“ว้าว! แบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่าเมืองหลวง”
เสียงโห่ร้องของชายหนุ่มบนหลังม้าทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมา หันมามองด้วยสายตาเฉยเมย เหมือนเคยชินกับเหตุการณ์ทำนองนี้แล้ว
‘เด็กบ้านนอกเข้าเมือง’
“นายน้อยขอรับ เบา ๆ ลงหน่อยก็ได้ครับ คนมองกันใหญ่แล้ว”
บอริสรีบเอ่ยเตือนเบา ๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าแค่ดีใจไปหน่อย เมืองที่คึกคักแบบนี้ น่าตื่นเต้นจริง ๆ ที่ เฟนดาริล เทียบไม่ได้เลยจริง ๆ”
เขาหันมองไปรอบ ๆ ด้วยความสนใจ
ตึกอาคารสำนักงานและร้านค้าสูงสองสามชั้น ตั้งเรียงรายตลอดสองข้างทาง
ถนนสายหลักที่มุ่งตรงไปถึงกำแพงเมืองชั้นใน ในแต่ละฝั่งถนน กว้างขนาดที่รถม้าสามารถขับคู่กันได้อย่างสบาย
ถนนสายเล็ก ที่แยกออกไปทั้งสองข้างทาง ก็มีอาคารตั้งติด ๆ กันเป็ทางยาว ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ดูครึกครื้นยิ่งนัก
แม้ความยิ่งใหญ่อาจเทียบไม่ได้กับมหานครในโลกเดิม แต่สถาปัตยกรรมที่ผสานด้วยเวทมนตร์ ทำให้เป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โลกเดิมไม่สร้างได้
“ท่านตา สถาบันวาลเดียลาอยู่ในกำแพงเมืองชั้นในหรือ?”
นิโคลัสหันไปถามจอมเวทรอย ที่คุ้นเคยกับสถานที่นี้เป็อย่างดี
“ไม่ใช่ สถาบันตั้งอยู่เขตเหนือ ประตูติดกับเมืองชั้นนอก ด้านหลังมีป่ากว้างและูเาสูงชันที่มีสัตว์ป่าและสัตว์อสูรมากมาย สถาบันเลยทำหน้าที่เป็ปราการธรรมชาติ เปรียบเสมือนเมืองด่านหน้าทางทิศเหนือของเมืองหลวงไปในตัว”
ชายชราบอกถึงตำแหน่งที่ตั้งของสถาบันให้ทุกคนฟัง ขณะที่พวกเขาขี่ม้าไปตามทางช้า ๆ
“เมืองใหญ่ขนาดนี้ แล้วสมาคมฮันเตอร์จะมีงานเหลือให้พวกเราหรือท่านตา”
ใน่เริ่มตั้งตัวในเมืองหลวงแห่งนี้ รายได้หลักคงต้องมาจากการรับภารกิจ ถ้าหากงานมีน้อยเทียบกับจำนวนฮันเตอร์ที่มีจำนวนเยอะ การแข่งขันต้องสูงมากแน่นอน
“ถ้าสำหรับภารกิจเล็ก ๆ ก็คงใช่ แต่พวกเราไม่ได้มองภารกิจพวกนั้นอยู่แล้ว เราจะดูที่ ภารกิจใหญ่ ที่จำเป็ต้องใช้กลุ่มใหญ่หลายกลุ่มรวมมือกัน”
“อีกทั้งฮันเตอร์กลุ่มใหญ่ส่วนมากจะสังกัดกับกลุ่มอำนาจใหญ่ที่มีธุรกิจเป็ของตนเอง จึงมักไม่ค่อยรับภารกิจจากสมาคมฮันเตอร์นัก ส่วนใหญ่จะถูกร้องขอจากสมาคมฮันเตอร์ให้ช่วยงานเนื่องจากคนไม่พอกับภารกิจมากกว่า”
เขาบอกถึงสถานการณ์ทั่วไปของสมาคมฮันเตอร์ให้ทุกคนฟัง
ระหว่างที่เดินไปตามทาง นิโคลัสพบผู้คนและร้านค้ามากมาย ทั้งผู้ฝึกฝน พ่อค้า และนักประดิษฐ์ ต่างเดินเข้าออกร้านค้ากันอย่างต่อเนื่อง
น่าแปลกที่แม้มีผู้คนมากมาย แต่ไม่มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันแม้แต่รายเดียว
“ที่นี่ดูเป็ระเบียบดีมาก ไม่มีการทะเลาะวิวาทกันเลย”
ชายหนุ่มพึมพำเบา ๆ
“กฎที่นี่จริงจัง และมีการสอบสวนที่รัดกุม ไม่เว้นแม้แต่ขุนนาง ยิ่งเป็ขุนนางยิ่งโทษหนักกว่าสามัญชน เพราะถือว่ารู้กฎหมายอย่างดีแล้วยังกระทำ”
“ส่วนการทะเลาะวิวาท ที่นี่มีหน่วยสืบสวนแต่ละพื้นที่คอยดูแล ทำให้สืบรู้สาเหตุและใครเป็ต้นเหตุได้ จึงไม่ค่อยมีใครกล้าลงมือ หากมีความจำเป็จริง ๆ หรือมีข้อขัดแย้ง ก็มีหน่วยงานรับเื่ร้องทุกข์อยู่ทุกเขตอยู่แล้ว สามารถไปยื่นเื่ร้องทุกข์และตกลงกันที่นั่นด้วยความยุติธรรม”
คนอื่นพากันฟังอย่างตั้งใจ เนื่องจากพื้นที่นี้ใหม่สำหรับพวกเขาเช่นเดียวกับนายน้อย
“เมืองนี้น่าอยู่กว่าเมืองของพวกเราเสียอีก”
นายน้อยกล่าวแทนความรู้สึกของทุกคน
แม้ว่าเมืองของพวกเขาไม่ถึงกับวุ่นวาย แต่ก็ไม่เป็ระเบียบเรียบร้อยถึงเพียงนี้
จอมเวทรอยพาทุกคนเดินไปตามทาง หักเลี้ยวอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดมาหยุดอยู่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง
‘โรงแรมสโตนบริดจ์’
โรงแรมที่มีห้องพักประมาณห้าสิบห้อง ดูภายนอกค่อนข้างเก่าเล็กน้อย แม้จะมีที่จอดรถม้าและคอกม้าที่กว้างขวาง และมีคนคอยดูแล แต่สภาพดูเก่าจนถึงขั้นทรุดโทรม
ชื่อ สโตนบริดจ์ ไม่ได้มีสิ่งใดเป็พิเศษ เป็เพียงสะพานหินก่อนถึงโรงแรมเท่านั้น
สี่ห้าคนแยกตัวนำม้าไปฝากไว้ที่คอกม้า ส่วนคนอื่น ๆ พากันเดินเข้าด้านในอาคารที่พัก
ดูจากภายนอกว่าเก่าแล้ว เมื่อผลักบานประตูไม้เข้าไป ทำให้เห็นสภาพด้านในที่ทรุดโทรม โต๊ะเก้าอี้เก่า ๆ มีรอยแตกหักให้เห็นชัดเจน
มีพนักงานชายวัยกลางคนเพียงคนเดียว คอยต้อนรับลูกค้าอยู่ที่เคาน์เตอร์
เมื่อพ่อบ้านรอยเดินถึงหน้าเคาน์เตอร์ ได้เอ่ยถามขึ้นก่อนที่พนักงานจะทันต้อนรับ
“เดนนิส ไม่อยู่แล้วหรือ?”
น้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าแฝงความเศร้าเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พนักงานลุกพรวดขึ้นทันที นับสิบปีแล้วที่เขาไม่ได้ยินลูกค้าเอ่ยนามบิดาของเขา
“ท่านพ่อจากไปราวสิบปีได้แล้วขอรับ”
“เช่นนั้นหรือ”
วันเวลาสำหรับคนธรรมดาและผู้ฝึกหัดช่างสั้นนัก หากเทียบกับจอมเวทอย่างเขา
“เดนนิสให้เ้าดูแลที่นี่ต่อหรือ?”
เขายังคงพูดต่อด้วยเสียงเรียบ แววตาเจือด้วยความเศร้า
“ขอรับ ท่านพ่อฝากให้ข้าน้อยดูแลโรงแรมนี้ต่อจนกว่านายท่านจะกลับ หรือจนกว่า…เอ่อ”
เขาตอบรับ แต่อ้ำอึ้งไม่ได้พูดต่อ
“หรือจนกว่า ลูกแก้วิญญาของข้าจะแตกสลาย ใช่ไหม”
พนักงานดวงตาเบิกโพลง จ้องมองชายชราตรงหน้าไม่วางตา ใบหน้าที่คุ้นเคยแม้เลือนรางแต่ยังคงฝังลึกในใจ
เขารีบลุกออกจากที่นั่งหลังเคาน์เตอร์ มาที่เบื้องหน้าชายชรา พลันคุกเขาลงทำความเคารพทันที
“ข้าน้อย แดเนียล บุตรแห่งเดนนิช ขอคารวะนายท่าน”
“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี เ้าคงพอจำข้าได้ แม้ตอนข้าจากไปเ้ายังเล็กมากก็ตาม”
“ก่อนอื่นรีบจัดการที่พักให้พวกข้า ก่อน เอาเงินนี่ไปจ้างพนักงานทำความสะอาดมาจัดการ และติดป้าย ปิดโรงแรมชั่วคราวเพื่อปรับปรุง ไว้ด้วย”
กล่าวพลางยื่นถุงเงินให้กับแดเนียล
“นอกจากเ้าแล้ว ที่นี่มีพนักงานคนอื่นอีกไหม”
พ่อบ้านถามเพื่ออยากรู้ว่า เขาต้องจ้างพนักงานเพิ่มอีกกี่คน
“ที่นี่มีพนักงานทั้งหมดสี่คน รวมข้าน้อยด้วยขอรับ ข้ารับหน้าที่ดูแลที่ด้านหน้า คอยต้อนรับลูกค้าและช่วยงานทั่วไป ริต้าภรรยาข้าน้อยดูแลเื่อาหาร ชอนดูแลคอกม้า และแอนภรรยาชอนรับหน้าที่แม่บ้าน โดยปกติพวกเราช่วยกันทำขอรับ ใครเสร็จงานก็มาช่วยคนอื่น”
“เงินในถุงนี้ น่าจะพอจ้างคนงานได้สามคนประมาณหนึ่งเดือน เ้าไปหาคนมาเพิ่มหนึ่งในสามคนต้องทำอาหารเป็ด้วยนะ ที่เหลือเก็บไว้ใช้ซ่อมแซมส่วนหลัก ๆ ก่อน”
“ตอนนี้ เ้าไปบอกพวกเขาให้เตรียมห้องให้พวกข้าสิบห้าห้องด้วย ทำแค่พอพักได้ไปก่อน พรุ่งนี้เ้าจัดการให้ด้วยแล้วกัน”
แดเนียลรับถุงเงินแล้วรีบไปจัดการงานทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
ยินดีที่เ้านายของเขากลับมาแล้ว
“ต่อไปนี้ ที่นี่คือที่พักของเรา”
ทุกคนที่ได้ยิน ต่างแสดงสีหน้าสงสัย
“ทำหน้าสงสัยอะไรกัน เ้าคิดว่าข้าไม่มีทรัพย์สินของตัวเองบ้างเลยหรือไง”
ชายชราเริ่มบ่นเมื่อเห็นแววตาสงสัยของทุกคน
“ข้าไม่ได้สงสัยว่าท่านจะมีทรัพย์สินอะไรหรือเปล่า แต่มันตั้งสี่สิบปีแล้ว สิ่งของไม่เปลี่ยนมือเลยหรือ”
นิโคลัสถามด้วยความสงสัย
“ลูกแก้วิญญา มีเศษเสี้ยวิญญาของข้าอยู่ หากข้าไม่ตาย ความเป็เ้าของที่นี่ก็ยังอยู่ อีกทั้ง เดนนิช ที่เป็ผู้ดูแลยังเป็ข้ารับใช้ของข้า หากข้าไม่ตายคำสาบานก็ยังคงอยู่”
“แบบนี้ดีกว่า สัญญากระดาษ มากมายนัก”
ชายหนุ่มพึมพำเบา ๆ เมื่อนึกถึงโลกเดิม แม้มีสัญญาเป็ลายลักษณ์อักษร แต่บางคนไม่เคยให้ความสำคัญ
“พวกเ้าไปเตรียมจัดการข้าวของ วันนี้เราคงไม่ไปไหนแล้ว ข้าอยากจัดการเื่ที่นี่ให้เรียบร้อยก่อน”
เมื่อกล่าวจบ พ่อบ้านได้เดินเข้าไปข้างใน พลางเดินสำรวจไปรอบ ๆ เพียงลำพัง
คืนนั้นผ่านไปด้วยความทุลักทุเล ห้องพักที่แทบไม่ได้ถูกใช้งาน มีฝุ่นจับตัวหนา ที่นอนต้องนำออกไปทำความสะอาดใหม่ แล้วใช้เครื่องนอนของตนเองแทน
ยามค่ำคืนที่ผ่านมาส่วนใหญ่ของพวกเขานั้นเงียบสงบ ได้ยินเพียงเสียงป่ารอบข้าง
นับั้แ่วันนี้ จะเปลี่ยนเป็ เสียงผู้คนและความรื่นเริงในเมืองดังแว่วจากที่ไกล ๆ ให้ได้ยินทุกคืน
สิบสี่คนเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว มีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในโรงแรม
แจ็คนักสืบข่าว
ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าแจ็คชอบออกไปเที่ยวยามราตรี แต่ไม่ตำหนิอันใด เนื่องจากเขาไม่เคยก่อปัญหาแม้แต่ครั้งเดียว อีกทั้งยังได้ข่าวมากมายกลับมาด้วย
เช้าวันแรกในเมืองหลวงวาลเดียลา
หนึ่งหนุ่ม หนึ่งชรา และนักเวทอีกสามคน ยังคงตื่นเช้ามาร่ายรำ ไท่จี๋ฉวน อยู่ที่ลานด้านหน้า เช่นเคย
“ท่านตา ตลอดเวลาั้แ่เริ่มฝึกมา ท่านคิดว่ามันได้ผลจริง ๆ หรือ?”
ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นในขณะที่ยังคงฝึกอยู่
“ย่อมได้ผลแน่นอน ข้ารับรู้ถึงมานาธาตุได้ดีขึ้น การสะสมมานาก็รวดเร็วยิ่งขึ้น”
จากนั้นเสียงสนับสนุนจากด้านหลังก็ดังขึ้น
“จริงขอรับนายน้อย เวทรักษาของข้าน้อยดีขึ้นมาก นักเวทระดับกลางอย่างข้าน้อยความจริงต้องใช้เวลาอีกกว่าสิบปีกว่าจะเลื่อนระดับได้ แต่ด้วยการฝึกแบบนี้ ข้าคิดว่าไม่เกินห้าปีข้าสามารถเลื่อนระดับได้เลยขอรับ”
อังเดรดีใจมากที่การพัฒนาของเขาเร็วขึ้นมาก
“ข้าน้อยก็เช่นกันขอรับ อีกปีสองปี ข้าน้อยสามารถเลื่อนเป็นักเวทขั้นกลางได้แล้ว ธาตุไฟของข้าน้อยก็ควบคุมได้ดีขึ้นมาก รวมถึงธาตุรอง ที่ค่อยไม่ชำนาญก็ชำนาญขึ้นมากขอรับ”
อีริคพูดไปยิ้มไป เขาไม่คาดคิดเช่นกันว่า การฝึกที่แสนธรรมดาแบบนี้มีส่วนช่วยให้เขาพัฒนาขึ้นได้
ในกลุ่มนี้มีเพียงผู้เดียวที่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเลย ทำเพียงร่ายรำไปเงียบ ๆ เท่านั้น
“พี่อีริน แล้วพี่พัฒนาขึ้นไหม”
เขาหันไปถามนักเวทสาวที่ยืนเงียบ ๆ อยู่ด้านหลัง พลางเห็นสายตาซุกซน คล้ายกำลังรอให้คนถาม
“ของข้าก็พัฒนาขึ้นเล็กน้อย ยิ่งที่ผ่านมาเราอยู่ท่ามกลางหิมะทำให้ข้าพัฒนาได้เร็วขึ้นมาก อีกไม่กี่เดือนข้าคงเลื่อนขั้นเป็ระดับกลางได้แล้ว”
อีรินพูดด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข
“พวกเ้าอย่าพึ่งนำเื่นี้ไปเผยแพร่ให้คนภายนอก หากใครถามว่าทำอะไรกัน ให้บอกไปว่า ฝึกเคลื่อนไหวร่างกายก็พอ นักเวทอย่างพวกเรา ไม่ค่อยเหมาะกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วรุนแรงอยู่แล้ว”
ชายชราเตือนพวกเขาอีกครั้ง
“ซิลฟี่ นั่นพวกเ้ากำลังไปไหนกัน อยู่ในเมืองก็ต้องระวังไว้ด้วยนะ ในเมืองสัตว์เลี้ยงเยอะมากระวังโดนรังแก”
อีริน เห็นซิลฟี่และเพื่อน ๆ บินออกมาจากหน้าห้องพักของนายน้อยจึงเอ่ยเตือนขึ้น มันหันมาผงกหัวให้แล้วบินออกไป
“พี่อีริน ไม่ต้องเป็ห่วงซิลฟี่หรอก มันถึงระดับสัตว์กึ่งเวทแล้ว มีสัตว์เลี้ยงไม่กี่ตัวที่จะรังแกมันได้ อีกทั้งท่านตาสวมปลอกขาอำพรางระดับให้แล้ว คนน่าจะเห็นมันเป็เพียงนกธรรมดาเท่านั้น หรือต่อให้โดนจับได้ ที่ปลอกขาก็สลักสัญลักษณ์จอมเวทเอาไว้ ทำให้คนที่จับมันได้ต้องรีบปล่อยทันทีแน่นอน”
นิโคลัสพูดขณะที่หันไปมองทางที่ซิลฟี่และเพื่อน ๆ ที่บินจากไป
เขาได้บอกพวกมันไว้แล้วว่า วันนี้พวกเขาจะเข้าเมืองชั้นในและกลับที่พักตอนเย็น หากพวกมันกลับมาแล้วไม่เห็นพวกเขาก็ให้รออยู่บริเวณนี้
โชคดีที่โรงแรมของพ่อบ้าน อยู่ใกล้กับประตูเมืองชั้นใน ใช้เวลาเดินเท้าไปไม่ถึงสิบนาที
ในเมืองชั้นในคนทั่วไป ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้พาหนะ ยกเว้นเหล่าราชวงศ์และขุนนางชั้นสูงเท่านั้น เพื่อจุดประสงค์ด้านความปลอดภัย
ตัวเมืองชั้นใน แบ่งออกเป็หลายพื้นที่ด้วยกัน เช่น พื้นที่ของหน่วยงานสำคัญต่าง ๆ ของจักรวรรดิ, ที่พักของขุนนางและพ่อค้าชั้นสูง, พื้นที่การค้า ร้านรวงต่าง ๆ ที่มีสินค้าชั้นยอดราคาแพงมากมาย รวมถึงโรงประมูลสินค้าชั้นยอดด้วย
โรงแรมที่พักที่อยู่ในตัวเมืองชั้นใน ล้วนมีแต่ ระดับสูง สำหรับราชวงศ์และเหล่าขุนนางชั้นสูง รวมถึงพ่อค้าวาณิชระดับผู้นำกลุ่มการค้าขนาดใหญ่ ในบางโอกาส ใช้สำหรับต้องรับแขกบ้านแขกเมืองด้วยเช่นกัน
พระราชวังของจักรพรรดิ ตั้งอยู่ตรงกลางของเมืองชั้นใน โดยมีคูเมืองกว้างล้อมรอบกำแพงวัง
น้ำในคูเมืองที่ดูใสกระจ่าง แต่แฝงไปด้วยอันตราย หากสิ่งมีชีวิตตกลงในคูเมืองไม่ถึงนาทีจะถูกสิ่งที่อาศัยอยู่ในน้ำจัดการจนเหลือแต่กระดูกในเวลาอันรวดเร็ว
อาหารเช้าจัดขึ้นที่โถงหน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับลูกค้า เช้านี้พนักงานใหม่ได้เริ่มงานกันแล้วทำให้โรงแรมเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“แจ็ค เมื่อคืนเ้าได้ข่าวอะไรน่าสนใจบ้างไหม ยกเว้นเื่สาว ๆ ของเมืองนี้ ไม่ต้องสาธยายให้เสียเวลา”
รองหัวหน้าบอริสเอ่ยถามระหว่างทานอาหาร
“ตอนนี้ไม่มีข่าวไหนใหญ่ไปกว่าการเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่แล้ว ไม่เพียงแค่ผู้ฝึกหัดที่มาสมัครกันนะ สถาบันระดับรองลงไปก็เข้ามากันเยอะมาก เพื่อดึงตัวผู้สมัครที่สอบไม่ผ่านที่ดูแล้วมีแวว ในบางปี ผู้สมัครที่สอบไม่ผ่านยังได้ข้อเสนอผลประโยชน์จากสถาบันอื่น ดีกว่าผู้ที่สอบผ่านในระดับท้าย ๆ เสียอีก”
ขณะเอ่ยเขาชำเลืองไปทางจอมเวท ผู้ที่เคยเป็อาจารย์สอนอยู่ที่นี่
“ไม่ต้องมองข้าเลย มันเป็เื่ปกติ คนที่เข้าที่นี่ได้ล้วนแล้วแต่เป็อัจฉริยะของจักรวรรดิ คนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกไม่ใช่ว่าไม่เก่ง เพียงแค่สู้กับคนเ่าั้ไม่ได้เท่านั้นเอง อีกทั้งมีหลายครั้ง ที่สถาบันอื่นคัดตัวไปแล้วฟูมฟักอย่างดี กลับพัฒนาได้เร็วกว่า ผู้ฝึกหัดระดับกลาง ๆ ของที่นี่เสียอีก”
“อย่างไรก็ตาม ผู้คนก็ยังอยากเข้าที่นี่กันมากกว่า แม้ไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรมากมาย แต่ได้มีโอกาสได้ทำความรู้จักเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต และหากทำความรู้จักเอาไว้ได้ มันก็เป็ผลดีในอนาคต”
“ให้พูดตรง ๆ คือ สถาบันวาลเดียลา นอกจากพัฒนาความสามารถส่วนบุคคลแล้ว ยังสร้างความสัมพันธ์ของผู้คนและวางรากฐานการเมืองและธุรกิจในอนาคตเอาไว้ด้วย”
“ถ้าข้าเข้าไป ไม่ต้องคอยตามก้นพวกลูกขุนนางเช่นนั้นหรือ”
นิโคลัสสงสัยอย่างมาก หากเต็มไปด้วยการเมือง เช่นนั้นในสถาบันจะมีสภาพเช่นไร
“ท่านผู้เฒ่าไม่ยอมให้เกิดเื่เช่นนั้นแน่นอน ในสถาบันนับถือความสามารถเป็หลัก และไม่ยอมให้เกิดกรณีผู้แข็งแกร่งรังแกผู้อ่อนแอเด็ดขาด โทษหนักถึงขั้นไล่ออกเลยทีเดียว”
“ตอนข้าอยู่ มีครั้งหนึ่ง เหล่าลูกหลานขุนนางชั้นสูงที่ผ่านเข้าไปด้วยตำแหน่ง ไม่ใช่การสอบเข้าปกติ เข้าไปแล้วทำตัววางอำนาจ ข่มขู่และรังแกผู้อื่น อยู่ได้ไม่ถึงเดือน ท่านผู้เฒ่าออกคำสั่งไล่ออกด้วยตัวเอง และเตะโด่งออกจากสถาบันทันที”
“แม้แต่ฝ่าายังไม่กล้าขัดใจท่านผู้เฒ่า เ้าพวกนั้นมาเฝ้าวนเวียนขอร้องอยู่หลายครั้ง จนน่ารำคาญ ไม่กี่วันฝ่าาออกคำสั่ง ถอดถอนออกจากตำแหน่งและลดขั้นทันที นับั้แ่นั้นนักศึกษาทุกคนไม่มีใครกล้าแหกกฎอีกเลย”
“เด็ดขาดใช้ได้ ไม่แปลกใจทำไมท่านตาเป็คนแบบนี้”
ชายหนุ่มเหลียวมองชายชรา ทำให้เห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
“ข้าเห็นท่านเอ่ยถึงแต่ท่านผู้เฒ่า แล้วครอบครัวท่านล่ะ ถ้าท่านไม่สะดวกตอบก็ไม่ต้องตอบข้านะ ข้าแค่ถามเฉย ๆ”
เขากังวลเล็กน้อย แต่ก็อยากรู้เช่นกัน
ชายชราชำเลืองมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วถอนหายใจเบา ๆ
“อย่างที่ข้าเคยพูด ข้าถูกไล่ออกจากตระกูลแล้ว แม้พวกเขามีชีวิต แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกันอีก”
สิ้นคำ เขาก็ทานข้าวต่อโดยไม่พูดอะไรอีก
“ท่านตาเป็ผู้นำของ เขี้ยวอัสดง มีพวกเราเป็พวกพ้องไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีคนอยู่เคียงข้างท่าน”
เขาบอกอย่างหนักแน่น พลางยืดอก ด้วยความภูมิใจ
พ่อบ้านชรา พลางกวาดสายตาไปทางทุกคนแล้วหันกลับมามองนายน้อย
“หากเป็คนอื่นอยู่เคียงข้าง ข้าคงไม่เป็กังวล แต่ข้าจะกังวลมาก เมื่อเ้าอยู่ข้าง ๆ…”