“เฮ้อ ก้านไม้ไผ่ก็คือก้านไม้ไผ่ ความทนทานยังไม่ดีเท่าพลาสติก! แต่ถึงอย่างนั้นในต้าถังก็ไม่มีพลาสติดเลย! ช่างเถอะ อย่างน้อยข้าก็บินหนีออกจากวังได้แล้ว! ฮึ…นายน้อยอยากเล่นอะไรก็ต้องได้เล่น ฮ่า ๆ ๆ…”
เวลานี้หลี่เฉิงเฟิงอ้าปากหัวเราะลั่นอยู่บนถนน
อยู่ในวังอุดอู้น่าเบื่อจริง ๆ
เมื่อไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยามเบื่อหน่ายเขาก็ทำได้เพียงเล่นกับพวกเสี่ยวหลาน อาไฉ ไม่ก็เล่นหมากรุกกับหลี่ยวน อย่างไรก็ตามวันเหล่านั้นช่างน่าเบื่อเหลือทน นี่ไม่ใช่ชีวิตที่หลี่เฉิงเฟิงต้องการ
หลังจากมาที่ถนนฉางอัน หลี่เฉิงเฟิงก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น
ราวกับกายใจถูกปลดปล่อย หลุดพ้นจากพันธนาการ!
หลี่เฉิงเฟิงหยิบถุงทองใบหนักออกจากกระเป๋าของเขา
“หึหึ ยังดีที่ก่อนออกมาจากจวนเจิ้นอ๋อง ข้าพกถุงทองมาด้วย! เงินเหล่านี้คงเพียงพอให้ข้าเที่ยวเล่นบนถนนฉางอันได้เป็นเดือน!”
ดังนั้นหลี่เฉิงเฟิงจึงเดินไปตามถนนฉางอันอย่างฉับไว
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างมองมาที่หลี่เฉิงเฟิงด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น
ท้ายที่สุดเสื้อผ้าของหลี่เฉิงเฟิงเป็นผ้าเนื้อดี เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่เหมือนเด็กตระกูลร่ำรวย ดังนั้นผู้คนที่ผ่านไปมาจึงรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากว่าลูกเศรษฐีคนนี้ กล้าเดินเล่นอยู่ในถนนฉางอันคนเดียวได้อย่างไร?
เขาไม่มีผู้ใหญ่ติดตามมาด้วยเช่นนี้ ไม่กลัวเลยหรือ?
“ขายถังหูลู่ ขายถังหูลู่!”
“เถ้าแก่ ขอถังหูลู่ให้ข้าสองไม้!”
“ได้เลยคุณชายน้อย นี่ของท่าน!”
หลี่เฉิงเฟิงเข้าไปหาพ่อค้าเร่ ก่อนจะซื้อถังหูลู่สองไม้มากิน
“ทั้งหมดสี่เหรียญทองแดง ขอบคุณคุณชายน้อย!”
“สี่เหรียญทองแดงหรือ? แต่ข้าไม่มีเงินน่ะสิ?”
“อะไรนะ? คุณชายน้อยท่านอย่าล้อข้าเล่น ดูเสื้อผ้าที่ท่านสวมใส่สิ หากมิใช่คนของตระกูลขุนนางก็เป็นคนของตระกูลเศรษฐี ท่านจะไม่พกเหรียญทองแดงออกมาด้วยได้อย่างไร?”
“ข้าไม่มีเหรียญทองแดงจริง ๆ ! แต่ข้ามีทอง!”
จากนั้นหลี่เฉิงเฟิงก็ล้วงมือค้นในกระเป๋า แล้วในที่สุดก็ดึงกระเป๋าใบเล็กสีดำออกมา
พร้อมกับหยิบก้อนทองออกมาอย่างเด่นชัด
ดวงตาของพ่อค้าหาบเร่เป็นประกายในทันใด
แม้แต่ผู้คนที่สัญจรไปมาก็ยังมองไปที่หลี่เฉิงเฟิงด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ทอง นั่นทองหรือ?”
“ว้าว เด็กน้อยคนนั้นจ่ายทองได้ เขาจะต้องเป็นเด็กในตระกูลเศรษฐีแน่นอน!”
“คุณชายน้อย ท่าน ท่านจะจ่ายด้วยทองจริงหรือ?”
พ่อค้าหาบเร่มองหลี่เฉิงเฟิงด้วยดวงตาเปล่งประกาย
หลี่เฉิงเฟิงพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ก็ใช่น่ะสิ ถ้าข้าไม่จ่ายด้วยทอง ข้าจะจ่ายเงินอย่างไร? หรือว่าข้าต้องจ่ายด้วยศักดิ์ศรี?”
“ฮ่าฮ่า คุณชายน้อยท่านช่างเข้าใจล้อเล่น!”
พ่อค้าเร่มีท่าทีลำบากใจ ขณะเอ่ยว่า “แต่คุณชายน้อย หากท่านจ่ายทองให้ข้า เกรงว่าข้าคงไม่มีเงินทอนให้ท่านได้!”
“ไม่ต้องทอน เจ้าขายถังหูลู่ทั้งหมดให้ข้าก็พอแล้ว”
“ตกลง คุณชายน้อยท่านพูดแล้วนะ ห้ามหลอกกันเชียว!”
“แน่นอน ข้าไม่หลอกเจ้าหรอก เอาทองเจ้าไป เอาถังหูลู่ข้ามา ทีนี้เจ้าก็กลับไปนอนได้!”
หลังจากพูดจบ หลี่เฉิงเฟิงก็โยนทองให้พ่อค้าเร่
พ่อค้าเร่ใช้ฟันกัดก้อนทอง เมื่อรู้ว่าเป็นของจริง เขาก็ฉีกยิ้มออกมาทันที
จากนั้นเขาจึงมอบถังหูลู่ทั้งหมดให้หลี่เฉิงเฟิง ก่อนจะรีบกล่าวขอบคุณ แล้วออกไปจากถนนฉางอันในที่สุด
หลี่เฉิงเฟิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ขณะกินถังหูลู่ที่ทั้งแดงทั้งใหญ่
“เปรี้ยว หวาน…สดชื่นจัง!”
“หงั่มหงั่ม!”
หลี่เฉิงเฟิงกัดกินมันพลางเก็บถุงทองสีดำลงไปในกระเป๋าของเขา
คนที่ผ่านไปมาต่างรู้สึกอิจฉา
“นี่หรือคุณชายตระกูลสูงศักดิ์? ออกมาข้างนอกยังพกทองมากมาย? ข้าเห็นคุณชายคนนั้นมีหนึ่งร้อยเหรียญทองไม่ก็ห้าสิบเหรียญทองเชียวล่ะ!”
“จุ๊จุ๊จุ๊ ร่ำรวยเกินไปแล้ว แม้พวกเราจะยืดหยัดทำงานทั้งชีวิต ยังทำเงินไม่ได้เยอะเพียงนั้นเลย!”
“พ่อค้าเร่คนนั้นได้กำไรมหาศาลแล้ว เขาขายถังหูลู่ทั้งเดือนยังได้เงินไม่ถึงหนึ่งเหรียญทองด้วยซ้ำ วันนี้ได้พบคุณชายผู้สูงศักดิ์ ขายถังหูลู่ได้มากถึงหนึ่งเหรียญทอง? เฮ้อ คนจะรวยต้องพึ่งโชคชะตาแล้วจริง ๆ !”
เหล่าคนเดินเท้าล้วนคร่ำครวญถึงความมั่งคั่งของหลี่เฉิงเฟิง
หลี่เฉิงเฟิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
ทองแค่นี้ก็ทำให้พวกเขาตะลึงได้แล้วรึ? ที่บ้านข้ายังมีทองที่ไม่ได้เอาออกมาใช้อีกตั้งหลายกล่อง!
ถ้านำออกมาใช้ทั้งหมด ข้าสามารถซื้อร้านค้าถนนฉางอันได้มากกว่าครึ่งสายด้วยซ้ำ!
ทว่าหลี่เฉิงเฟิงไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าหมายของชายชุดดำสองคนที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด
เห็นเพียงชายชุดดำทั้งสองมีแววตาโหดเหี้ยม จับจ้องหลี่เฉิงเฟิงตาไม่กะพริบ
หลี่เฉิงเฟิงเดินตรงไปข้างหน้า ขณะที่พวกเขาเดินตามหลังไปอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งรอจังหวะลงมือ
ดั่งคำที่ว่า พรสวรรค์มิควรเปิดเผย สิ่งนี้สมเหตุสมผล
โดยเฉพาะในโลกคนแข็งแกร่งกินคนอ่อนแอ มีเงินไร้อำนาจถือเป็นบาป
เจ้ามีเงิน แต่เจ้าไร้อำนาจ เมื่อถูกคนฉกชิงเงิน ก็นับว่าสมควรแล้ว
หลี่เฉิงเฟิงรู้สึกถึงบางอย่างผิดปกติ เขามักรู้สึกว่าท่ามกลางผู้คนมีสายตาแปลก ๆ หลายคู่จ้องมองมายังเขา แต่ก็บอกไม่ได้ว่าถูกมองมาจากตรงไหน!
ดังนั้นหลี่เฉิงเฟิงจึงเดินต่อไป
……
ระหว่างทาง หลี่เฉิงเฟิงพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา
มีคนหาบเร่ตะโกนเสียงดัง มีชายชราขอทานอยู่ตามท้องถนน
นอกจากนี้ยังมีชนชั้นสูงที่ออกมาเดินเล่นบนถนนฉางอันพร้อมกับคนรับใช้จำนวนมาก
ขุนนางเหล่านั้นคงเป็นข้าราชการระดับสูงของต้าถังสินะ?
ทว่าหลี่เฉิงเฟิงไม่คิดจะเข้าไปทักทาย เพราะหากพวกเขาจำตนได้ บางทีพวกเขาอาจจะกลับเข้าวังเพื่อทูลต่อหลี่ซื่อหมินว่า ตอนนี้ตนกำลังร่อนเร่อยู่บนถนนฉางอัน!
อีกทั้งการที่หลี่เฉิงเฟิงออกมาในครั้งนี้ แท้จริงแล้วแค่ต้องการเห็นวิถีชีวิตของราษฎรในต้าถังว่าเป็นอย่างไร
หลังจากตรวจตราดูบางส่วนแล้ว หลี่เฉิงเฟิงก็พบว่า ราษฎรของต้าถังนั้น คนจนกับคนรวยมีช่องว่างระหว่างกันเยอะมาก
คนรวยมีเงินตะโกนไปพลางดื่มสุราดอกไม้ไปพลาง คนจนไร้เงินนอนขออาหารอยู่ข้างถนน เมื่ออดอยากขาดอาหารก็ทำได้แค่อดตาย
อีกทั้งตอนนี้เป็นปีแห่งภัยแล้ง คนยากจนบนถนนฉางอันจึงมีมากขึ้นเรื่อย ๆ !
หลี่เฉิงเฟิงรู้สึกทนไม่ได้เมื่อเห็นกลุ่มเด็กขอทานอยู่ข้างถนน
แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนขี้ใจอ่อน แต่เขาก็ไม่อยากเห็นเด็กอายุไล่เลี่ยกัน ขอทานอยู่บนถนนหรืออดตายเพราะขาดแคลนอาหาร
นอกจากนี้ยังมีชายแก่หญิงชราสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งมีสีหน้าหิวโหยอีกด้วย สิ่งนี้ทำให้หลี่เฉิงเฟิงรู้สึกหดหู่เป็นอย่างยิ่ง
ท้ายที่สุด ในภพชาติก่อนหลี่เฉิงเฟิงมีปู่ย่าคอยเลี้ยงดู เมื่อเห็นผู้เฒ่าผู้แก่เหล่านี้ทุกข์ทรมาน หลี่เฉิงเฟิงจึงอดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้