บทที่ 4
เพราะบิดาข้าคือกู้ลี่เจิ้น
นิ้วเรียวยาวไล่เกลี่ยไปตามไรผมยุ่งเหยิงชุ่มเหงื่อเล็กน้อยของเด็กสาวหน้าตาไม่ประสีประสา นางยังคงอยู่ในอาการสั่นเทิ้มจากกามกิจที่เ้านายมอบให้ เป็ความเ็ประบมระคนความซาบซ่านของวัยสาวที่ไม่เคยได้ััมาก่อน
“หากอยากอยู่ในจวนนี้อย่างเป็สุข ก็จงเก็บเื่ระหว่างเราเป็ความลับ” เสียงกระเส่าพร่ากระซิบบอกที่ข้างกกหูหอม “หากแพร่งพรายให้ใครได้รู้... เ้าไม่รอดแน่”
“...!”
ชุนเสวี่ยเผลอเบิกตาโพลงเมื่อท้ายที่สุดก็ไม่เป็อย่างที่คิด
ไหนเล่าชีวิตที่ดีขึ้น?
เงินทองที่เขาจะมอบให้?
พรหมจรรย์ที่สงวนไว้กลับถูกพรากไปอย่างไรค่า
หากเมื่อเขาเริ่มทำมันอีกครั้งนางก็มิอาจเอื้อนเอ่ยคำปฏิเสธเพื่อทัดทานไว้ได้ทันอีกต่อไปแล้ว
ผ่านไปเกือบสัปดาห์แล้วเขาก็ยังไม่ได้รับจดหมายตอบกลับมาจากหญิงคนรัก เฝ้าชะเง้อคอรอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มีข่าวคราว
หรือว่าที่อยู่บนจ่าหน้าซองนั่นจะผิด
หรือว่าจดหมายจะตกหล่นระหว่างทาง
หรือว่านางจะปันใจเป็อื่นไปเสียแล้ว
หรือว่า ๆ ๆ
คิดสรตะกังวลไปต่าง ๆ นานาด้วยความกระวนกระวายจนทำให้สมาธิในการอ่านตำรากระจัดกระจาย
ฟู่กวงิปิดตำราแล้วเดินคอตกไปวางคืนที่ชั้นไม้ แต่แล้วสายตาก็พลันให้ไปเห็นคนคุ้นตาเข้า
“แม่นาง!” เขาเผลอะโเรียกเสียงดังจนเมื่อรู้ตัวว่ารบกวนผู้อื่นจึงรีบปรี่เข้าไปยังเป้าหมาย “ได้พบเ้าอีกแล้ว”
กู้หนิงฮวาลดระดับของตำราลงแล้วมองผู้มารบกวนอย่างเซ็งๆ
“เ้าอีกแล้วรึ”
“วันนั้นข้ายังไม่ทันได้กล่าวคำขอบคุณเลยแม่นางก็จากไปเสียก่อน หากไม่ได้ถุงเงินนั่นวันต่อ ๆ มาข้าคงอดตาย”
“ช่างเถอะ เราต่างมีชะตาต้องกันมา... ไม่สิ ต้องเรียกว่าเวรกรรมมากกว่า”
“ข้าเห็นแม่นางกำลังอ่านตำราพิชัยา เหตุใดเป็สตรีจึงศึกษาเื่ไกลตัวนัก”
“ไม่ไกล...” หนิงฮวาสวนทันควัน “วันหนึ่งเราก็จะต้องได้ใช้มันเพื่อปกป้องตัวเองและยังได้ช่วยเหลือบุรุษอ่อนแอเยี่ยงเ้าจากคนชั่วช้าอย่างไรเล่า”
“อึ๋ย!”
ใบหน้าที่จริงจังของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มขนลุกซู่ แม้ไม่รู้ว่าสตรีตรงหน้ากำลังพูดเื่อะไร แต่ฟังดูน่าหวาดกลัวประหลาด อาการเข็ดขยาดปรากฏผ่านรอยยิ้มแห้งของกวงิขณะที่ตัวเขาก็ค่อยๆ ถอยห่างออกจากนาง
หนิงฮวาส่ายหน้ากับอาการซื่อบื้อของเขาแล้วจึงคว้าตำรากลับขึ้นมาอ่านอีกรอบอย่างไม่ใส่ใจ นางไม่รู้หรอกว่าจะมีวิธีไหนรับมือกับกู้เทียนเฉิงได้ดีที่สุด ฉะนั้นหากยังมีเวลาก่อนเกิดเื่จะต้องเตรียมพร้อมให้ได้มากที่สุดในทุก ๆด้าน
แต่ทว่าภาพของบุรุษเคราะห์ร้ายก็เข้ามารบกวนนางทำให้ต้องกลับมาครุ่นคิดอีกครั้ง
เหตุใดจึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับบุรุษแสนทึ่มผู้นี้ก่อนที่เขาจะตกหน้าผา การพบกันระหว่างนางและเขาในปัจจุบันกลับเป็เื่แปลกใหม่และไม่คุ้นเคย ทั้งที่นางควรจะจำได้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆเคยเกิดขึ้นมาแล้วเหมือนกับที่ได้พบเจอบุคคลอื่น ๆ บัดนี้แม้แต่ชื่อแซ่ก็ยังไม่รู้จักกัน
แต่ทว่า... กลับรู้สึกถูกชะตาอย่างไม่อยากจะยอมรับ ถึงแม้เขาจะดูทึ่มและซื่อบื้อ อีกทั้งยังชอบทำหน้าสิ้นหวังตลอดเวลา หากแต่รูปร่างหน้าตาของเขากลับน่าสนใจมิใช่น้อย
อาจเพราะเป็คนที่มาจากทางเหนือผิวพรรณจึงขาวละเอียดดุจหิมะราวอิสตรี หน้าตาก็คมคายมิหยอก คิ้วเรียงหนาเป็เส้นตรงเพราะชอบทำหน้าหงอย ดวงตาสีดำขลับกลมโตราวลูกกวางดูสดใสไร้เดียงสา สันจมูกโด่งรับกับใบหน้าที่กระชับได้รูป ริมฝีปากกระชับเป็สีชมพูระเรื่อราวแต่งแต้มด้วยชาดลิ้นจี่
รูปร่างก็สูงโปร่งแถมดูกำยำ เดาว่าเพราะต้องใช้แรงทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว... หากเขาสอบจอหงวนและได้เข้ารับราชการอย่างที่ตั้งใจก็คงจะได้แต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูดีจนเปลี่ยนเป็บุรุษที่สตรีทั่วทั้งเมืองต่างปรารถนาคนหนึ่งทีเดียว
“คุณหนูนั่งเหม่อลอยถึงใครึเ้าคะ?”
“หือ? เหม่อ? ข้าไม่ได้เหม่อ ข้าอ่านหนังสืออยู่นี่อย่างไรเล่า”
“ไม่เ้าค่ะ ตำราหลุดมือไปอยู่บนโต๊ะ แต่สายตาของคุณหนูกลับ...” ซูหลานว่าแล้วมองตามสายตาเ้านายไปยังปลายทาง “เอ๊ะ บุรุษผู้นั้น!”
และใช่... หนิงฮวาเผลอจับจ้องไปยังคนที่ตนเองกำลังพินิจพิเคราะห์อย่างไม่วางตา
“หรือว่าคุณหนูจะชอบ...”
“เหลวไหลน่า!” ผู้เป็นายทำหงุดหงิดแก้เขินแล้วรีบลุกขึ้นจากโต๊ะพร้อมรวบรวมตำราที่ขนมาเยอะแยะใส่ในมือสาวใช้ “เ้าไปแจ้งบรรณารักษ์ว่าข้าจะยืมทั้งหมดนี่ เราต้องรีบไปแล้วประเดี๋ยวอาจารย์เสิ่นจะทำโทษข้าให้วิ่งรอบจวนอีก วิ่งครั้งที่แล้วข้ายังไม่หายระบมปลีน่องเลย” นางบ่นยาวเหยียดแล้วเดินออกจากหอเหวินฟางไปปล่อยให้ซูหลานขนกองตำราพะรุงพะรังวิ่งตามหลังแทบไม่ทัน
โครม!
ที่หอสุราเยว่กวงกำลังเกิดเหตุวิวาทใหญ่โตเพราะที่นั่งมุมที่ดีที่สุดในร้านถูกแย่งไปโดยคนอื่น
“หากไม่ลุกก็ไม่ต้องนั่ง!” กู้เทียนเฉิงประกาศกร้าวหลังเพิ่งล้มโต๊ะตัวใหญ่จนข้าวของกระจัดกระจาย “พวกเ้าไม่รู้รึว่ากำลังดื้อดึงและต่อกรกับใครอยู่?”
“คุณชายเองก็น่าจะไม่ทราบว่าคนที่คุณชายเพิ่งทำเสียมารยาทนั้นคือใครเช่นกัน!”
ได้ฟังผู้ติดตามของอีกฝ่ายย้อนกลับมาเช่นนั้นคุณชายใหญ่สกุลกู้ก็เบ้ปากพร้อมยกหางคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ก็ได้ ๆข้าขอทราบให้เป็วาสนาเสียหน่อยเถิด ว่าคุณชายผู้ไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติในหอเยว่กวงแห่งนี้เป็ผู้ใดกัน” ด้วยน้ำเสียงยอกย้อนและแสนประชดประชัน
“คุณชายของข้าก็คือองค์ชายหกซึ่งเป็โอรสของท่านชินอ๋องและพระชายาสกุลหลิว”
“หา!” กู้เทียนเฉิงผงะเล็กน้อยหลังจากได้ฟังสรรพคุณของอีกฝ่ายจบ แต่แล้วก็หัวเราะร่วนออกมาอย่างชอบใจราวกับเป็เื่ขบขันเสียเต็มประดา
“ท่านหัวเราะด้วยเหตุใด?!”
“ข้าก็คิดว่าบุคคลใหญ่โตจากที่ใดกัน ที่ไหนได้ก็องค์ชายปลายแถวแห่งราชวงศ์นั่นเอง ฮ่า ๆ”
“นี่เ้า!” องค์ชายน้อยลุกขึ้นยืนอย่างเหลืออดและเต็มไปด้วยความอับอายที่ได้รับถ้อยคำดูิ่ “จะสามหาวเกินไปแล้ว!”
“ข้าหาพูดผิดสักครึ่งคำไม่... ชินอ๋องบิดาของเ้าคือพระปิตุลา[1]ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน หนำซ้ำยังเป็หนึ่งในผู้ที่คิดจะแย่งชิงบัลลังก์จากฝ่าา หากอัครมหาเสนาบดีกู้ลี่เจิ้นผู้เป็บิดาของข้าไม่ทูลขออภัยโทษไว้ด้วยบิดาเ้ายังอุตส่าห์มีคุณงามความดีต่อบ้านเมืองในอดีตจนเหลือเพียงลดเบี้ยหวัดลงหนึ่งปีเต็ม... มีหรือว่าพวกเ้าจะรอดพ้นการลงทัณฑ์ปะาเก้าชั่วโคตร!”
“...!” องค์ชายหกอ้าปากค้างกับความจริงที่เถียงไม่ออก
“หากคิดจะอวดอ้างบารมีความใหญ่โตก็จงตรองดูเอาเถิดว่าเวลานี้ใครจะคุ้มกะลาหัวใคร หากข้าเป็เ้า... คงไม่เที่ยวประกาศบอกคนอื่นว่าตนเป็องค์ชายให้อับอายไปทั้งแผ่นดินหรอก” เทียนเฉิงแสยะยิ้มมุมปากอย่างสมเพชเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนอึ้งจนแทบจะเป็หินที่ถูกสาป
“เรียนคุณชายใหญ่กู้ข้าน้อยผิดพลาดเองที่ไม่จัดการให้ดี พวกท่านอย่าถือสาเอาเื่เอาราวเลยนะขอรับ”
คุณชายผู้ยิ่งใหญ่เหลือบตามองเถ้าแก่ร้านแล้วยกนิ้วเกาหลังใบหูอย่างขัดใจ
“วิ่งกระหืดกระหอบมาขอโทษเอาป่านนี้คงไม่ทันแล้วกระมังเถ้าแก่... ท่านปล่อยปละละเลยให้คนอื่นมาเหยียบย่ำศีรษะลูกค้าประจำของหอเยว่กวงแห่งนี้ได้เยี่ยงไร แต่ละเดือนข้าบำรุงร้านนี้หลายตำลึงทองจนเติบใหญ่ดังเช่นวันนี้เชียวนะ”
“ข้าผิดไปแล้วขอรับองค์ชาย โปรดเมตตาให้โอกาสข้าได้ปรับปรุงถ้วยเถิด”
“ไม่ได้ ๆ” เทียนเฉิงส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมยกนิ้วชี้ส่ายไปมา “หากยอมให้อภัยโดยปล่อยไปเฉย ๆท่านและพวกองค์ชายอวดดีก็จะไม่ได้เรียนรู้ไว้เป็บทเรียนน่ะสิ”
“หา...!”
“หลงจื่อ!”
“ขอรับคุณชายใหญ่!”
“ซ้อมองค์ชายปลายแถวและผู้ติดตามของมันให้หลาบจำ และพังหอเยว่กวงให้ราบเป็หน้ากลอง...”
“รับคำสั่งขอรับ! เฮ้ย! ลุย!”
หลังจากนั้นกู้เทียนเฉิงก็ออกมาจากหอสุราเยว่กวงด้วยใบหน้าเบื่อหน่ายเล็กน้อย ขณะที่เื้ัของเขาก็โกลาหลไปด้วยการวิวาทชกต่อยและการทำลายข้าวของจากพวกนักเลงที่หลงจื่อชุบเลี้ยงเอาไว้
[1] พระปิตุลา (คำาาศัพท์) หมายถึง ลุงหรืออาฝ่ายชาย ในเื่นี้จะหมายถึงอา