[ชาติปัจจุบัน] เวลา 03.00 น. ณ คอนโดมิเนียมของจ้าวหยูซิน เมืองเซี่ยงไฮ้ ในปี ค.ศ. 2024
ห้องนอนของดร.จ้าวหยูซินเงียบสงบ อากาศเย็นสบายของคอนโดมิเนียมแ่เบาเคล้ากับกลิ่นหอมจาง ๆของดอกมะลิจากเครื่องอโรม่า ทุกสิ่งทุกอย่างดูราวกับไม่มีอะไรผิดปกติผนังสีขาวเรียบตัดกับโต๊ะไม้ที่วางแก้วโกโก้ร้อนไอควันที่ลอยขึ้นจากแก้วดูล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย เธอจ้องมองมัน ขณะเดียวกันใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความเ็ปที่ไม่อาจหาทางออกได้
เ้าเหมาๆ แมวน้อยสีเทาเงินของเธอนอนขดตัวอย่างอบอุ่นอยู่บนที่นอน ขนของมันเป็ประกายแ่เบาในแสงสลัว ร่างเล็กๆของมันขดเป็วงกลมสมบูรณ์ ราวกับกำลังสร้างโลกใบเล็กๆที่ปลอดภัยและเงียบสงบให้ตัวเอง
ในความเงียบสงัดนั้นความคิดในหัวของจ้าวหยูซินหมุนวนเหมือนเสียงสะท้อนอยู่ภายในกำแพงห้องเธอพยายามจิบโกโก้หวังให้ความอบอุ่นจากเครื่องดื่มจะช่วยให้เธอสงบลงแต่ก็เหมือนโกโก้ที่ค่อย ๆ เย็นตัวลง จิตใจของเธอก็ยังคงเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ
กลิ่นดอกมะลิอ่อนๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศเหมือนพยายามจะพูดกับเธอว่า "ทุกอย่างจะดีขึ้น"แต่เธอก็รู้ดีว่าไม่มีอะไรที่ง่ายดายขนาดนั้น ความรู้สึกในใจเธอยังคงยุ่งเหยิงหนาวเหน็บ ราวกับคำสาปโบราณที่ฝังอยู่ในชีวิตเธอั้แ่ชาติที่แล้วเธอไม่อาจหลีกหนีได้ ทุกย่างก้าวในชีวิตนี้ ดูเหมือนจะวนกลับมาที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ฉันพลาดตรงไหน?หรือทำอะไรผิดไป?” จ้าวหยูซินคิดวนเวียนอยู่เช่นนั้นความเ็ปของการถูกหักหลังยังคงหลอกหลอนเธอราวกับมีเงามืดแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของหัวใจ
เสียงกริ่งประตูดังขึ้นเบา ๆ แต่ก็เพียงพอที่จะดึงเธอออกจากวังวนของความคิดมือของเธอสั่นเล็กน้อยขณะที่เธอเอื้อมมือไปที่ลูกบิดประตู เมื่อเปิดออก เธอก็พบกับฟางชิงอี้ เพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ ยืนอยู่ตรงนั้นในชุดวอร์มเรียบง่าย
"อาชิง..." จ้าวหยูซินเอ่ยเสียงแ่ราวกับเสียงนั้นอาจแตกสลายไปในอากาศ
ฟางชิงอี้ไม่พูดอะไรเธอเดินเข้ามาและกอดจ้าวหยูซินอย่างแแ่ ราวกับว่าเธอรู้ว่าจ้าวหยูซิน้าการปลอบโยนมากแค่ไหน"ฉันอยู่ตรงนี้แล้วนะ อาซิน" เธอพูดเบา ๆ ข้างหูเพื่อนความอบอุ่นจากการอยู่เคียงข้างเพื่อนรักหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจของจ้าวหยูซินทีละน้อยๆ เธอนั่งลงบนโซฟา น้ำตาของเธอไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน ฟางชิงอี้นั่งลงข้าง ๆอย่างสงบ มือของเธอลูบหลังจ้าวหยูซินเบา ๆ ในความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจทั้งคู่ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรมาก
บางครั้งการอยู่ข้างคนที่เรารักโดยไม่ต้องใช้คำพูดก็เป็สิ่งที่เพียงพอแล้วที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเรายังมีที่พึ่งในโลกที่กว้างใหญ่และเปลี่ยวเหงานี้
*********************
[ชาติปัจจุบัน-ย้อนกลับไปตอนที่จ้าวหยูซินและฟางชิงอี้เจอกันครั้งแรก] เวลา 10.00 น. ณ โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง เมืองหางโจว ในปี ค.ศ. 2004
ณ โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในเมืองหางโจวท่ามกลางเสียงหัวเราะและความวุ่นวายของวันแรกที่เปิดเรียน จ้าวหยูซินในวัยแปดขวบนั่งอยู่ตรงมุมสนามเด็กเล่น แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านใบของต้นไม้ใหญ่หยาดแสงนั้นตกกระทบใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กหญิง ที่กำลังพยายามกลั้นน้ำตา เสียงหัวเราะและคำพูดเสียดสีจากเด็กผู้ชายสองคนยังคงก้องอยู่ในหูของเธอราวกับจงใจตอกย้ำสิ่งที่ทำให้เธอแตกต่าง
"ตาของเธอมันแปลกจัง น่าเกลียดที่สุด" หนึ่งในเด็กผู้ชายเอ่ยขึ้นคำพูดของเขาช่างเ็าและเฉียบคม "ตาเหมือนหยกเลย ยัยประหลาด!"
คำพูดเ่าั้เหมือนหนามที่ทิ่มแทงเข้าไปในใจของเด็กหญิงจ้าวหยูซินได้แต่ถอยหนี แต่ดูเหมือนว่าไม่ว่าเธอจะพยายามหนีอย่างไรเธอก็ไม่สามารถหลีกพ้นจากความจริงที่ดวงตาของเธอแตกต่าง เธอก้มหน้าลงพยายามปกป้องตัวเองจากสายตาที่จ้องมองอย่างวิพากษ์วิจารณ์ น้ำตาเริ่มไหลออกมาแม้เธอจะพยายามกลั้นไว้ ความเศร้าและโดดเดี่ยวดูเหมือนจะหนักหนาจนแทบจะรับไม่ไหว
ทว่าในขณะที่เด็กหญิงคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างชัดเจนและไม่สะทกสะท้าน “หยุดเดี๋ยวนี้! เธอไม่ได้ประหลาดซะหน่อย!”
เสียงนั้นเป็ของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ฝ่ากลุ่มเด็กผู้ชายเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัว‘ฟางชิงอี้’ เด็กหญิงตัวสูงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและมุ่งมั่นดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความกล้าหาญและเจตจำนงที่ชัดเจน"ถ้าพวกนายแตะต้องเธออีก ฉันจะจัดการพวกนายเอง!" ฟางชิงอี้ประกาศด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงมือเล็ก ๆ ของเธอกำหมัดแน่น ราวกับพร้อมจะปกป้องจ้าวหยูซินด้วยพลังทั้งหมดที่เธอมี
เด็กชายทั้งสองชะงักไปครู่หนึ่งสายตาของพวกเขาสะท้อนความลังเล และเมื่อได้สบสายตากับฟางชิงอี้ที่แน่วแน่มั่นคงพวกเขาก็ถอยหนีไปในที่สุดเสียงหัวเราะและคำพูดเสียดสีกลายเป็เพียงเสียงที่ห่างไกลออกไป
ฟางชิงอี้หันกลับมาหาจ้าวหยูซินใบหน้าของเธอที่เคยแข็งกร้าวตอนนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยน “เธอโอเคไหม?” ฟางชิงอี้เอ่ยถามเบา ๆ ขณะที่เธอเอื้อมมือออกมา จ้าวหยูซินพยายามจะเช็ดน้ำตาของตัวเองเธอรู้สึกทั้งเขินอายและโล่งใจ
“ขอบคุณนะ...”จ้าวหยูซินพูดเบา ๆ น้ำเสียงของเธอแ่เบาราวกับกลัวคำพูดจะหายไปในสายลม"เธอไม่รังเกียจฉันเหรอ... ตาฉันแปลกขนาดนี้" เธอเอ่ยอย่างไม่มั่นใจ
ฟางชิงอี้ยิ้มออกมารอยยิ้มนั้นสดใสและจริงใจ “ไม่เห็นมีอะไรต้องรังเกียจเลย ดวงตาของเธอสีเหมือนหยกเลยสวยมากต่างหาก เรามาเป็เพื่อนกันเถอะ ฉันชื่อฟางชิงอี้”
จากวินาทีนั้นพวกเธอก็กลายเป็เพื่อนสนิทกันความกล้าหาญและการปกป้องในวันนั้นได้หล่อหลอมมิตรภาพอันแน่นแฟ้นที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเพียงใดความทรงจำแห่งวันนั้นก็ยังคงสว่างไสวอยู่ในหัวใจของพวกเธอ