บทที่ 8 นั่นคือพี่สะใภ้ของข้าในอนาคตนะ!
ราตรีผ่านพ้น รุ่งอรุณมาเยือน
วันใหม่มาถึง ฟ้ายังไม่ทันสาง จูซู่ก็เริ่มวิชาที่สวนหลังบ้านเสียแล้ว
อันว่าการฝึกปรือย่อมมีวลีติดปากกันว่า ‘ฝึกหนาวสามเก้า ฝึกร้อนสามแดด*[1]’ นับั้แ่ที่จูซู่ได้ทะลุมิติมายังโลกนี้ เขาไม่เคยปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หากมีเวลาว่างเมื่อใด เขาจะต้องฝึกฝนวิชาอยู่เสมอ
แท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในโลกใด ย่อมมีเพียงพลังของตนเองเท่านั้นที่เป็ใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น บิดาของเขายังเป็ถึงบุรุษเช่นนั้น ในอนาคตยังมีหลานชายที่อาจจะมาตัดแคว้นของเขาอีก จูซู่จะไม่ขยันฝึกฝนได้อย่างไร!
“ครืนนนน~ ครืนนนน~”
เสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่ว ขณะที่จูซู่กำหมัดและเคลื่อนไหวร่างกาย เสียงดังราวกับเสียงอัสนีบาตคำรามออกมาจากร่างกาย สั่นะเืจิตใจของผู้ที่ได้ยิน
“ฮึบ! ฮึบ!”
ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงได้หยุดพัก หายใจเข้าลึก ๆ แล้วถอนหายใจออกมา “หากยังคงฝึกฝนในระดับนี้ คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยสองปี กว่าจะบรรลุถึงขั้นที่แปดของวิชาพลังัคชสาร!”
“ส่วนขั้นที่สิบสามอันเป็ขั้นสูงสุดนั้น ข้ายังมองไม่เห็นหนทางเลย!”
“แต่ว่า... ข้าอาจจะไปหาท่านพ่อขอโสมพันปีสักหน่อย ท่านน่าจะให้ข้ากระมัง! หรือถ้าท่านไม่ให้ ข้าก็จะแอบย่องเข้าคลังหลวง หาทางหยิบติดมือออกมาสักหน่อยก็แล้วกัน”
ครั้นเวลาผ่านไป จูซู่ฝึกยุทธจนแล้วเสร็จ กำลังจะรับประทานอาหารเช้า ก็มีขันทีประจำตำหนักรีบร้อนเข้ามารายงานว่า “องค์ชาย มีขันทีในวังหลวงมารับสั่งให้พระองค์เข้าเฝ้า บอกว่าเป็พระประสงค์ขององค์ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม? ท่านแม่้าพบข้าหรือ? ว่าไปแล้ว ข้าก็ไม่ได้พบท่านแม่มานาน นี่เป็โอกาสอันดีที่ข้าจะได้เข้าวังไปเยี่ยมท่านสักหน่อย”
“ไหน ๆ ก็จะเข้าวังทั้งที คงต้องหาโอกาสกราบทูลเื่ที่ข้าจะขอไปครองดินแดนกับท่านพ่อเสียหน่อยแล้ว”
“ด้วยวัยเท่าข้านี้ ก็ใกล้ถึงเวลาต้องไปปกครองดิแดนของตนแล้ว”
ณ พระตำหนักคุนหนิง*[2] ฮองเฮาหม่าทรงเตรียมอาหารโปรดขององค์ชายจูซู่ไว้พร้อมสรรพ รอเพียงโอรสองค์โปรดเสด็จมา ค่ำคืนวานนี้ หลังจากสดับฟังวาจาของฮ่องเต้ นางก็นอนไม่หลับไปเกือบทั้งคืน
ไม่นึกเลยว่าอู่อ๋องที่แสนดีจะมีความลับอันใหญ่หลวงเช่นนี้ซ่อนอยู่
เหตุใดนางผู้เป็มารดาจึงไม่ล่วงรู้เื่นี้มาก่อน
นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว!
ั้แ่กำเนิด อู่อ๋องผู้นี้ช่างแตกต่างจากเด็กคนอื่น เขามักเหม่อลอย เอ่ยถ้อยคำที่ผู้ใดก็มิอาจเข้าใจ บางที... ในยามนั้น อู่อ๋องคงเดียวดายนัก
ท่านแม่กับท่านพ่อนั้นช่างต่างกันยิ่งนัก ท่านพ่อมิเคยสังเกตเห็นความผิดปกติเช่นนี้
โชคยังดีที่อู่อ๋องเป็เด็กเฉลียวฉลาด มิเคยทำสิ่งใดเกินงาม
ทันใดนั้น จูซู่เดินอย่างรวดเร็วภายใต้การนำทางของนางกำนัลอวี้เอ๋อร์ เมื่อมาถึงเบื้องหน้าพระมารดา พระองค์ก็คุกเข่าลงพลางกล่าวว่า “ลูกขอถวายบังคมเสด็จแม่ นานนักแล้วที่ลูกมิได้มาเข้าเฝ้า ขอเสด็จแม่ทรงอภัย”
“เ้านี่หนอ...”
ฮองเฮาหม่ารีบประคององค์ชายจูซู่ขึ้น ปัดฝุ่นผงบนร่างอย่างอ่อนโยน แล้วกล่าวว่า “มิได้ตรัสกับเ้าแล้วหรือ เหตุใดต้องมากพิธีรีตองเช่นนี้เล่า ในเมื่อมีเพียงเราสองแม่ลูก”
“ข้ามิใช่ฮองเฮาของเ้า ข้าเป็เพียงท่านแม่ของเ้าเท่านั้น”
จูซู่คุกเข่าต่อหน้าฮองเฮาหม่าด้วยความเต็มใจยิ่ง ในยามที่อยู่กับฮ่องเต้ เขาได้รับเพียงการอบรมสั่งสอน หรือไม่ก็ถูกโบยตี แต่สำหรับฮองเฮาหม่าแล้ว องค์ชายน้อยได้รับความรักจากมารดาอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะภพชาติใด นางผู้นี้ก็คือท่านแม่ของเขา
“ท่านแม่!”
จูซู่เอ่ยปากอย่างร่าเริงพลางยันกายขึ้นโดยมีท่านแม่ของเขาคือฮองเฮาหม่า คอยช่วยพยุง เมื่อเหลือบมองอาหารบนโต๊ะ จูซู่ก็เอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ว่า “ท่านแม่ช่างเข้าใจข้ายิ่งนัก ล้วนแล้วแต่เป็ของโปรดของข้าทั้งสิ้น”
“เ้าเด็กคนนี้นี่”
“เ้าชอบสิ่งใด ท่านแม่เช่นข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร”
“รีบกินเถิด” ฮองเฮาหม่ากล่าวพลางยิ้ม
“ฮี่ ๆ” จูซู่หัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ งั้นข้าเริ่มกินเลยนะ”
มองจูซู่กินอย่างเอร็ดอร่อย สีหน้าของฮองเฮาหม่าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม พลางตรัสว่า “เผลอครู่เดียว เ้าห้าของบ้านเราก็โตจนถึงวัยที่ควรแต่งงานแล้ว… ว่าอย่างไรบ้าง มีสาวบ้านไหนถูกใจบ้างหรือไม่ บอกแม่มาสักคนเถอะ แม่จะไปสู่ขอให้”
“เื่นี้...”
‘ท่านแม่ไม่เอ่ยปาก ข้ายังกะว่าจะลืมเสียแล้ว ยุคก่อนกับยุคปัจจุบันช่างต่างกันนัก’
‘ในยุคสมัยใหม่ อย่าว่าแต่สิบแปดปีเลย แม้จะอายุยี่สิบแปดปียังไม่มีคนรักก็เป็เื่ธรรมดา พูดอะไรถึงเื่แต่งงานเล่า แต่ในสมัยก่อนนั้นแตกต่างสิ้นเชิง อายุเพียงสิบสี่สิบห้าปีก็เริ่มเตรียมการเื่แต่งงานกันแล้ว โดยทั่วไป อายุสิบหกสิบเจ็ดปีก็มีลูกกันแล้ว’
‘ท่านพี่ใหญ่มีบุตรั้แ่อายุสิบเจ็ดสิบสิบแปดปี ตัวข้าเองก็ควรจะมีภรรยาได้แล้วกระมัง พึงนึกถึงชาติที่แล้ว ตราบจนสิ้นชีพก็ยังคงเดียวดาย บุรุษผู้นี้ก็รู้สึกโศกเศร้าในใจอยู่บ้าง’
‘ชาติภพนี้ข้าเป็ถึงองค์ชาย’
‘อย่างไรเสียก็ต้องได้นางสนมมาสักเจ็ดแปดคนเป็อย่างน้อย!’
‘ยิ่งไปกว่านั้น! ผู้ใดมิงาม บุคลิกลักษณะไม่งาม นิสัยไม่งาม ข้ามิ้า’
‘ในเมื่อได้เป็ถึงองค์ชายแล้ว ย่อมต้องเลือกสักหน่อย อย่าได้เสียเกียรติ’
“อะแฮ่ม!” จูซู่กรแอมไอทีหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านแม่ ข้ายังเด็ก เื่นี้ยังไม่รีบร้อน”
“ยังไม่รีบร้อน!?”
ฮองเฮาหม่าร้อนใจขึ้นมาทันที กล่าวว่า “เ้าเด็กคนนี้ เ้าอายุสิบแปดปีแล้ว ยังเด็กอยู่อีกหรือ? ดูพี่ใหญ่ของเ้าสิ อายุสิบแปดปี เ้าสยงอิงก็เกิดแล้ว พี่รอง พี่สามของเ้าก็แต่งงานกันหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่เ้ากับเ้าสี่เท่านั้น ก่อนสิ้นปีนี้ เื่นี้จะต้องถูกสะสางให้เรียบร้อย”
“เอ่อ…” จูซู่ผงะไปครู่หนึ่ง ต่างก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี
ในตอนนี้ ฮองเฮาหม่าก็ตรัสขึ้นว่า “ให้แม่ช่วยเ้าคิดหน่อยเป็อย่างไร? ในหมู่ขุนนางทั่วไปนั้น มีบุตรสาวบ้านใดบ้างที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเ้า?”
“อืม… เหมือนว่าบุตรีของเว่ยกั๋วกง*[3] สวีต๋า*[4] จะอายุรุ่นราวเ้ากระมัง!”
“เช่นนั้น ข้าจะหาวันให้พวกเ้าทั้งสองพบปะกันดีหรือไม่?”
“หา! สวีเมี่ยวอวิ๋น!”
‘มิใช่นางคือภรรยาในอนาคตของพี่สี่หรอกหรือ! ยิ่งไปกว่านั้น นางผู้นี้ในภายภาคหน้าจะเป็ถึงฮองเฮาสวีผู้เลื่องลือ! ว่ากันว่านางงดงามดุจเทพธิดา ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น นางยังเฉลียวฉลาด มีสมญานามว่า หญิงงามผู้รอบรู้’
‘แรกเริ่มนั้น ท่านพี่จูตี้ดูจะไม่ค่อยพึงพอใจนางนัก แต่ต่อมากลับรักนางอย่างมิอาจห่างไกล’
‘ช่างคล้ายกับเสด็จพ่อ ที่ทรงรักใคร่ท่านแม่เพียงพระองค์เดียวชั่วชีวิต’
‘เหมือนจะเป็ธรรมเนียมของสกุลจูพวกเรากระมัง แม้ได้เป็ถึงฮ่องเต้ ก็มิเคยมักมากในรัก การรับพระสนมทั้งหลาย เพียงเพื่อสนองความ้าบางประการ และเพื่อให้มีรัชทายาทสืบสานราชบังลังก์เท่านั้น’
เมื่อคิดเช่นนี้ จูซู่ก็อดใจเต้นรัวมิได้
‘แต่นางผู้นี้คือพระชายาในอนาคตของท่านพี่สี่ คือพี่สะใภ้ของข้ามิใช่หรือ เช่นนี้มิเหมาะสมไปหน่อยหรือไม่?’
[1] เป็สำนวนจีนโบราณ หมายถึง การฝึกฝนอย่างหนักทั้งในฤดูหนาวและฤดูร้อน
[2] พระราชวังหรือพระตำหนักคุนหนิง (坤宁宫) เป็ชื่อของพระราชวังหลังหนึ่งในพระราชวังต้องห้าม (紫禁城) ของจีน เป็พระราชวังหลังสำคัญ เป็ที่ประทับของจักรพรรดินี (皇后) แห่งราชวงศ์ิ (明朝) มีความสำคัญทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม เป็หนึ่งในพระราชวังที่งดงามที่สุดในพระราชวังต้องห้าม
[3] เว่ยกั๋วกง (魏国公) เป็ตำแหน่งขุนนางชั้นสูงของราชวงศ์ิ
[4] สวีต๋า (徐达) เป็ขุนพลคนสำคัญใน่ต้นของราชวงศ์ิ (明朝) ของจีน เขาเป็หนึ่งในผู้ติดตามของฮ่องเต้จูหยวนจาง (朱元璋) ในการต่อสู้กับกองทัพของราชวงศ์หยวน (元朝) และมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งราชวงศ์ิ หลังจากที่จูหยวนจางขึ้นครองราชย์เป็จักรพรรดิหงอู่ ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก จนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง สวีต๋ามีชื่อเสียงในเื่ความสามารถทางการทหารและความภักดีต่อจักรพรรดิจูหยวนจาง