หลังจากที่เมิ่งฉีและผู้ติดตามของเขากลับไปแล้ว จักรพรรดิเฉียนหลู่เทียน เหล่าขุนนางและแม่ทัพต่างก็ถอนหายใจโล่งอก พร้อมกับใบหน้าและแผ่นหลังเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
“ บ้าจริงนึกไม่ถึงเลยว่าศาลาชุนิจะแข็งแกร่งขนาดนี้ ”
“ ข้าต้องรีบกลับไปแจ้งที่บ้านก่อนว่าหลังจากนี้ไปห้ามสร้างปัญหา ถ้าเกิดศาลาชุนิเพ่งเล็งล่ะก็แม้แต่ข้าก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ”
เหล่าขุนนางและแม่ทัพต่างก็พูดคุยกันด้วยความหวาดกลัว
จักรพรรดิเฉียนหลู่เทียนกลับมานั่งที่บังลังก์พร้อมกับสั่งให้ทุกๆคนเงียบ
“ ออกคำสั่งให้เรียกกองทัพไร้ลักษณ์กลับมาที่เมืองหลวงได้แล้ว ไม่จำเป็ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเหมืองแร่ิญญาอีกต่อไป ” จักรพรรดิเฉียงหลู่เทียนกล่าว
“ รับพระราชโองการ ” ขันทีคนสนิทของจักรพรรดิเฉียงหลู่เทียนกล่าวขึ้น
จักรพรรดิเฉียนหลู่เทียนโบกมือและหลับตาลงช้าๆก่อนที่จะลืมตามาและกล่าวว่า “ เื่ในวันนี้พวกเ้าจะบอกใครก็ได้ เพราะการที่พวกเราแจ้งตระกูลใหญ่ต่างๆก็จะทำให้พวกเขาระมัดระวังตัวมากขึ้น ”
เพียงไม่นานทั่วทั้งเมืองหลวงต้าเฉียนเหล่าตระกูลขุนนางและตระกูลใหญ่น้อยใหญ่ทั้งหลายก็ได้ทราบเื่ที่เกิดขึ้นในท้องพระโรง
ทำให้ตอนนี้ตระกูลต่างๆในเมืองหลวงต้าเฉียนถึงกับสั่งปิดประตูจวนของตัวเอง ส่วนพวกรุ่นเยาว์ที่ชอบสร้างปัญหาก็ถูกกักบริเวณไม่ให้ออกไปเที่ยวข้างนอกอีกเลย เพราะพวกเขากลัวว่าวันหนึ่งหัวของรุ่นเยาว์ของตระกูลพวกเขาจะถูกนำมาวางไว้ที่ทางเข้าจวนของตัวเอง
ตัดกลับมาที่หนานิ
เวลานี้หนานิได้รับข่าวจากหนิงขวงแล้วว่าตอนนี้จักรพรรดิของทั้งสองอาณาจักรยินยอมที่จะถอยกองทัพเพื่อให้ศาลาชุนิยึดครองเหมืองแร่ิญญา
ทางด้านของอาณาจักรต้าเฉียนดูเหมือนว่าเมิ่งฉีจะขู่แรงไปหน่อยทำให้จักรพรรดิเฉียนหลู่เทียนปฏิเสธที่จะรับส่วนแบ่งหนึ่งส่วน แต่ถึงอย่างนั้นในฐานะที่หนานิกล่าวไปแล้วเขาก็ต้องทำตามที่กล่าว
เมื่อปัญหาการแก่งแย่งชิงเหมืองแร่ิญญาจบลง าระหว่างอาณาจักรก็จบลงไปด้วย ชายแดนของทั้งสองอาณาจักรก็กลับมาสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง
ไม่นานข่าวที่อาณาจักรต้าเหยียนและอาณาจักรต้าเฉียนถอยกองทัพออกจากชายแดนก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งอาณาจักรทั้งสอง รวมไปถึงสายลับของทั้งสามอาณาจักรด้วยเช่นกัน พวกเขาต่างก็รีบนำข่าวกลับไปรายงานหัวหน้าของตัวเอง
จากนั้นไม่นานข่าวที่กองกำลังที่มีชื่อว่าศาลาชุนิได้ยึดครองเหมืองแร่ิญญาก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว สำหรับอาณาจักรต้าเหยียนพวกเขาไม่ได้สงสัยในความแข็งแกร่งของศาลาชุนิ แต่อาณาจักรที่เหลือพวกเขาต่างอยากรู้เื่ของศาลาชุนิมากขึ้นกว่าเดิม
ไม่นานสายลับจากอาณาจักรต่างๆก็รับรู้ว่าศาลาชุนิเป็กองกำลังลับที่อยู่ในอาณาจักรต้าเหยียน พวกเขามีความแข็งแกร่งอย่างมาก แม้กระทั้งยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ก็ยังถูกสังหารภายใต้ศาลาชุนิมาแล้ว ทำให้ตอนนี้ชื่อเสียงของศาลาชุนิกลายเป็ที่พูดคุยของชนชั้นสูงของทั้งสามอาณาจักรที่เหลือ
และที่สำคัญคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงของอาณาจักรต้าเฉียนก็ถูกรายงานไปยังราชสำนักของอีกสามอาณาจักรที่เหลือ โดยพวกเขารายงานว่าศาลาชุนิมียอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์เป็จำนวนมากและมีแม้กระทั้งระดับเหนือยุทธ์ด้วยซ้ำ
สำหรับเื่ของเซียนยุทธ์ถูกเก็บเป็ความลับทำให้สามอาณาจักรที่เหลือไม่รู้ แต่เพียงแค่ระดับเหนือยุทธ์อย่างเดียวก็ทำให้สามอาณาจักรที่เหลือต้องหวาดกลัวและให้ความสำคัญกับศาลาชุนิแล้วล่ะ
ด้วยการที่ศาลาชุนิทำให้าระหว่างสองอาณาจักรจบลง ทำให้ชาวบ้านทั้งหลายได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ทำให้ชาวบ้านต่างก็แสดงความเคารพต่อศาลาชุนิมาก
เวลานี้หนานิกำลังนั่งดื่มชาพร้อมกับอ่านรายงานที่ศาลาชุนิได้ทำการกวาดล้างองค์กรชั่วร้ายจนพวกมันไม่กล้าที่จะโผล่หัวออกมาข้างนอกแล้ว ซึ่งนี้ทำให้ผู้คนของอาณาจักรต้าเหยียนยิ่งรักศาลาชุนิมากกว่าเดิม ถึงขั้นที่ว่าบางเมืองมีการสร้างสถานที่ไหว้เ้าหรือศาลให้กับศาลาชุนิเพื่อให้ผู้คนกราบไหว้ด้วยซ้ำ
ส่วนทางด้านของชิงหยินและชิงหลานก็นั่งอยู่ด้านข้างเพื่อคอยช่วยเหลือหนานิ
หลังจากที่อ่านรายงานในเอกสารจบ เขาก็ดีดนิ้วเบาๆเอกสารเ่าั้ก็ถูกเผากลายเป็เถ้าถ่าน
“ พวกเ้าไม่ต้องมาคอยดูแลข้าขนาดนี้ก็ได้เอาเวลาพวกนี้ไปฝึกยุทธ์เถอะ ถ้าหากพวกเ้าเข้าสู่ระดับราชันยุทธ์เมื่อไหร่ก็สามารถใช้โอสถเบิกยุทธ์กลายเป็จักรพรรดิยุทธ์ได้ในทันที” หนานิกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เพียงแต่ชิงหยินและชิงหลานต่างมองหน้ากันและส่ายหน้าเป็คำตอบ
“ ข้าน้อยไม่ได้้าที่จะแข็งแกร่งขนาดนั้น ข้าน้อย้าที่จะคอยดูแลนายท่านอยู่ใกล้ๆก็เพียงพอแล้วเ้าคะ ” ชิงหยินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ชิงหลานเองก็กล่าวเสริมขึ้นว่า “ เป็อย่างที่ชิงหยินบอกเ้าคะ ขอเพียงได้ดูแลนายท่านแบบนี้พวกเราก็ไม่้าอะไรมากแล้วเ้าคะ ”
ในอดีตทั้งสองเป็เพียงแค่เด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง แต่แล้ววันหนึ่งพวกนางก็ได้ถูกศาลาชุนิรับตัวไปฝึกวรยุทธ์ จนกระทั้งตอนนี้พวกนางเป็ถึงยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ที่ทรงพลัง เพราะแบบนี้ทั้งสองจึงจงรักภักดีต่อศาลาชุนิและนายท่านที่เป็ผู้ที่ให้พวกนางเกิดใหม่อีกครั้ง
หนานิถอนยิ้มและกล่าวขึ้นว่า “ แต่ถ้าหากพวกเ้าแข็งแกร่งขึ้นพวกเ้าก็จะสามารถช่วยงานข้าได้มากขึ้นนะ แถมข้าก็จะใช้งานพวกเ้ามากขึ้นด้วยถ้าหากพวกเ้าแข็งแกร่งขึ้น ”
ชิงหยินและชิงหลานครุ่นคิดก่อนที่จะมองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนที่จะเห็นด้วยกับคำกล่าวของนายท่าน ถ้าหากพวกนางแข็งแกร่งขึ้น พวกนางก็ยิ่งช่วยเหลือนายท่านได้ง่ายขึ้นอีกด้วย อย่างน้อยๆระดับจักรพรรดิยุทธ์ก็สามารถเดินทางไปไหนมาไหนทั่วทั้งอาณาจักรต้าเหยียนหรือแม้กระทั้งทั่วทั้งทวีปฮุยต้วน
“ ในเมื่อพวกเ้าเข้าใจแล้วก็ดี เช่นนั้นข้าจะให้ภารกิจกับพวกเ้าทั้งสองถ้าหากสามารถไปถึงระดับราชันยุทธ์ได้ภายในเวลาหนึ่งปี ข้าจะมอบอาวุธระดับตำนานสองดาวให้คนละหนึ่งชิ้น ” หนานิกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ดวงตาของชิงหยินและชิงหลานเปร่งประกายด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่จะกลายเป็ความจริงจังในภายหลัง
“ นายท่านข้าจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวังอย่างแน่นอน ภายในหนึ่งปีข้าจะต้องไปถึงระดับราชันยุทธ์ให้ได้ ไม่สิเพียงแค่ครึ่งปีก็เพียงพอแล้ว ” ชิงหลันกล่าวด้วยความจริงจังและมุ่งมั่น
“ ใช่แล้วนายท่าน ข้าและชิงหยินจะต้องไปถึงระดับราชันยุทธ์ให้ได้ ” ชิงหลานกล่าเสริม
อาวุธระดับตำนานเป็อาวุธที่หาได้ยากอย่างยิ่งภายในอาณาจักรต้าเหยียน เนื่องจากอาวุธระดับนี้ต้องใช้เทคนิคการหลอมที่ยุ่งยากและยังต้องใช้สมาธิสูง ถ้าหากผิดพลาดเพียงเล็กน้อยทุกอย่างที่ทำมาก็สูญเปล่าในทันที
หลังจากที่มอบภารกิจให้ชิงหยินและชิงหลานแล้ว ทั้งสองก็รีบไปที่ห้องของตัวเองเพื่อฝึกวรยุทธ์ทันที พวกนางไม่้าที่จะเสียเวลาแม้แต่ลมหายใจเดียว
หนานิมองดูชิงหยินและชิงหลานที่ขยันฝึกฝนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“ ดูท่าข้าคงต้องเพิ่มกำลังพลให้มากขึ้นกว่านี้แล้ว เพื่อที่ว่าในอนาคตข้าจะได้ปกครองทั้งทวิีปฮุยต้วน ” หนานิพึมพำเบาๆ
หลังจากนั้นในทุกๆวัน หนานิก็ไปมาระหว่างสถาบันฉินเยี่ยและศาลาชุนิเพื่อที่จะฝึกฝนการต่อสู้กับหนิงขวงและคนอื่นๆที่แข็งแกร่งกว่า
นอกจากนี้ หนานิยังให้หนิงขวงและคนอื่นๆพยายามขยายกำลังพลของศาลาชุนิ รวมไปถึงหอการค้าหมื่นสมุทรให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
หนิงขวงและหยางผิงต่างก็รับคำสั่งจากหนานิก่อนที่พวกเขาจะร่วมมือกันในการค้นหารุ่นเยาว์ที่มีพร์หรือไม่ก็เด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งให้เข้าร่วมกับพวกเขา
หลังจากที่ได้ฝึกฝนผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์เป็ระยะเวลาสามถึงห้าปีแล้ว เมื่อพวกเขามาถึงระดับปราชญ์ยุทธ์พวกเขาก็จะได้เลือกที่จะเข้าร่วมกับสามหน่วยหลักได้แก่ หน่วยข่าวกรอง หน่วยลอบสังหาร และหอการค้าหมื่นสมุทร
เพราะแบบนี้ผู้ฝึกยุทธ์ของศาลาชุนิจึงจงรักภักดีต่อศาลาชุนิเป็อย่างมาก เพราะพวกเขารู้ว่าศาลาชุนินั้นแข็งแกร่งและทรงพลังขนาดไหน ถ้าหากพวกเขากล้าที่จะทรยศต่อศาลาชุนิ ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายเชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะต้องกลายเป็ศพอย่างแน่นอน
พริบตาเดียวกาลเวลาก็ผ่านไปอีกสองปี
เวลานี้หนานิอายุสิบแปดปีแล้ว เขาได้กลายเป็ที่หล่อเหลาผู้หนึ่งและเขายังได้กลายเป็ศิษย์หลักของสถาบันฉินเยี่ยแล้ว ทุกๆคนต่างรู้ดีว่าหนานิเป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ในวัยสิบแปดปี และเขาเคยต่อสู้เอาชนะปราชญ์ยุทธ์มาหลายคนแล้วเช่นกัน ทำให้เขากลายเป็รุ่นเยาว์ที่มีพร์มากที่สุดในสถาบันฉินเยี่ย
แม้ว่าหนานิจะสามารถเลือกได้ว่าจะออกจากสถาบันฉินเยี่ยหรือไม่ แต่เขาเลือกที่จะยังอยู่ที่สถาบันฉินเยี่ยต่อ เนื่องจากเขาชอบบรรยากาศของป่าไผ่ของที่นี้ แต่ถึงอย่างนั้นสักวันเขาก็ต้องออกจากสถาบันฉินเยียอยู่ดี หนานิจึงได้สร้างป่าไผ่ไว้ที่บ้านของเขาที่อยู่ตรงชานเมืองต้าฉินแล้ว
ส่วนทางด้านของหนานหลิน นางเองก็เติบใหญ่กลายเป็สาวงามอันดับต้นๆของเมืองต้าฉิน นางยังกลายเป็บรรพจารย์ยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดในสำนักผู้ตรวจการด้วยเช่นกัน อีกทั้งนางก็ยังมีชื่อเสียงในเื่ของทักษะกระบี่ที่หาได้ยาก ตอนนี้นางอยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลาย ซึ่งเหนือกว่าอาจารย์ของนางปิงมู่หลิงเสียอีก
ตอนนี้ปิงมู่หลิงก็ได้ทะลวงเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์แล้วเช่นกัน แต่ทว่าอยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นกลางเท่านั้น ซึ่งยังอ่อนแอกว่าหนานหลินอยู่หนึ่งขั้นย่อย
แต่ความจริงไม่มีใครรู้เลยว่าแท้จริงแล้วหนานหลินนั้นมีความแข็งแกร่งระดับเหนือยุทธ์แล้ว เนื่องจากใน่สองปีมานี้หนานิได้ให้หม่าซีเยว่ฝึกฝนหนานหลินอย่างลับๆและปกปิดความแข็งแกร่งของนางเอาไว้
ต้องบอกว่าเหนือยุทธ์ในวัยยี่สิบปีนี้ถือว่าเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของทวีปฮุยต้วนได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นหนานหลินก็ยังคงปกปิดความแข็งแกร่งของตัวเองเอาไว้อย่างที่หม่าซีเยว่บอก
แน่นอนว่าคนของเมืองหลวงต้าฉินต่างรู้ดีว่าหนานิแห่งสถาบันฉินเยี่ยและหนานหลินแห่งสำนักผู้ตรวจการเป็พี่น้องกัน ทำให้ผู้คนในเมืองต้าฉินต่างแสดงถึงพูดคุยถึงความแข็งแกร่งของทั้งสอง
ส่วนทางด้านของตระกูลหนาน หนานเฟยหยุน หนานอวี้และซวี่ลั่วต่างก็มาถึงระดับเหนือยุทธ์ขั้นสมบูรณ์แล้ว อีกเพียงนิดเดียวก็เข้าสู่ระดับเซียนยุทธ์ได้สำเร็จ
สำหรับตระกูลหนาน ณ หมู่บ้านหยุนฉาง
หนานเฟยหยุนในตอนแรกเขาคิดที่จะลงจากตำแหน่งผู้นำตระกูลและจะส่งมอบตำแหน่งผู้นำตระกูลให้กับผู้าุโคนใดคนหนึ่ง แล้วเขาก็จะย้ายมาอยู่ที่เมืองต้าฉินกับลูกๆของเขา
แต่ทว่าเหล่าผู้าุโในตระกูลต่างปฏิเสธเสียงแข็ง พวกเขา้าให้หนานเฟยหยุนดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลต่อไป แม้กระทั้งบางคนถึงกับคุกเข่าอ้อนวอนให้หนานเฟยหยุนดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลต่อ
เนื่องจากผู้าุโทุกคนในตระกูลหนานรู้ดีว่าที่พวกเขามีวันนี้ได้ก็เพราะหนานิที่เป็ศิษย์ของท่านเซียน ถ้าหากหนานเฟยหยุนลงจากตำแหน่งผู้นำตระกูลแล้ว ทรัพยากรที่พวกเขาได้รับในการฝึกฝนอาจจะได้น้อยลงไปด้วยและอีกอย่างทุกๆคนในตระกูลรู้ดีว่าหนานเฟยหยุนในปัจจุบันเป็ถึงยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ ซึ่งก็เพียงพอที่จะปกครองตระกูลหนานแล้ว
แม้ว่าผู้าุโคนอื่นๆจะมีความแข็งแกร่งระดับจักรพรรดิยุทธ์เหมือนกัน แต่ถ้าหากจะให้เทียบกับอำนาจบารีของหนานเฟยหยุน ผู้าุโเ่าั้เรียกได้ว่าอยู่ห่างไกลจากหนานเฟยหยุนหลายล้านลี้เลยทีเดียว
เพราะแบบนี้เมื่อหนานเฟยหยุนบอกว่าจะย้ายไปอยู่เมืองต้าฉิน ผู้าุโทั้งหมดในตระกูลหนานจึงตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่เมืองต้าฉินด้วย
ส่วนชาวบ้านในหมู่บ้านหยุนฉาง เมื่อพวกเขาได้ยินว่าตระกูลหนานกำลังจะย้ายไปยังเมืองต้าฉิน ชาวบ้านบางส่วนตัดสินใจที่จะติดตามตระกูลหนานไปยังเมืองต้าฉิน เพราะพวกเขารู้ดีว่าตระกูลหนานในปัจจุบันไม่ได้อ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ชาวบ้านในหมู่บ้านหยุนฉางรู้ว่าตระกูลหนานแข็งแกร่งมาก แต่ไม่รู้ว่าแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีชาวบ้านบางส่วนที่ฉลาดและรู้ดีว่าถ้าหากพวกเขาติดตามตระกูลหนานไปยังเมืองต้าฉิน อนาคตของพวกเขาจะต้องดีขึ้นกว่านี้
ด้วยเหตุนี้ทำให้มีชาวบ้านนับพันคนได้มาที่ตระกูลหนานเพื่อขอติดตามพวกเขาไปยังเมืองต้าฉินด้วย แม้ว่าจะต้องทำงานเป็บ่าวรับใช้ก็ตาม
หลังจากที่หนานเฟยหยุนรู้เื่เขาก็ติดต่อไปหาหนานิเพื่อปรึกษาทันที ถึงอย่างไรหนานิในเมืองต้าฉินก็นับว่าเป็เ้าถิ่นในระดับหนึ่งแล้ว เพราะเขาอาศัยอยู่ที่นี้มานานกว่าสามปี แถมที่ดินของตระกูลหนานก็เป็ที่ดินที่หนานิหามาให้อีกด้วย
เมื่อหนานิทราบข่าวเขาก็ได้บอกให้หยางผิงซื้อที่ดินด้านนอกของเมืองต้าฉินที่ิติดกับเมืองต้าฉินและจะสร้างหมู่บ้านหยุนฉางขึ้นมาใหม่ที่ตรงนั้นแทน
เพียงแต่กว่าจะสร้างหมู่บ้านขึ้นมาใหม่คาดว่าจะต้องใช้เวลาหลายเดือน ซึ่งผู้คนในหมู่บ้านหยุนฉางที่จะติดตามตระกูลหนานไปที่เมืองต้าฉินรู้ข่าว พวกเขาก็อาสาที่จะช่วยกันสร้างหมู่บ้านขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาอีกต่อไป
เนื่องจากใน่เวลาที่ผ่านมาตระกูลหนานได้มอบทรัพยากรบางส่วนให้กับชาวบ้านในการฝึกฝน ทำให้ชาวบ้านที่จะติดตามตระกูลหนานไปคือผู้ฝึกยุทธ์ แม้ว่าจะเป็เพียงแค่นักยุทธ์หรือยอดยุทธ์ พวกเขาก็ถือว่าเหนือกว่าคนธรรมดามาก
เพราะแบบนี้หนานเฟยหยุนจึงได้ให้ผู้าุโบางส่วนพาชาวบ้านมาที่หมู่บ้านหยุนฉางใหม่และให้พวกเขาสร้างจวนตระกูลหนานขึ้นมาใหม่ที่นั้นด้วย
สำหรับหมู่บ้านหยุนฉางทีู่เามู่อวิ๋น หนานเฟยหยุนก็จะมอบมันให้กับติงอี้ซึ่งเป็ผู้ดูแลหอการค้าหมื่นสมุทรเพื่อเป็การขอบคุณที่พวกเขาช่วยเหลือตระกูลหนานมาอย่างยาวนานหลายปี
แม้ว่าจะเป็หมู่บ้านที่อยู่นอกเมืองต้าฉินแต่ทว่ามันคือที่อยู่ของตระกูลหนานในอนาคต หนานิย่อมต้องสร้างมันขึ้นมาให้หรูหราและยิ่งใหญ่
เพราะฉะนั้นแล้วหนานิจึงได้บอกกับหยางผิงว่าจะทุ่มงบประมาณส่วนหนึ่งของตัวเองในการสร้างหมู่บ้านหยุนฉางขึ้นมาใหม่ไม่สิ พวกเขาจะเปลื่ยนชื่อหมู่บ้านเป็ ‘ หมู่บ้านตระกูลหนาน ’