ในวันเดียวเจอเรื่องหนักหนาไม่รู้กี่เรื่องหลัวเจิ้งเหยียนแทบสิ้นเรียวแรง มารดาของเขาจากไปตลอดกาล ผู้ที่เคยคิดว่าเป็นบิดากลับเป็นคนอื่น เยือใยบางๆที่เคยผูกติดเอาไว้บัดนี้ขาดสะบั้นไปพร้อมกับก้าวแรกที่ก้าวออกจากจวนสกุลหลัวแล้ว
ในยามที่เฉินซือเยว่บอกกล่าวก่อนสิ้นใจฮูหยินใหญ่กับบุตรชายมาทันได้ยินพอดี คราแรกบ่าวคนสนิทมาแจ้งนางว่าท่านแม่ทัพมาเยือนจึงคิดจะไปต้อนรับแล้วเชิญไปยังเรือนใหญ่ด้วยตนเอง แต่ผู้ใดจะคิดว่าจะได้ยินเรื่องบัดซบเช่นนี้
หลัวเหมยหลินโมโหจนเจ็บไปทั้งอกแต่ยังไม่ถึงขั้นขาดสติไล่ตะเพิดคนพวกนี้ออกไป ครั้นจะให้ความช่วยเหลือนางก็ทำไม่ได้เช่นกัน จึงยกเอาเรื่องงามหน้าของเฉินซือเยว่ต่อรองให้พวกเขาพี่น้องออกจากจวนแห่งนี้ไปเพราะไม่ใช่สายเลือดของสกุลหลัว นางจะให้เงินจำนวนนึงกับพวกเขาเพื่อทำพิธีฝังศพมารดาและจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับไม่แพร่งพรายออกไป
หลัวเจิ้งเหยียนรับปากจะไปจากสกุลหลัว ไม่ขอรับเงินหรือความช่วยเหลือใดๆพร้อมทั้งคืนแซ่หลัวให้ไม่ขอใช้แซ่อันสูงส่งนี้อีก เขานำผ้านวมห่อร่างมารดาอุ้มเดินออกไปทั้งอย่างนั้น หลัวเจี้ยนฮ่าวอุ้มพี่สาวที่พึ่งหลับเดินตามหลังออกไป เลี่ยงชิงกับอันจื่อเทาเก็บของสำคัญจึงรั้งอยู่ก่อน
ถึงหน้าเรือนใหญ่อันเป็นที่อยู่ของเจ้าบ้านสกุลหลัว เจิ้งเหยียนเจี้ยนฮ่าวที่ทิ้งแซ่หลัวฝากมารดาและพี่สาวกับเยี่ยเจิ้งสิง ซั่งกวนติงชั่วคราว จากนั้นคุกเข่าคำนับเข้าไปด้านใน
“งามหน้าจริงๆ ตัวอัปมงคล”หลัวเหมยหลินโบกพัดถี่ๆใส่ใบหน้าโกรธจัดแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ บังอาจเหลือเกินกล้าทำเช่นนี้ใต้จมูกนาง!
คำผรุสวาทดังเข้าหูอันจื่อทุกคำ คนงามหน้านิ่งเฉยเก็บของใช้จำเป็นใส่หีบต่อเนื่องเอาไปพอแบกไหว จากนั้นยกเดินออกไป บ่าวน้อยสับขาเร็วๆตามหลังเจ้านายไปติดๆ
เห็นหลังไวๆเดินจาก อันจื่อเทาทิ้งวางหีบไว้ล้วงเข้าไปในถุงสำภาระของตนที่ติดตัวมาจากค่ายทหาร เป็นระเบิดของหลี่ซูเซียนมีทั้งหมดห้าลูก
“มีกักจุดไฟไหม”บ่าวน้อยรีบล้วงหาก่อนยื่นให้คนเป็นนาย สงสัยไม่น้อยฮูหยินของตนจะเอาไปทำไมเวลานี้ ทว่าไม่ทันสงสัยนานเจ้านายก็แถลงข้อคาใจของตนไปจนสิ้น บ่าวน้อยสะดุ้งโหยงดวงตาพลันเบิกกว้างสะท้อนเปลวเพลิงกลุ่มใหญ่แผดเผาเรือน
“ฮะฮูหยินขอรับ”เสียงกัมปนาทดังขึ้นติดๆกันถึงห้าครั้ง ผู้คนใกล้เคียงต่างแตกตื่นกันยกใหญ่ อันจื่อเทาปัดมือเดินนำบ่าวน้อยออกไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลัวเหมยหลินกับบุตรชายที่พึ่งเดินไปไม่ไกลตกตะลึงหันไปตามเสียง เห็นสองนายบ่าวหอบสัมภาระไม่กี่หีบผ่านหน้าไป ด้านหลังเรือนที่เคยสวยงามพังยับไม่เหลือเค้าโครงเดิมไฟลุกโหมท่วมเรือน หลัวสุ่ยหมิงตั้งสติได้ก่อนใครรีบตามบ่าวมาช่วยกันดับไฟแทบทั้งจวน
“ต้องเดินทางแล้ว”แรงโอบกอดจากด้านหลังคล้ายผ้าห่มหนาท่ามกลางพายุหิมะ เจิ้งเหยียนกุมมือคนผู้นั้นไว้มองแสงแรกของวันที่ค่อยๆอาบย้อมผืนฟ้า แม้จะสูญเสียคนสำคัญไปกำหนดการเดิมยังคงต้องทำตาม เขาจึงจำต้องทำพิธีฝังมารดาในวันนั้น ทุกอย่างกระทันหันไปหมด โชคดีได้เยี่ยเจิ้งสิงกับตระกูลอี้หย่งให้ความช่วยเหลือจึงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
“ที่รัก ขอโทษที่ทำให้เจ้าลำบากไปด้วย”ในยามนี้เขาไม่ต่างจากคนเร่ร่อน ไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีแซ่ ไม่มีสมบัติติดตัว ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง
“เพ้อเจ้อออะไรของเจ้า”คนผู้นี้คิดสิ่งใดมีหรือเขาจะไม่รู้ แต่จะตำหนิหลั-…เจิ้งเหยียนก็ไม่ได้เจอเรื่องสะเทือนใจกระทันหันชีวิตผกผันชั่วข้ามคืนเป็นใครก็ตั้งรับไม่ทันกันทั้งนั้น อันจื่อเทาลอบถอนหายใจก่อนเปลี่ยนสีหน้ากล่าวทีเล่นทีจริง“บุตรบุญธรรมของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินยังจะลำบากอันใดอีก”
เป็นอีกสิ่งที่กระทันหันยากจะตั้งรับ เยี่ยเจิ้งสิงยื่นข้อเสนอขอรับพวกเขาสามพี่น้องเป็นบุตรบุญธรรม แม้เจี้ยนฮ่าวจะเป็นเลือดเนื้อแต่เพราะคำนึงถึงเกียรติของเฉินซือเยว่หากบอกออกไปตามจริงคงมิพ้นคำครหา เยี่ยเจิ้งสิงจึงเลี่ยงจะกล่าวถึงบอกกับผู้คนว่าเป็นบุตรบุญธรรมแทน
เจิ้งเหยียนหรือจะกล้ารับ ท่านแม่ทัพก็ไม่ยอมเช่นกันจึงพบกันครึ่งทาง นอกจากเจี้ยนฮ่าวที่เป็นสายเลือดแล้วเขากับพี่สาวไม่อาจเอื้อมใช้แซ่เยี่ย ด้วยเหตุนี้ข่าวที่ท่านแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินรับบุตรบุญธรรมพร้อมกันถึงสามคนจึงแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว
“ข้าก็เป็นได้เพียงบุตรบุญธรรมของผู้อื่น”เจิ้งเหยียนยิ้มขมขื่น ไร้ที่ให้ไปไร้สกุลให้กลับถึงท่านแม่ทัพจะให้ที่พักพิงก็ปฏิเสธความจริงที่ว่าเขาถูกบิดามารดาทอดทิ้งไปไม่ได้
“บุตรบุญธรรมแล้วอย่างไร”คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเมื่อหวนนึกไปถึงอดีตอันไม่น่าจดจำแล้วเกิดความไม่ชอบใจขึ้นมา “สำคัญที่เขาหรือนางรักเจ้า ดีต่อเจ้าจากใจจริงมิใช่หรือ เจ้ายังจะหวังอะไรกับบิดามารดาที่สักแต่ให้กำเนิดแต่ไม่เลี้ยงดูเล่า”
อันจื่อเทาผละกอดเดินไปตรงหน้ากุมมือทั้งสองข้างของเขาไว้สบประสานดวงตาที่ฉายแววสับสนระคนขมขื่นของคนตรงหน้า “เจิ้งเหยียน อย่าได้ยึดติดถึงเพียงนั้น ชีวิตเจ้ายังมีอีกมากมายต้องทำเหตุใดปล่อยให้เรื่องไร้สาระเช่นนี้รบกวนจิตใจเจ้าได้ ไม่สมกับเป็นสามีของข้าเลย”
เขาไม่ได้ตัดพ้อหรือจะกล่าวปลอบใจ อันจื่อเทาไม่ได้ใจดีขนาดนั้น ที่ผ่านมาอ่อนไหวไปบ้างเผลอใจอยู่บ่อยครั้งแต่ไม่คิดทิ้งความเป็นตัวเองเพื่อใคร เช่นเดียวกับคนของตนหากอ่อนแอจะก้าวเดินกันไปได้เท่าไหร่ ชีวิตคนเรามันยากเหตุใดปล่อยให้เรื่องไม่เป็นเรื่องทำให้ไม่เป็นอันทำสิ่งใด เขาไม่ได้ตำหนิที่เจิ้งเหยียนท้อแท้กับชีวิตแต่เขาไม่เข้าใจที่เจิ้งเหยียนทำเหมือนชีวิตนี้พังทะลายไม่เหลือสิ่งใดอีกแล้วเพียงเพราะไม่มีบ้านไม่มีแซ่ที่บ่งบอกถึงชาติกำเนิด
อันจื่อเทาไม่เข้าใจชาติกำเนิดแท้จริงสำคัญกว่าคนที่ดีกับเราในตอนนี้หรือ?
“เสี่ยวจื่อ ข้า….”ดวงตาแดงกล่ำค่อยๆมีหยาดน้ำใสไหลลงมา เจิ้งเหยียนฟุบหน้าลงกับไหลคนรักโอบกอดเขาไว้แนบแน่น
อันจื่อเทาละมือออกกอดตอบ ลูบหลังเขาเบาๆ “ข้าไม่รู้ว่าที่แห่งนี้ให้ความสำคัญกับชาติกำเนิดชื่อแซ่แค่ไหน แต่ในเมื่อมันไม่ทำให้ชีวิตเจ้าดีขึ้นเหตุใดต้องยึดติดถึงเพียงนั้น ชื่อแซ่ก็แค่ของประดับชาติกำเนิดแค่สิ่งบ่งบอกที่มา มิสู้ให้ความสำคัญกับคนที่ดีกับเจ้า ช่วยเหลือเจ้า อยู่กับเจ้าในยามลำบากมิดีกว่าหรือ”
“อืม ขอบคุณเจ้าที่ช่วยเตือนสติ”ในยามที่ชีวิตมืดมิดราวกับอยู่ท่ามกลางพายุหิมะยังคงมีอันจื่อเทาเป็นดั่งแสงสว่างนำทาง ไม่ให้โลกนี้มืดมิดเสียทีเดียว ขอบคุณทุกสิ่งที่นำพาเจ้ามาให้ ข้าจะถนอมไว้ให้ดีจะไม่ทำผิดต่อเจ้าเด็ดขาด
เก้าแคว้นปกครองโดยราชวงศ์มู่ซินหลัว ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันครองราชเพียง 15 ชรรษา ยังตัดสินใจเรื่องสำคัญลำพังไม่ได้ ขุนนางน้อยใหญ่จึงลงความเห็นแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ขึ้นมา เป็นสาเหตุให้ราชสำนักแบ่งเป็นสามขั่วอำนาจใหญ่ นำโดยผู้สำเร็จราชการฝ่ายบู๊ ผู้สำเร็จราชการฝ่ายบุ๋น และไท่เฮาองค์ปัจจุบัน ในยามว่าราชกิจเรื่องน้อยใหญ่มักจะเห็นพระนางนั่งอยู่ตำแหน่งพิเศษข้างบัลลังก์จักรพรรดิเสมอ แม้จักรพรรดิจะเลยวัยสวมกวานมานานปีแล้วก็ยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
เข้าเฝ้าครานี้ก็เช่นกัน
มีเรื่องน่ายินดีแต่ท้องพระโรงกลับคราคล่ำไปด้วยบรรยากาศหนักอึ้งราวกับมีอาวุธฟาดฟันกันกลางอากาศ ขุนนางยืนเรียงแถวแยกเป็นสองฝั่งถกกันไปมาถึงชัยชนะของกองทัพพิทักษ์แผ่นดิน เป็นเรื่องดีแท้ๆเหตุไฉนผู้อยู่ระหว่างกลางอย่างพวกเขาอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก ราชสำนักเป็นเช่นนี้ยังมีผู้คนมากมายแย่งชิงเพื่อจะมายืนอยู่จุดนี้อีกหรือ…
จักรพรรดิผู้อยู่จุดสูงสุดแย้มสรวลอย่างอ่อนโยน ขุนนางบุ๋นกล่าวยกย่องก็แย้มสรวล ขุนนางบู๊เอ่ยชมเชยก็แย้มสรวล ขุนนางถกกันก็ยังคงแย้มสรวล กระทั่งสิ้นสุดการพระราชทานรางวัลแก่ผู้มีความดีความชอบมหาขันทีประคองพระองค์ไปพักผ่อนขุนนางทั้งหลายจึงค่อยๆทยอยเดินออกไป
คณะของเจิ้งเหยียนเดินตามหลังแม่ทัพเยี่ยออกมาอย่างเงียบเชือบ ทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเพื่อไม่ให้สะดุดตาใคร แม้จะคัดเลือกเข้ามาเข้าเฝ้าไม่กี่คน แต่เมื่อรวมกับคนของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินก็กลายเป็นขบวนใหญ่ชวนให้น่ากริ่งเกรง มีไม่กี่คนกล้าเข้าไปสนทนา ส่วนมากเข้ามาแสดงความยินดีแล้วจากไป
"แม่ทัพเยี่ยสมกับผู้คนขนานนามแม่ทัพไร้พ่าย…. "
เซ่อเจิ้งหวาง*ฝ่ายบุ๋นหยุดอยู่ตรงหน้า ขบวนของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินจึงต้องหยุดถวายพระพร
“ถวายพระพรรุ่ยหวังเยีย”อาวุโสมากกว่าแต่ยศน้อยกว่าแม่ทัพเยี่ยจึงต้องทักทายเขาตามธรรมเนียม
รุ่ยชินหวังคืออนุชาของจักรพรรดิองค์ก่อน ซึ่งก็คือพระปิตุลาของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน มีคำเล่าลือในราชสำนักว่าแท้จริงแล้วผู้จะได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิคือรุ่ยชินหวังผู้นี้ ในยามนั้นเขาถือครองตำแหน่งรัชทยาท แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใดก่อนองค์จักรพรรดิสิ้นพระชนเพียงหนึ่งปีรัชทายาทถูกปลดกระทันหัน สัปดาห์ต่อมาได้มีการแต่งตั้งรัชทายาทองค์ใหม่ นั่นก็คือองค์ชายใหญ่หรือจักพรรดิองค์ก่อนนั่นเอง
ว่ากันว่าเพราะรุ่ยชินหวังที่ตอนนั้นคือองค์ชายสามความสามารถไม่ถึงขั้น แม้จะเป็นพระโอรสที่เกิดจากฮองเฮาแต่ด้านการจัดการบ้านเมือง ราชกิจ หรือแม้แต่การประพฤติยังห่างชั้นจากองค์ชายใหญ่ที่เป็นโอรสของกุ้ยเฟยอยู่มาก จักรพรรดิเฝ้ามองอยู่นานปีเห็นถึงสิ่งนี้ชัดเจนจึงตัดสินใจยกบัลลังก์ให้องค์ชายใหญ่
ทุกคนทราบกันแบบนั้นทว่ายังมีข่าววงในพูดกันปากต่อปากว่าเพราะองค์ชายสามทำผิดธรรมนองครองทำฉุดพระขนิษฐาของตนหมายจะย่ำยี เรื่องผิดทำนองครองธรรมเช่นนี้ไหนเลยสวรรค์จะทนดูได้ ในคืนนั้นจักรพรรดิเสด็จตำหนักบูรพากลางดึกพบเห็นเรื่องบัดสีด้วยพระเนตรของพระองค์เอง ซ้ำร้ายวันต่อมาองค์หญิงผู้นั้นแขวนคอตายหนีความอัปยศ หลังจากนั้นข้ารับใช้ที่รู้เห็นเรื่องนี้ล้วนสาปสูญไร้ร่องรอยเหลือเพียงข่าวลือไม่รู้จริงเท็จเล่ากันปากต่อปาก
รุ่ยชินหวังพยักหน้ารับปลายตามองคณะคุ้มภัยด้านหลังแม่ทัพเยี่ย“ครานี้ได้ผู้มีความสามารถร่วมรบด้วยจึงกำชัยได้โดยไม่สูญเสียกำลังพลมากนัก ช่างเป็นเรื่องน่ายินดี”
วาจาคล้ายชมเชยแต่แท้จริงกลับมีเจตนาเหน็บแนมอย่างชัดเจน กล่าวคือหากไม่เพราะขบวนคุ้มภัยเข้าร่วมจากสถานการณ์ของกองทัพยากจะกำชัยได้โดยง่าย กล่าวให้ชัดเจนอีกหน่อยกองทัพไร้พ่ายที่ทั่วหล้าต่างสรรเสริญหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากขบวนคุ้มภัยเล็กๆไหนเลยจะยังรักษาชายแดนไว้ได้ ซ้ำร้ายคงไม่พ้นแตกพ่ายไม่เป็นท่า
สมญานามที่ยิ่งใหญ่นั้นยังจะคู่ควรอยู่อีกหรือ
แม่ทัพเยี่ยไม่คิดจะต่อความอยู่แล้ว ขณะคิดว่าจะเดินออกไปเลยหรือหาเรื่องบ่ายเบี่ยงสักหน่อยดี ผู้มาใหม่อีกคนก็เอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน
“ด้วยบารมีฝ่าบาทและความองอาจกล้าหาญของแม่ทัพเยี่ยส่งผลให้เหล่าทหารกล้ามีขวัญกำลังใจยากสั่นคลอน อีกทั้งยามบ้านเมืองสงบสุขกองทัพมิเคยขาดการฝึกซ้อม ยามมีสงครามก็สู้สุดชีวิต เพียงได้ยินนามแม่ทัพเยี่ยเจิ้งสิงแลกองทัพพิทักษ์แผ่นดินประชาราษฎร์ต่างรู้สึกอุ่นใจ นับว่าน่ายกย่อง น่ายกย่อง"
มู่หรงชวี่ หรือเซ่อเจิ้งหวางฝ่ายบู๊หยุดอยู่ห่างจากพวกเขาสามก้าวเผชิญหน้ากับรุ่ยหวังพอดี ส่งเป็นบรรยากาศอึดอัดทั้งที่ใบหน้าแต่ละคนต่างประดับด้วยรอยยิ้ม ทุกคนกล่าวทักทายมู่หรงชวี่พยักหน้ารับเบาๆสายตายังคงจดจ้องเซ่อเจิ้งหวางฝ่ายบุ๋นปะทะฝีปากกันอีกสามสี่ประโยครุ่ยหวังก็เป็นฝ่ายสะบัดแขนเสื้อจากไป
“ยังคงหุนหันไม่เปลี่ยน”มู่หรงชวี่ส่ายหน้าก่อนสายตาจะหยุดยังด้านหลังแม่ทัพเยี่ย มุมปากกระตุกยิ้มพอใจกล่าวขึ้นอย่างไม่มีหัวมีท้าย
“หน่วยก้านดี ไม่เลว ไม่เลว”ทุกสายตามองตามตกยังร่างของเจิ้งเหยียนทำเอาคนถูกมองประหม่าจนไม่รู้จะวางตัวยังไงแล้ว “คนผู้นี้…ใช่ที่เจ้าเล่าให้ฟังทางจดหมาย?”
เยี่ยเจิ้งสิงพยักหน้าตอบรับในลำคอ
“องอาจสง่างาม ฝีมือเป็นเลิศ หากไม่ได้ใช้ให้เต็มที่คงน่าเสียดายมิน้อย”มู่หรงชวี่คล้ายพึมพำกับตนเองไล่สายตามองเจิ้งเหยียนอีกรอบ “เจ้า…อยากรับราชการเป็นทหารไหม?”
รอบข้างตกตะลึงไม่คิดว่าเซ่อเจิ้งหวางฝ่ายบู๊จะเอ่ยปากด้วยตนเอง มู่หรงชวี่คือแม่ทัพผู้แกร่งกล้าไม่แพ้เยี่ยเจิ้งสิง ไม่เพียงเป็นหัวเรือสนับสนุนจักรพรรดิองค์ปัจจุบันขึ้นครองราช อดีตยังปราบปรามข้าศึกทั่วทิศชื่อเสียงขจรขจาย นับว่าเป็นขุนนางสองแผ่นดินที่ใกล้ชิดจักรพรรดิจนได้รับความไว้วางใจมากที่สุด แลมีความดีความชอบใหญ่หลวงจึงถูกแต่งตั้งเป็นอี้ซิ่งหวัง*เพียงคนเดียวในรัชสมัยหย่งเล่อ ซึ่งก็คือพระนามของจักรพรรดิองค์ปัจจุบันนั่นเอง
*****************
*เซ่อเจิ้งหวาง ผู้สำเร็จราชการ
*อี้ซิ่งหวัง ผู้มีความดีความชอบจนจักรพรรดิพระราชทานยศอ๋องให้ แต่เป็นอ๋องต่างแซ่กับราชวงศ์