๆไปหน่อย ส่วนคนเล็กหนูไม่เคยคุยด้วย แต่ดูขี้เล่น น่ารักน่าหยิกดี” กุลปรียาว่า
“ความจริงก้อยก็อยากได้อยู่เหมือนกัน แต่เสียดาย...”
“หืม”
กุลปรียายักไหล่พลางหัวเราะน้อยๆอย่างมีจริต ปรายตามองพี่สาวคนโตด้วยรอยยิ้มหยัน
“ยกให้พี่เกล้านะดีแล้ว”
ขบวนขันหมากผ่านขึ้นตัวเรือนชั้นสองไปได้ เ้าบ่าวเข้าไปนั่งลงบนพื้นด้วยท่าทางเก้ๆกังๆเล็กน้อย ส่วนเต็มเดือนถูกพาออกมา สายตาคนในงานมองตามอย่างชื่นชม
ปาณปวีร์เองก็เหมือนหัวใจกระตุกไปชั่วขณะ สายตามองตามหญิงสาว จนเมื่อหล่อนทรุดตัวลงนั่งเรียบร้อยอยู่ใกล้ๆกันนั่นละ ชายหนุ่มจึงละสายตากลับมาวางสีหน้าเรียบเฉยเป็ปกติ เต็มเดือนเหลือบมองเ้าบ่าวเห็นอีกฝ่ายทำหน้านิ่งไม่พูดไม่จา ก็คิดเอาว่าเขาคงเบื่อเต็มที
พิธีทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอน ทั้งคู่แทบไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันมากนักตลอดทั้งงาน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีใน่เช้าทั้งคู่ก็ถูก จับแยกให้ไปเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงในตอนค่ำ
เต็มเดือนถูกจับแปลงโฉมอีกครั้ง เป็ชุดเกาะอกมีผ้าโปร่งบางพาดไหล่ทั้งสองข้าง ขอบเอวสูงต่อกระโปรงั้แ่ใต้อกลงไปปล่อยชายบานเล็กน้อย เป็กระโปรงทรงเอแบบผ้าทิ้งตัวบานพลิ้ว เป็แบบที่ไม่เรียบ แต่ก็ไม่เยอะจนเกินไปนัก
งานเลี้ยงตอนเย็นถูกจัดที่โรงแรมหรูใจกลางเมือง ผู้คนทยอยกันเข้างานมาเรื่อยๆ มีทั้งญาติ และคู่ค้าทางธุรกิจ รวมทั้งคนใหญ่คนโตมาร่วมแสดงความยินดี คู่บ่าวสาวที่ยุ่งตลอดทั้งวันถูกจับให้มายืนรับแขกหน้างานร่วมกัน จึงมีโอกาสพูดคุยกันได้
“วันนี้เธอสวยมาก”
“ขอบคุณค่ะ”
“ช่างแต่งหน้าทำผมที่จ้างมาคงฝีมือดีน่าดู”
เต็มเดือนหันมองคนข้างๆแทบจะทันที ก็เห็นอีกฝ่ายยิ้มบางๆพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างกวนประสาท เธอจึงได้แต่ถอนหายใจ ยิ้มแยกเขี้ยวให้ชายหนุ่มไปที ก่อนจะมีเสียงทักจากด้านหลังทั้งคู่
“สวัสดีครับคุณวี หนูเดือน”
“ลุงก้อง” เต็มเดือนอุทานเบาๆ เผลอขยับตัวไปหาปาณปวีร์ ชายหนุ่มเองก็สังเกตได้ แม้จะแปลกใจแต่ก็ยกมือขึ้นโอบเอวหญิงสาวไว้โดยอัตโนมัติ
“ยินดีกับหลานทั้งสองด้วยนะ”
“ขอบคุณครับ”
“ผมมีเพื่อนอีกคน ที่อยากมาแสดงความยินดีกับทั้งคู่ด้วย”
ก้องเกียรติพูดอย่างนอบน้อมก่อนหันไปด้านหลัง ชายวัยกลางคนที่ดูแล้วน่าจะอายุพอๆกับก้องเกียรติ แต่ดูนิ่งสุขุม และมีอำนาจอยู่มาก เดินเข้ามาหาคนทั้งคู่พร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ
“จำอาได้มั้ยละวี”
“สวัสดีครับคุณมานพ” ชายหนุ่มยกมือไหว้อย่างจดจำได้ในทันที เต็มเดือนยกมือไหว้ตาม รู้สึกคุ้นหน้าชายผู้นี้อย่างประหลาด
“เดือนคงจำอาไม่ได้ เราเคยเจอกันตอนที่หนูยังเด็กอยู่มาก วันนี้โตเป็สาวเสียแล้ว เร็วจริงๆ”
“ขอบคุณนะครับที่มาร่วมงาน”
“หลานตั้งสองคน ยังไงก็ต้องมา... เป็ยังไงบ้างละ เห็นว่าเริ่มงานที่บริษัทแล้ว”
“ดีครับ แต่ผมยังต้องเรียนรู้อีกมากเลย”
“ไม่เป็ไร ค่อยๆศึกษาไป ได้คนหนุ่มมาทำงานก็ดีไปอย่าง ...บริษัทจะได้มีวิสัยทัศน์ และวิธีการดำเนินงานใหม่ๆบ้าง”
“ครับ อาจจะ... แต่ยังไงก็คงไม่ทิ้งวิสัยทัศน์เดิม ที่ต้องมีความสุจริตเป็ที่ตั้ง”
ชายหนุ่มพูดน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงด้วยความหนักแน่น มานพมองชายหนุ่มรุ่นลูกตรงหน้า ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปาก ทั้งคู่คุยกันอีกเล็กน้อยก่อนที่มานพ และก้องเกียรติจะขอตัวแยกออกไป
จากนั้นทั้งคู่ก็ถูกพาไปทักทายแขกตามโต๊ะต่างๆ มี่หนึ่งที่เ้าบ่าวคุยติดพันอยู่กับเพื่อนฝูง เต็มเดือนได้โอกาสเดินเลี่ยงไปยืนพิงขอบโต๊ะที่มุมหนึ่งยกส้นเท้าขึ้นเห็นเป็รอยแดงๆ จึงถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งจัด พอดีกับที่หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายเต็มเดือน
“สวัสดีค่ะคุณเต็มเดือน”
“เอ่อ สวัสดีค่ะ”
“ดิฉันเป็ตัวแทนบริษัทที่รับจัดงานแต่งให้คุณนะคะ เป็ยังไงบ้างคะ ทุกอย่างโอ.เค.หรือเปล่า” หญิงสาวพูดคุยยิ้มแย้มเป็กันเอง
“ทุกอย่างดีมากเลยค่ะ คุณคิดกันเก่งมากจริงๆ งานเร่งด้วยคงลำบากกันน่าดู”
“ไม่หรอกค่ะ เห็นคุณชอบก็ดีใจ อ้อ เห็นของชำร่วยหรือยังค่ะ”
“มีอะไรหรือคะ”
“อ้าว คุณวีไม่ได้บอกคุณหรอคะ ตอนที่ส่งแบบไปให้ เธอแก้ไขของชำร่วยนิดหน่อยนะคะ”
“ดิฉันไม่ทราบเลยคะ” เต็มเดือนตอบพลางยิ้มแห้งๆให้อีกฝ่าย เรียกว่าไม่รู้เื่อะไรเกี่ยวกับงานนี้เลยคงจะถูกกว่า
“คงอยากให้เป็เซอร์ไพรส์” ว่าพลางหยิบสมุดบันทึกขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยส่งให้
“ลองเปิดดูนะคะ ฉันว่ามันเก๋มาก”
เต็มเดือนรับมาดูปกสมุดเป็ลายเรียบๆ เปิดดูข้างในเป็รูปการ์ตูนเด็กผู้ชายเป็ลายน้ำจางๆ เหมือนพื้นหลังทั่วๆไปดูไม่มีอะไรพิเศษ แต่เมื่อลองเปิดดูไปเรื่อยๆ เต็มเดือนเริ่มแปลกใจ ที่ลายพื้นหลังเหมือนจะคลื่นไปทีละน้อยๆ
หญิงสาวปิดสมุดลง แล้วลองกรีดสมุดเปิดทีละหน้าช้าๆ เธอจึงได้เห็น ...ภาพเด็กชายที่ดูคุ้นตาวิ่งช้าๆ เตะลูกบอลลอยโด่งขึ้นฟ้า ก่อนที่ลูกบอลลูกนั้นจะร่วงปุลงบนหัวเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เด็กผู้ชายวิ่งเข้ามาดูก่อนจะจับมือเด็กหญิงลุกขึ้นแล้วพาวิ่งออกไปด้วยกัน…
“ต้องมีความหมายพิเศษแน่ๆเลย”
“อ๋อ ค่ะ”
“ดิฉันว่าแล้วเชียว ของชำร่วยนี่คุณวีสั่งแก้ตั้งหลายรอบ กลัวกันแทบแย่ ว่าจะไม่ทันงาน”
“หรอคะ”
“ถ้าได้เห็นคุณยิ้มแบบนี้ เ้าบ่าวต้องดีใจมากแน่ๆค่ะ”
เต็มเดือนยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองโดยอัตโนมัติ พึ่งรู้สึกตัวว่ากำลังยิ้มอยู่จริงๆ
หญิงสาวยืนพูดคุยด้วยอีกสักพักก่อนที่เธอจะขอตัวเดินออกไป พอดีกับที่ปาณปวีร์เดินเข้ามา
“เป็ยังไงบ้าง”
“รองเท้ากัดค่ะ”
“หลบไปพักก่อนมั้ย”
“เหลือเ้าบ่าวอยู่ในงานคนเดียว จะไม่เป็อะไรหรือคะ”
“จะเป็ไรไป ฉันหาสาวๆแถวนี้มาช่วยยืนต้อนรับแก้ขัดไปก่อนก็ได้” ชายหนุ่มแกล้งแหย่ นึกสนุกเมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้านิ่วคิ้วขมวด
“ตามสบายเลยค่ะ”
“ไม่หึงหรอ”
“ไม่หึงค่ะ”
“ปากแข็ง”
“เปล่าค่ะ”
“สงสัยต้องลองดู” ว่าแล้วหน้าคมก็ยื่นเข้าหาอย่างรวดเร็ว เต็มเดือนใรีบมุดตัวหลบไปอีกทาง
“คุณวี! คนมองเต็มไปหมดแล้ว”
“ไม่เห็นเป็ไร เขาก็รู้อยู่แล้วว่าบ่าวสาวต้องสวีทกันบ้าง”
“เราไม่ได้แต่งงานกันจริงๆสักหน่อย”
“คิดว่าจะเป็เหมือนละครหรือไง แต่งแค่ในนาม อยู่ด้วยกันแต่นอนคนละเตียง ...บอกไว้ก่อนเลยนะ สำหรับฉัน แต่งกันแล้วก็ตามนั้น แต่งจริงไม่มีหลอก” ปาณปวีร์ตอบด้วยท่าทางไม่ยี่หระ
“คุณหญิงบอกคุณแล้วไม่ใช่หรือคะ เื่งการแต่งงาน”
“แล้ว...” ชายหนุ่มถามต่อ เต็มเดือนเม้มปากอย่างขัดใจ รู้ว่าคนตรงหน้ากำลังสนุกที่ได้แกล้งหล่อน
“สุภาพบุรุษเขาไม่รังแกผู้หญิงกันหรอกค่ะ”
“ฉันก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็สักหน่อย” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าพอได้เห็นหน้างอง้ำของอีกฝ่ายแล้วถึงรู้สึกอารมณ์ดีนัก
“ตอนเด็กๆออกจะน่ารัก ทำไมโตมาเป็แบบนี้ก็ไม่รู้” เต็มเดือนพึมพำเบาๆ หากไม่วายที่คนตัวโตจะได้ยิน จึงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“ฉันเป็ยังไง”
“แย่!”
“ฮะ เก่งนี่ เดี๋ยวนี้ว่าฉันได้แล้ว”
เต็มเดือนมองตาวาวๆของอีกฝ่าย ี้เีจะต่อความด้วยจึงหันหลังเดินเร็วๆออกไป ทำเป็ไม่สนใจเสียงะโเรียกของอีกฝ่าย
‘ฝากไว้ก่อนเถอะ เด็กชายวี!’