1
ยอดหุบเขาสำนักเสียงหรูเป็สถานที่ไว้อาลัยแด่เ้าสำนักฝู ต้นไม้น้อยใหญ่บริเวณรอบ ๆ มีลักษณะใบเป็สีขาวบริสุทธิ์ เหยาเยี่ยชิง เดินทางมายังสำนักแห่งนี้เพื่อลักลอบนำหินข้างสุสานของเ้าสำนักฝูกลับไปแลกกับเงินรางวัลในตำบลซินอี้ เดิมทีเขารับเฉพาะภารกิจตามหาสิ่งของแต่คราวนี้เป็ภารกิจลักขโมยครั้งแรกจึงครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะตกปากรับคำ
ผู้คนต่างเล่าลือกันว่าค่ายกลตระกูลฝูยิ่งใหญ่ยากจะทำลายลง หลังรับภารกิจมาคราแรกเขาจึงหวั่นอยู่นานแต่เมื่อมาถึงกลับผ่านข่ายอาคมมาอย่างง่ายดายจนน่าแปลกใจ
สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ตรงหน้ามีสีสันที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกน่ายำเกรง เขาเดินทางมาถึงยอดเขานานมากแล้วแต่ก็คิดไม่ตกว่าจะเข้าไปดีหรือไม่
ภารกิจครั้งนี้ถูกไหว้วานมาจากคนสนิทเพราะไม่มีผู้ใดสามารถเข้ามายังยอดเขาฝูได้ ตัวเขาปฏิเสธอยู่สามครั้งสามคราก็รับมาอย่างจำใจ แต่เมื่อมาถึงจุดหมายก็เกิดความลังเล หินหนึ่งก้อนอาจไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใดแต่เขากลับไม่ชมชอบกับคำว่าขโมยนัก
เหยาเยี่ยชิงถอนหายใจออกยาวเหยียดคิดจะหันหลังเดินกลับออกไปร่างกายกลับชะงักเกร็งั้แ่ศีรษะลามไปจนถึงปลายเท้า
“เมื่อไหร่อาจารย์จิ้นจะกลับสำนักกัน” ศิษย์ของสำนักเสียงหรูสองคนกำลังเดินมุ่งหน้ามายังต้นไม้ที่เหยาเยี่ยชิงหลบอยู่
“ใคร!..กัน?” เมื่อร่างในเงาต้นไม้รู้ตัวว่าโดนจับได้ก็พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
"โจร?"
“แอบตรงทางเข้าเชียวรึ” เหลยเฟิงศิษย์สายตรงกล่าวด้วยสีหน้างงงวยอย่างยิ่ง
เลี่ยงหวงก็งงงวยเช่นกัน หากเป็คนไม่ประสงค์ดีจะอาจหาญแต่งชุดดำเชียว? ยอดเขาฝูเป็ที่ตั้งของเขตแดนศักดิ์สิทธิ์เลื่องลือว่าเป็ยอดเขาอาวรณ์ ต้นฮุ่ยหลินใบสีขาวกระจ่างจนทั่วหล้ากล่าวขานถึงความงดงาม มองจากตีนเขาก็เห็นสีขาวสะท้อนตาถึงจะเป็เด็กก็รู้ได้ว่าไม่ควรแต่งกายสีดำสนิทขึ้นมาขโมยสิ่งของ
“ข้าคิดว่าสัตว์ปีศาจของเ้าสำนักเป็แน่” เมื่อตัดสินหาเหตุผลได้ทั้งสองก็เดินไปตรวจตราโดยรอบต่อ
เสียงถอนหายใจหนักหน่วงดังออกมาจากร่างของเหยาเยี่ยชิง หลังได้สติเท้าของตนก็ได้เข้ามาอยู่ในสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่เสียแล้ว เขาใช้มือปกปิดหน้าหวังสงบอารมณ์
‘….ครืด’ เสียงหินกระทบเป็ทางยาว
เหยาเยี่ยชิงได้สติกลับมามองสำรวจโดยรอบ เสาหินขนาดใหญ่ลวดลายประณีตหกต้นประดับประดาไปด้วยผ้าขาว ภายในสุดมีแท่นยกสูงและโต๊ะหิน ป้ายประดับตรงกลางเหนือโต๊ะเขียนด้วยลายมือที่งดงามอ่อนช้อยความว่า ‘เรือนเจียวลู่’ ทั้งสองฝั่งถูกประดับไปด้วยผ้าขาวเช่นกัน ทอดสายตาไปได้ไม่นานก็พบกับแหล่งกำเนิดเสียงที่อยู่ไม่ห่างจากแท่นสูงคล้ายทางลง
ถึงจะมีความใคร่รู้แต่เหยาเยี่ยชิงกลับเลือกหมุนกายเดินออกไปทางประตูบานใหญ่ ตอนนี้เขาไม่สนใจภารกิจอีกต่อไปจึงคิดเดินออกไปทางประตูหน้า
นิ้วเรียวััโดนบานไม้เนื้อเนียน ชั่วพริบตาประตูขนาดใหญ่ก็ถูกผลักเข้ามาจากภายนอกอย่างรวดเร็ว ลมแรงพัดจากหน้าประตูเข้าไปในเรือน เศษใบไม้ต่างลอยเข้าปะทะใบหน้าของเขาจนตั้งตัวไม่ติดกระเด็นตามกระแสลม
เมื่อเหยาเยี่ยชิงเห็นว่าตนกำลังจะลอยขึ้นก็รีบคว้าเสาหินไว้แน่น แต่จู่ ๆ เสาต้นใหญ่ก็หักต่อหน้าต่อตา
“..!?!?”
หลังดึงสติกลับมาได้เขาจึงรีบหยิบแส้หวังจะตวัดไปเกาะเสาอีกต้นแต่ยังไม่ทันเอื้อมไป เศษดินก็ลอยกระทบใบหน้า เหยาเยี่ยชิงเบิกตากว้างเมื่อเห็นสิ่งที่ลอยตามมาพร้อมเศษฝุ่น
เสาต้นใหญ่ลอยเข้าปะทะร่างที่พยายามหลบหลีกอย่างแรงจนเกินเป็เสียงดังสนั่น
เหยาเยี่ยชิงตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่าร่างกายาเ็ แขนข้างหนึ่งมีรอยถลอกขนาดใหญ่เืซึมออกมาเป็จำนวนมาก เขารวบรวมความคิดข่มกลั้นความเ็ปและเริ่มมองสำรวจ
ตรงหน้าเป็ทางทอดยาวประดับไปด้วยลวดลายเสียงอวิ๋น [1] สีฟ้าคราม ปลายทางมีแสงสว่างรำไร แต่ที่น่าแปลกคือประกายแสงเล็ก ๆ นั้นส่องสว่างดั่งหิ่งห้อยกระจัดกระจายไปทั่วทุกอณู
เหยาเยี่ยชิงหันมองไปยังทิศตรงข้ามก็พบเข้ากับบันไดหินจึงเข้าใจว่าตนถูกพัดตกลงมายังใต้ดินของเรือนเจียวลู่เป็แน่ เขากัดฟันฝืนอยู่นานกว่าจะพยุงตัวขึ้นได้ มือหนึ่งจับผนัง เท้าเริ่มก้าวออกเดินไปทางขึ้น
มาได้ครึ่งทางก็พบว่าปลายทางถูกปิดด้วยหินขนาดใหญ่รูปร่างคุ้นตา เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอดไม่นานก็เดินลงมาถึงจุดเดิมอีกครั้ง
เพียงคิดว่าจะต้องพาร่างที่าเ็เดินสำรวจก็หดหู่ใจหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพบว่าประกายแสงเล็ก ๆ เหล่านี้เป็สะเก็ดพลังเซียนแต่เป็พลังของผู้ใดนั้นไม่อาจรู้แจ้งได้
เหยาเยี่ยชิงตัดสินใจพยุงตัวเองเดินต่อ ตามทางเดินที่ทอดยาวมีแสงสว่างเล็ก ๆ เมื่อเดินไปจนถึงจุดหมายก็ตกตะลึงกับทิวทัศน์ตรงหน้า
เสี้ยววินาทีแรกเขาก็นึกขึ้นว่าตนตายแล้วมายังดินแดนเก้าชั้นฟ้า ภาพตรงหน้าทำให้ลืมเจ็บไปชั่วคราว ที่นี่ปกคลุมไปด้วยไอเซียนมองขึ้นไปเหมือนไม่อยู่ชั้นใต้ดิน
เบื้องหน้ามีต้นฮุ่ยหลินสีเขียวเข้มต้นใหญ่เท่าสิบตัวคนใต้ต้นไม้มีโลงใสขนาดใหญ่อยู่ ได้สติปลายเท้าก็หยุดยืนหน้าโลงแก้วั้แ่เมื่อใดไม่ทราบได้ ภายในบรรจุร่างกายคนผู้หนึ่งซึ่งมีผิวขาวราวกับหิมะ ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิทเหมือนกำลังหลับใหลยามค่ำคืน
งดงามเสมือนเื่เล่า
เหยาเยี่ยชิงพิจารณาชั่วครู่ก็พอจะเดาได้ว่าคงเป็เ้าสำนักฝูผู้ยิ่งใหญ่ คิดได้ดังนั้นจึงทำความเคารพอย่างจริงจังครั้งหนึ่ง หากไม่ได้คนผู้นี้ต่อสู้กับเหล่าปีศาจคงกล่าวได้ว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ดับสูญสิ้นไปั้แ่เมื่อห้าสิบปีก่อนแล้ว
เขาเงยหน้าขึ้นอีกคราบนโลงกลับมีกิ่งไม้ตกลงมาเสียแล้ว เหยาเยี่ยชิงเอื้อมมือไปหยิบกิ่งไม้หวังว่าจะเอาออก เสี้ยววิที่ปลายนิ้วััโดนโลงแก้วกลางอกของเขาก็เ็ปเหมือนโดนกระชาก สติพลันเลือนรางดับลงอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าหลับไปนานเพียงใด ลืมตาขึ้นอีกครั้งกลับพบว่าตนอยู่ในโลงเสียแล้ว ความรู้สึกเ็ปที่โดนหินกระแทกก็หายไปเช่นกัน
‘ปั๊ก’
“...ซูเหวินเ้าตื่นแล้ว!” อยู่ ๆ โลงใสก็ถูกเปิดออก สัตว์ตัวโตขนสีดำมันวาวตัดกับสีของก้อนเมฆบนท้องนภากำลังใช้เท้าเกาะบนขอบโลง หางยาว ๆ และบั้นท้ายโบกสะบัดไปมา
สมองของเหยาเยี่ยชิงกำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วง “ข้าอย…อุ๊ก!” เขาประคองตัวขึ้นนั่งหวังเอ่ยถามเื่ราวไม่ทันไรเ้าหมาตัวนั้นกลับะโเข้ามาในโลงเสียแล้ว แถมสองเท้าหน้ายังะโมาโดน่ท้องเข้าอย่างจัง
“ปัก..ปัก..ปัก..ปัก..” ที่คงแคบไปสำหรับสุนัข หางของมันส่ายกระทบซ้ายขวาของโลงแก้วเป็เสียงสนั่นชัดเจน หน้าตาของมันส่อแววดีใจอย่างยิ่ง
"เ้าออกไปก่อน..." พลังอุ้งเท้าของมันแทบทำให้เขาตายได้สามรอบ
หลังออกมาจากโลงอย่างทุลักทุเลก็สังเกตเห็นร่างคุ้นตานอนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงคืบ เหยาเยี่ยชิงรีบยกมือขึ้นมาดูก็พบว่าแขนของเขาเรียวยาว ชุดที่เดิมเป็สีดำกลับเป็สีฟ้าครามสว่าง
ใบหน้าที่เดิมอยู่แต่เพียงในเงาสะท้อนกลับนอนหลับแน่นิ่ง นั่นมันตัวของเขา!? ทั้งยังนิ่งสนิทไร้ลมหายใจ ขาทั้งสองอ่อนยวบเหมือนไม่มีแรงขึ้นมาทันใด สติกลับหายไปอีกครั้ง
“ซูเหวินข้าคิดถึงเ้า ั้แ่เ้าโดนพิษไปข้าเหงาอย่างยิ่ง” หลังออกมาจากโลงสุนัขตัวนั้นก็เดินมาคุยกับเขาอย่างสนิทสนม
“เ้าหลับไปนาน ข้ารอจนเบื่อยิ่งนัก” พูดไปหางสองข้างยังส่ายไปมาไม่หยุด สติที่หลุดแล้วออก ออกแล้วหลุดก็กลับมาอีกครั้ง
“ข้า..ไม่ใช่เ้าสำนักฝู” เมื่อเหยาเยี่ยชิงพูดจบหางใหญ่ของสุนัขตนนั้นก็หยุดชะงักทันที
“เ้าจำข้าไม่ได้หรือ”
“…"
“..?”
"ข้าแค่จะมา...ข้าหมายถึงแค่จะมานำของบางอย่างแต่จากนั้นก็..ข้าไม่ใช่เ้าสำนักฝู” เหยาเยี่ยชิงอธิบายอย่างรวบรัดและกำลังจะอ้าปากอธิบายเพิ่มแต่จู่ ๆ สุนัขตนนั้น ก็ขยายร่างเท่าสิบตัวคนมีเปลวเพลิงโหมรอบตัวอย่างรวดเร็ว
‘กรร’ หลิวหยางคำรามดังกึกก้องจนเหยาเยี่ยชิงยกมือปิดหูอย่างรวดเร็ว
หลิวหยางคือชื่อเรียกของสัตว์ปีศาจที่ทำสัญญากับเ้าสำนักฝู ปกติมันมีนิสัยดุร้ายเพราะเป็ลูกผสมระหว่างสุนัขและสิงโตสามเศียร เมื่อก่อนออกมาสร้างความเดือดร้อนแก่มนุษย์บ่อย ๆ เ้าสำนักฝูจึงใช้เวลากว่าสองวันกว่าจะสยบปีศาจหลิวหยางลงได้
ลักษณะของมันภายนอกดูคล้ายสุนัขแต่หากว่ามันโกรธขึ้นมาร่างกายจะเปลี่ยนขนาดและส่วนหัวจะงอกออกมาเพิ่มอีกสองหัว
เมื่อมันเห็นท่าทางของเหยาเยี่ยชิง ชั่วอึดใจร่างของหลิวหยางก็เดินมาตรงมาที่เขา มันค่อย ๆ ก้มหน้าลง
หนึ่งครั้ง...สองครั้ง...สามครั้ง ลิ้นอันอ่อนชุ่มของมันตวัดไปมาระหว่างใบหน้าของเขา