ผ่านไป4วันหลังพบกับโคลิคเขาติดต่อมาครั้งหนึ่งด้วยโทรศัพท์ดาวเทียมว่าทำลายสถิติของตัวเองสำเร็จแล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้รับการติดต่ออีกเลยเห็นว่าจะเที่ยวเล่นในญี่ปุ่นซักเดือน
แต่ทางนั้นจะยังไงก็ชั่งเพราะตอนนี้ผมต้องเอาตัวเองให้รอดจากการสอบปลายภาคในอาทิตย์หน้าให้ได้ซะก่อน
ไม่ได้เรียนหนังสือมาตั้ง5ปีดีนะที่ตอนอยู่อิตาลี่ตาแก่หาครูสอนพิเศษมาให้จนเรียนตามคนอื่นเขาทันแต่พูดก็พูดบรรยากาศการเรียนหนังสือในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยเด็กวัยเดียวกันเป็สิ่งที่หาได้เฉพาะคนที่มีโอกาสทางการศึกษาเท่านั้นจริงๆ
แต่ถึงอย่างนั้นการสอบก็เป็อะไรที่ฟังดูหน้าเบื่อสุดๆอยู่ดีนั่งเงียบๆในห้องสอบโดยไม่พูดคุยกันแบบเหงาๆยังดีที่มีคนโต๊ะข้างๆเลยทำให้พอมีอะไรทำในห้องสอบบ้าง
“วันนี้มันอะไรฟระเนี้ยฟัวร์โก้เจอสอบย่อยตั้งสองวิชาจะบ้าตาย”
พอเริ่ม่พักกลางวันเคยามะก็พูดคร่ำครวญกับผมตลอด่พักแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจความรู้สึกหรอกนะก็เล่นมีสอบย่อยตั้งสองวิชาั้แ่่เช้าแถมยังเป็วิชาคณิตกับภาษาอังกฤษต่อกันอีกยังดีที่ไม่มีวิทยาศาสตร์
ผมเองถ้าเป็ไปได้ก็อยากจะเตะผ่าหมากคนออกตารางเหมือนกัน
“เอาน่าอย่างน้อยวิชาภาษาอังกฤษก็ง่ายน่ะ”
“แหงสินายมันชาวต่างชาติพูดอังกฤษคล่องปรื๋อนี่หว่า”
“ไม่เถียงแหะ”
“แบบนี้สอบอาทิตย์หน้ามีหวังได้มาเรียนเสริม่ปิดเทอมหน้าร้องแหงมๆ”
เอาเข้าจริงผลการเรียนของเคยามะก็ไม่ได้แย่อะไรหรอกน่าจะสอบผ่านอยู่แล้วแหละเขาก็แค่คิดมากไปเองเท่านั้น
คนที่ควรจะคิดมากจริงๆนะคือซาซากิที่คะแนนห่วยแตกสุดๆเลยต่างหากควรบอกให้ยัยนั้นไปหากลุ่มนั่งติวหนังสือกันได้แล้วเสียด้วยซ้ำไม่งั้นได้ไปนั่งเรียนเสริม่ซัมเมอร์แน่
ระหว่างคุยกันพวกเราก็เดินจากโรงอาหารมาถึงห้องเรียนในห้องผมเห็นซาซากิกับฮิโตมิกำลังคุยกันท่าทางสนุกสนาน
“นี้เธอมาทำอะไรที่ห้องของพวกฉันกันเนี้ย”
“ชินคุงกินข้าวเสร็จแล้วเหรอยินดีต้อนรับกลับนะ!”
“อืมกลับมาแล้วน่ะมายะ”
เธอวิ่งมากอดเคยามะโดยไม่สนใจผมซักนิดแถมยังมาหวานกันต่อหน้าผมด้วยทำเอาผมเริ่มมีน้ำโหขึ้นมานิดหน่อย
“เฮ้ยอย่ามาทำเมินกันสิฟระแล้วก็อย่ามาทำตัวเป็ภรรยาต้อนรับสามีกลับบ้านในห้องเรียนคนอื่นด้วย”
“อ้าวฟัวร์โก้ก็อยู่ด้วยเหรอไม่ทันเห็นเลยนะเนี้ย”
“อย่ามาฉันเห็นเธอสบตาฉันนะ”
ปวดหัวั้แ่เข้าห้องเลยวุ้ย
ผมมองไปที่โต๊ะของฮิโตมิแล้วเห็นกองสมุดหนังสือวางอยู่ ดูเหมือนว่าจะติวหนังสือกันสินะจริงสิให้ซาซากิมาติวที่บ้านฮิโตมิด้วยดีไหมนะ
“วันนี้คุณซาซากิจะมาติวหนังสือที่บ้านด้วยน่ะ”
ฮิโตมิพูดออกมาเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่
“เห๋~ ซาซากิเนี้ยนะจะติว สงสัยวันนี้หิมะตกแน่เลย”
“พูดงั้นหมายความว่าไงยะ!”
ก็หมายความว่าทุกทีเธอเอาแต่เล่นไงเล่า เอาเถอะแบบนี้ก็ดีต่อซาซากิเหมือนกันที่ได้คนผลการเรียนระดับท็อปอย่างฮิโตมิช่วยติวให้
จริงสิไหนๆแล้วให้เคยามะร่วมติวด้วยดีกว่า แต่ถึงไม่ขอเ้าตัวก็คงตามซาซากิไปอยู่ดี
หลังเรียนคาบสุดท้ายเสร็จพวกเราก็เดินทางไปบ้านของฮิโตมิ ซาซากิทำตัวดี้ด้าใหญ่เพราะไม่เคยไปบ้านที่มีโรงฝึกมาก่อน
ถึงจะแอบกังวลนิดหน่อยแต่เห็นอย่างนี้ซาซากิก็เป็คนที่รู้จักมารยาทเธอไม่ทำอะไรซี้ซั้วในบ้านคนอื่นหรอก
“มายะไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้น่า”
“ไม่ต้องห่วงฉันไม่ล่มหรอกน่า ว้าย!”
พูดได้ไม่ทันขาดคำเธอที่หันมาพูดกับเคยามะก็เดินไปชนคนตอนเลี้ยวหัวมุม เคยามะรีบเดินไปพยุงซาซากิขึ้นมาแล้วจึงช่วยคนที่โดนชนจนล้ม
เป็ชายชาวต่างชาติที่มีผมสีบลอนทองไว้ยาวถึงกลางหลังในเสื้อเชิ้ตสีขาวใหม่เอี่ยม ไม่สิไม่ใหม่แล้วมั้งเพราะแก้วกาแฟหกใส่เต็มเสื้อของเขาเลย
“ไม่ต้องห่วงไหมล่ะ”
“ไม่เป็อะไรใช่ไหมครับ”
“Yeah, Thankyou.”
“เอ่อคือว่าต้องขอโทษด้วยนะคะ!”
“No, I also walk carelessly.”
“อะ เอ่อคือว่า…”
“อ้อขอโทษนะครับพอดีผมลืมตัวเลยเผลอพูดอังกฤษออกไปน่ะผมเองก็เดินไม่ระวังเหมือนกันไม่ต้องใส่ใจหรอก”
“แต่ว่าเสื้อของคุณมันเปื้อนกาแฟหมดแล้ว!”
จริงตามที่ซาซากิพูดคราบกาแฟเลอะเต็มเสื้อของเขาเลยแถมยังเป็เชิ้ตขาวที่เห็นได้ชัดตอนเปื้อนอีก
เมื่อดูจากลักษณะการแต่งกายและท่าทางของเขาแล้วอาจจะเป็พวกนักธุรกิจใส่เสื้อผ้าแบบนั้นไปพบกับคู่ค้าไม่ได้แน่ แบบนี้แปลว่าพวกเราทำให้เขาลำบากแล้วรึเปล่านะ
“ถ้าไม่รังเกียจรับผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดเสื้อหน่อยไหมคะ”
ฮิโตมิยื่นผ้าเช็ดหน้าให้กับเขาอย่างน้อยก็ช่วยซับความชื้นให้ได้ถึงคราบจะยังอยู่ก็เถอะ
“ขอบคุณมากครับช่วยได้เยอะเลยล่ะ”
“คุณชาวต่างชาติแถวนี้มีร้านขายเสื้ออยู่ไปซื้อเสื้อตัวไหมจากที่นั้นน่าจะได้นะคะ”
“จริงด้วยไปที่ร้านนั้นก็ได้นะคะ เดี๋ยวเื่ค่าชุดฉันจะออกให้เองเป็การขอโทษ”
“ไม่เป็อะไรหรอกคครับแค่บอกที่ตั้งของร้านให้ผมก็พอแล้วล่ะแต่ถ้ายังไม่สบายใจเอาเป็เลี้ยงกาแฟให้ผมซักแก้วแล้วกันนะครับ”
ชายชาวต่างชาติยิ้มอย่างเป็มิตรดูเขาจะไม่ได้เร่งรีบอะไรมากมายสินะ
หืม? ผมสังเกตเห็นเข็มกลัดสีดำตกอยู่ใกล้กับเท้าของตัวเอง เป็เข็มกลัดรูปตัวAที่มีดีไซน์ดูหรูหราราคาแพงหรือว่าจะเป็ของเขากันนะ
“คุณครับเข็มกลัดนี้ใช่ของคุณรึเปล่าครับ?”
“หืมอ้อใช่ครับสงสัยคงหลุดไปตอนที่ผมล้มน่ะ ขอบคุณนะครับ”
เขารับมันกลับไปแล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกง เดี๋ยวนะซาซากิชนเขาแรงถึงขนาดที่เข็มกลัดหลุดออกมาเลยเหรอ
“ยินดีครับ ว่าแต่ตัวAนี้ย่อมาจากอะไรเหรอครับ”
“มันย่อมาจากชื่อของผมน่ะครับจริงสิคุยกันมาตั้งนานผมดันลืมแนะนำตัวไปซะได้ ผมชื่อ อลัน เอโมรี่ ครับ”
“ฟัวร์โก้คาลดินาเร่ ครับ”
คนอื่นทยอยแนะนำตัวกันทีละคนคุณอลันดูเป็คนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายเหมือนกันน่ะ
หลังจากพาคุณอลันไปซื้อเสื้อตัวใหม่เสร็จเรียบร้อยพวกเราก็เดินไปร้านขายเครื่องดื่มตอนแรกซาซากิจะซื้อกาแฟที่ราคาค่อนข้างสูงให้เป็การขอโทษแต่คุณอลันเลือกรับแค่กาแฟธรรมดาเพราะไม่อยากให้ลำบากชั่งเป็คนดีเสียจริง
หลังจากที่ผมลองถามดูเห็นว่าเขาเป็CEOของบริษัทแห่งหนึ่งในอังกฤษและมาที่ญี่ปุ่นเพื่อเจรจาธุรกิจ
คนระดับCEOเดินทางมาเจรธุรกิจด้วยตัวเองแบบนี้แปลว่าอีกฝ่ายต้องทำประโยชน์ให้เขาได้มากพอควร
หรือไม่ก็มาด้วยเหตุผมอื่นที่ไม่ควรพูดออกมาคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจจากประสบการณ์แล้วมีน้อยมากที่มือจะขาวสะอาด
“เอาล่ะผมคงต้องขอตัวก่อนขอบคุณสำหรับกาแฟนะครับมิสซาซากิ”
“ต้องขอโทษอีกครั้งด้วยนะคะขอให้โชคดีค่ะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าที่เขาว่าชาวญี่ปุ่นชอบขอโทษดูจะเป็เื่จริงสินะครับ แล้วเจอกันครับทุกคน”
“ถ้ามีโอกาสนะครับ”
“ครับมิสเตอร์คาลดินาเร่ โอกาสนะมีแน่”
หลังบอกลาคุณอลันพวกเราก็เดินทางกันต่อ
โอกาสมีแน่งั้นเหรอ หมายความว่ายังไงพูดเหมือนรู้ว่าจะได้เจอกันอีกในอนาคตยังไงอย่างงั้น
แล้วอีกอย่างนี้เป็การพบกันโดยบังเอิญจริงๆนะเหรอ… จริงอยู่ที่ว่าเขาไม่มีพฤติกรรมอะไรที่หน้าสงสัยแต่ทำไมเราถึงรู้สึกแปลกๆแบบนี้กันนะ
ในระหว่างที่กำลังคิดพวกเราก็มาถึงบ้านของฮิโตมิแล้วผมจึงตัดสินใจเก็บเื่นี้เอาไว้ก่อน
ดูเหมือนว่าคุณอาราตะจะไม่อยู่ฮิโตมิเลยพาพวกเราไปที่ห้องรับแขกเพื่อเตรียมติวหนังสือ
“เดี๋ยวฉันขอตัวขึ้นไปเอาสมุดโน้ทก่อนนะคะ”
“งั้นเดี๋ยวฉันไปชงชามาให้เ้าพวกนี้เอง”
“รบกวนด้วยนะ”
หลังจากผมกลับมาจากการชงชาในครัวเคยามะกับซาซากิก็มองผมด้วยแววตาแปลก
“ทำไม?”
ผมถามออกไปด้วยความฉงนแต่ทั้งสองคนเอาแต่จ้องมาที่ผมแล้วยิ้มกรุ่มกริ่มกัน
“มีอะไรติดหน้าฉันรึไง?”
“เปล๊าไม่มีอะไรหรอก”
ถึงจะไม่รู้ว่าคิดอะไรกันอยู่แต่รู้สึกไม่สบอารมณ์เลยแหะ ความรู้สึกเหมือนตอนมีอะไรแปะอยู่ทีหลังแล้วเราไม่รู้ตัวเลย
วินาทีถัดมาฮิโตมิก็กลับมาที่ห้องรับแขกพวกเราจึงเริ่มติวหนังสือกัน
ตอนแรกผมคิดว่าหลังติวได้ไม่นานยัยซาซากิก็คงเบื่อแล้วหาอะไรเล่นเสียอีก แต่เธอกลับตั้งใจอ่านหนังสือผิดคาดอาจจะมีบ่นเล็กน้อยแต่เธอก็ไม่ไปรบก่วนคนอื่น เคยามะเองถึงจะดูหัวหมุนกับคณิตศาสตร์อยู่บ้างแต่ดูเหมือนจะไปได้ด้วยดี
ส่วนผมตอนนี้กำลังนั่งมึนตึบกับวิทยาศาสตร์เฮงซวยที่อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจจนเริ่มง่วงขึ้นมาแล้ว
ในตอนที่สติผมเริ่มเลือนลางจนเกือบจะหลับัับริเวณแก้มของผมก็เจ็บแสบขึ้นมา
ฮิโตมิจ้องเขม่งมาที่ผมแล้วหยิกแก้มของผมอย่างแรง
“โอ๊ย! อำอะไอเอี้ย?!”
“ปลุกให้ตื่นไงล่ะ ทุกคนเขากำลังตั้งใจติวหนังสือกันแต่ฟัวร์โก้คุงจะมานอนหลับเนี้ยนะ”
เธอปล่อยแก้มของผมแล้วส่งสมุดโน้ทของเธอมาให้
“ลองเอาโน้ทของฉันไปดูไหมแล้วก็ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนเดี๋ยวฉันช่วยเพราะงั้นช่วยมีสมาธิกับการอ่านหนังสือด้วยค่ะ”
ผมรับสมุดโน้ทของเธอมาดู ฮิโตมิจดได้เข้าใจง่ายกว่าผมเสียอีกแบบนี้คงพอไหว
เวลาผ่านไปถึง่เย็นพวกเราเลิกอ่านหนังสือแล้วนั่งพักผ่อนกัน ซาซากิอยากจะไปดูโรงฝึกฮิโตมิจึงพาไปดูเคยามะเองก็ตามไปด้วยส่วนผมนั้นเนื่องจากว่างและไม่มีอะไรทำจึงนอนงีบอยู่บนโซฟาแต่ไม่ทันไรก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาเมื่อยกมาดูก็พบว่าเป็เบอร์ที่ไม่รู้จักรผมลังเลอยู่สักพักแต่ก็ตัดสินใจรับสายในที่สุด
“ฮัลโลครับ”
“เฮ้ยนี้ฉันเอง”
เสียงนี้มันโคลิคไม่ใช่เหรอทำไมถึงโทรมาในเครื่องนี้อ้อจริงสิเราทิ้งเครื่องที่หมอนั้นให้มาไว้ที่คอนโดสินะ
แต่ว่าน้ำเสียงของเขาดูฟังดูกังวลแปลกๆ เกิดอะไรขึ้นรึเปล่านะแต่คนอย่างหมอนั้นมีอะไรให้ต้องลำบากด้วยรึไง
“โทรมามีธุระอะไรรึเปล่า?”
“นายช่วยลองเช็คในโซเชียลให้หน่อยได้ไหมรึไม่ก็เปิดทีวีก็ได้”
“นายจะให้ฉันเช็คอะไร?”
“เอาน่าเร็วเข้า”
ผมลองเปิดทีวีตามที่โคลิคบอกตอนแรกผมก็ไม่พบอะไรผิดปกติแต่พอลองคิดดูแล้วถ้าโคลิคบอกให้ลองเช็คดูในโซเชียลหรือโทรศัพท์แปลว่าน่าจะเป็ข่าวอะไรซักอย่างผมจึงลองเปลี่ยนไปที่ช่องTV Tokyoดู
มีข่าวๆหนึ่งกำลังออกอากาศอยู่ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเป็ข่าวอะไรแต่พอลองดูไปสักพักถึงได้เข้าใจ
ใจความสำคัญของข่าวนั้นไม่มีอะไรมาก ก็แค่ว่า…
ประเทศญี่ปุ่นโดนอะไรบางอย่างที่คล้ายกับบาเรียคลอบเอาไว้ทั้งเกาะ
“เฮ้ยล้อเล่นใช่ไหมเนี้ยมีบาเรียคลอบเกาะญี่ปุ่นเอาไว้เนี้ยนะ!”
“แปลว่าฉันไม่ได้หลอนไปเองสินะแต่ว่าไอบาเรียนี้มันคืออะไรกันแน่ออกไปก็ไม่ได้พอลองแตะดูก็รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงหดหายไปเลย”
“เดี๋ยวสินี้นายอยู่ที่ไหนเนี้ย!”
“แถวๆโยโกฮาม่าน่ะนายล่ะ?”
“โตเกียว”
“เข้าใจแล้ว”
โคลิควางสายลงทันทีถึงจะอยู่โยโกฮาม่าก็เถอะแต่หมอนั้นมันไปแตะบาเรียได้ยังไงกัน หรือว่าบาเรียนี้ไม่ได้คลอบเกาะญี่ปุ่นแบบครึ่งวงกลมแต่จุดสิ้นสุดของมันอยู่ตามขอบชายฝั่งทะเลเหรอ?
แต่ที่สำคัญคือบาเรียนั้นมันอะไรกันแน่ เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นที่เดียวหรือทุกประเทศทั่วโลกเป้าหมายของมันคืออะไร สามารถทำลายได้รึเปล่าหรือมันคืออาวุธที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยสักประเทศหนึ่ง แต่ถ้าเป็แบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการประกาศาเพราะนี้คือการลุกล้ำชายแดนด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ไม่ทราบเป้าหมายอย่างชัดเจน
มีเสียงเปิดประตูดังมาจากหน้าบ้าน คุณอาราตะกลับมาแล้วสินะ
ไม่นานจากนั้นคุณอาราตะก็เข้ามาในห้องรับแขกดูเหมือนฮิโตมิจะบอกเขาแล้วว่าพวกผมจะมาติวหนังสือที่บ้าน
คุณอาราตะพึ่งกลับจากการทำงานเป็ที่ปรึกษาด้านธุรกิจตอนนี้จึงอยู่ในชุดสูทสีเทาอ่อนและเซตผม
“ฟัวร์โก้คุงกำลังทำอะไรอยู่เหรอแล้วเพื่อนๆกับฮิโตมิล่ะ?”
“คุณฮิโตมิพาพวกเขาไปดูโรงฝึกน่ะครับส่วนผมก็…”
ผมตอบเขาด้วยการมองไปในทีวีพอคุณอาราตะได้ฟังข่าวเขาก็ดูทาทางใเป็อย่างยิ่ง
“ผมจะไปตามพวกฮิโตมินะครับ”
ในสถานการณ์แบบนี้ควรรีบให้พวกนั้นรู้น่าจะดีที่สุด
หลังจากบอกพวกฮิโตมิให้มาที่ห้องรับแขกแล้วดูข่าวทุกคนก็อยู่ในอาการมึนงงในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยเื่ที่ไม่เข้าใจแบบนี้แค่พวกเขาไม่ตื่นตูมเกินเหตุก็ดีแล้ว
“ยังไม่มีรายงานว่ามันสร้างอันตรายอะไรให้กับผู้คนแต่ฉันได้รับสายจากเพื่อนของฉันคนหนึ่ง เขาได้ลองแตะที่บาเรียนี้ดูแล้วพบว่าเรี่ยวแรงค่อยๆหดหายไป”
“อะไรละนั้น”
“ฉันว่าอีกไม่นานต้องมีแถลงการณ์จากทางรัฐบาลแน่เราเปิดทีวีข้างไว้แล้วรอฟังกันเถอะค่ะ”
“แต่ว่าถ้าเป็ข่าวร้ายละ”
“พ่อว่าตอนนี้เราตั้งสติให้ดีก่อนดีกว่าน่ะอย่าพึ่งไปคิดเลยว่ามันจะเกิดเื่อันตรายเพราะมันจะยิ่งบั่นทอนจิตใจอีกอย่างคิดในแง่ดีถ้าเราไม่ไปแตะต้องมันก็อาจจะไม่เกิดอันตรายอะไรด้วย”
จริงอย่างที่คุณอาราตะพูดยิ่งคิดเื่ร้ายๆในเหตุการแบบนี้ก็มีแต่จะทำให้จิตใจอ่อนแรงลงเท่านั้นแต่ว่าเื่เลวร้ายที่ว่ามีเื่หนึ่งที่เกิดไปแล้วคุณอาราตะเองก็รู้เื่นั้นแต่เลือกที่จะไม่พูดออกมา
เื่นั้นคือเื่ของคมนาคม ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ที่เครื่องบินโดยสารที่กำลังเดินทางออกนอกประเทศบินไปชนบาเรียจนเกิดการะเิเป็ต้นยังไม่นับเครื่องบินอีกหลายสายที่จะบินเข้ามาในประเทศ
อีกไม่นานโศกนาฏกรรมต้องเกิดขึ้นแน่
“อ้ะทีวีดับไปแล้ว!”
พวกผมหันไปตามเสียงของซาซากิไม่มีใครกดรีโมทอยู่ดีๆมันก็ดับไปเองลองเปิดอีกรอบก็ไม่ติด พอลองไปดูปลั๊กทีวีก็พบว่ายังเสียบอยู่
“หรือว่า!”
ผมลองเปิดโทรศัพท์ดูพบว่าไม่มีสัญญาณหมายความว่าคลื่นสัญญาณโทรทัศน์และสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดไม่ก็ถูกรบกวน
ขณะเดียวกันผมมองออกไปนอกหน้าต่างก็พบว่าลมพัดแรงกว่าปกติแรงกว่ามากจนได้ยินเสียงของลมชัดเจน ทั้งที่ไม่ถึงหนึ่งนาทีก่อนยังสงบอยู่เลย
“ลองออกไปดูข้างนอกกันเถอะ”
พวกเราออกไปที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ลมพัดแรงจนใบไม้และกิ่งไม้ปลิวว่อนไปทั่วและสาเหตุของลมพายุพวกนี้ก็คือสิ่งที่อยู่บนท้องฟ้า
กลุ่มก้อนเมฆสีดำกระจุกรวมกันอยู่ที่ใจกลางกรุงโตเกียวตรงกลางมีรูสีดำขนาดใหญ่ดูหน้าขนลุกเกิดจากกลุ่มก้อนเมฆหมุนวนเป็วงกลมรอบรูนั้นอย่างรวดเร็วเสียงฟ้าผ่าดังขึ้นเป็ระยะๆและแสงสีแดงแปลกๆก็สว่างวาบอยู่ในหมู่เมฆ
ด้านในรูที่เป็ใจกลางของหมู่อาจจะแค่ตาฝาดไปก็ได้แต่ผมคิดว่าผมเห็นมนุษย์อยู่ที่ใจกลางของมัน
นี้มัน…
“นี้มันบ้าอะไรวะเนี้ย!”