ตั้งแต่จิงซิงอี้ทำช่องเล็กๆที่ประตูเล็กหลังบ้านให้สุนัขจิ้งจอกลอดเข้ามาได้ ทั้งแม่ลูกสุนัขจิ้งจอกจะแวะเวียนมาหาเสมอ
บางครั้งเจ้าตัวเล็กก็แอบวิ่งมาหาเขาคนเดียวและอยู่กับเขาในบ้านไม่ยอมกลับ จนเขาออกไปคลินิก มันจึงจะยอมวิ่งลอดช่องเล็กออกไปจิงซิงอี้จึงต้องเตรียมอาหารและน้ำเอาไว้ให้พวกมันเสมอ
เช้าวันนี้เขาตื่นมาและวิ่งออกกำลังกาย พร้อมกับซ้อมท่ามวยหย่งชุนไปด้วยแล้วก็พบสองแม่ลูกวิ่งมารอที่ชายป่าเช่นเคย พวกมันอยู่ด้วย จนชายหนุ่มออกกำลังกายเสร็จ
เมื่อเขาออกจากบ้านไปถึงคลินิกก็พบรถสีดำคันหนึ่งจอดอยู่หน้าคลินิก และที่ม้านั่งหน้าคลินิก เขาก็เห็นจางเซี่ยเด็กหนุ่มที่เขาช่วยรักษาโรคหัวใจล้มเหลวเอาไว้และชายหญิงวัยกลางคนที่ถึงแม้จะแต่งตัวลำลอง แต่ก็รู้ว่าเป็นคนมีฐานะ นั่งรออยู่ที่หน้าคลินิกโดยมีเจิ้งเว่ย ผู้ช่วยของจางเซียว ยืนโทรศัพท์อยู่ข้างๆ
เมื่อพวกเขาเห็นจิงซิงอี้ลงจากจักรยาน ทั้งสองฝ่ายทักทายกันจิงซิงอี้เปิดประตูคลินิกและเชิญให้เข้ามานั่งรอข้างใน
ในขณะที่รอจิงซิงอี้เปิดคอมพิวเตอร์จัดเตรียมอุปกรณ์ พวกเขามองไปรอบคลินิกและก็ต้องประหลาดใจกับการตกแต่งและบรรยากาศในคลินิก
ถึงแม้จิงซิงอี้จะเป็นหมอหนุ่มอายุเพียง25-26ปีแต่เขาตกแต่งคลินิกด้วยไม้แบบคลาสสิคเหมือนกับคลินิกแพทย์จีนสมัยก่อนให้ความรู้สึกเคร่งขรึมเหมือนกับย้อนกลับไปสู่ยุคอดีต
พวกเขาคิดว่าจิงเซียวคงจะช่วยหลานชายออกแบบคลินิกด้วยเมื่อจางเซียวถามเขาว่าใครช่วยออกแบบให้ จิงซิงอี้ตอบว่า เขาออกแบบเอง พวกเขาจึงยิ่งทึ่ง
จิงซิงอี้เริ่มต้นการตรวจจางเซี่ยด้วยการสอบถามข้อมูลและกรอกประวัติของจางเซี่ย พร้อมกับวัดความสูง น้ำหนักและความดันของเขา จากนั้นจึงเชิญให้ไปที่ห้องตรวจด้านใน พร้อมกับทุกคน
เขาเริ่มต้นสอบถามอาการตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน เด็กหนุ่มเล่าว่า
“หมอวินิจฉัยว่าผมเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบซึ่งมาเกิดตอนอายุประมาณ 12-13 ขวบก่อนหน้านั้นผมเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ หมอที่รักษาผมมาตลอดบอกว่าน่าจะเกิดจากไวรัสนี้”
“อาการที่ผมเป็นตั้งแต่ตอนนั้นคือ เจ็บหน้าอก บางครั้งก็ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ เหนื่อยง่าย”
จิงซิงอี้เช็คแขนขาของเขาพบว่ายังไม่มีอาการบวมมาก จากนั้นจางเซี่ยก็เล่าต่อว่า
“ตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองเรียนหนักชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม เลยทำให้มีอาการแบบนี้ ผมก็พยายามนอนหลับพักผ่อนแต่มันก็ไม่ดีขึ้นมากนัก”
“จากนั้น ประมาณสองปีที่แล้วผมมีไข้สูง แล้วอาการใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจสั้นๆ เหนื่อยหอบก็เป็นหนักมากขึ้นจนครั้งล่าสุดที่ผมเจอคุณหมอแล้วผมหัวใจวาย คือตอนที่เป็นหนักที่สุด”
จิงซิงอี้ขอดูข้อมูลจากหมอแผนปัจจุบันที่พวกเขานำมาด้วยจากนั้น เขาจึงเริ่มต้นตรวจอาการของเด็กหนุ่มด้วยการสังเกตสีหน้า ตรวจลิ้น ดวงตาจับชีพจร และก็พูดว่า
“หมอที่รักษาคุณก่อนหน้านี้ก็รักษาได้ตรงตามอาการนะ”
จางเซียว พ่อของเด็กหนุ่มอดถามไม่ได้ว่า
“คุณหมอรู้จักวิธีรักษาแบบแผนปัจจุบันด้วยหรือครับ”
จิงซิงอี้พยักหน้า ก่อนตอบว่า
“ผมเรียนแผนปัจจุบันก่อนจากนั้นไปเรียนแผนจีนเฉพาะทางเพิ่มขึ้นแต่แผนจีนผมก็เรียนมาจากคุณตาตั้งแต่เด็กแล้ว”
ทุกคนทำหน้าทึ่ง ที่เขายังหนุ่มแต่สามารถเรียนได้ทั้งสองแผน
แต่จิงซิงอี้ก็ยังไม่ได้พูดถึงการรักษาออกมาแต่อย่างใดเขามีอาการลังเล จากนั้นก็อ่านวิธีรักษาและยาที่หมอแผนปัจจุบันใช้รักษาซ้ำไปมาและครุ่นคิดสักพักว่าทำไม จางเซี่ยก็รักษาตามวิธีที่ถูกต้องแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้นทันใดนั้น เหมือนนึกอะไรได้ เขาก็เงยหน้ามาถามจางเซี่ยซึ่งนั่งรออยู่อย่างสงบเงียบว่า
“คุณเคยเป็นโควิด-19 มาก่อนหรือเปล่า”
จางเซี่ยพยักหน้าและบอกว่าเป็นเมื่อปีที่แล้ว จิงซิงอี้ถามต่อว่า เขาฉีดวัคซีนกี่เข็ม ยี่ห้ออะไรและแต่ละเข็มฉีดช่วงไหนบ้าง
เด็กหนุ่มหันไปหาพ่อแม่และเจิ้งเว่ยพวกเขาช่วยกันค้นหาประวัติการฉีดวัคซีน และส่งเข้าอีเมล์ของจิงซิงอี้หมอหนุ่มเช็ครายละเอียดของวัคซีน และสอบถามอาการที่เกิดขึ้นหลังจากฉีดวัคซีนและที่ทำให้พ่อแม่ของเด็กหนุ่มแปลกใจ คือจิงซิงอี้ยังสอบถามอาการหลังการฉีดวัคซีนแต่ละอย่างจากทั้งจางเซียวและลู่ซินเยี่ยนเมื่อรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์แล้ว เขาเหมือนจะได้ข้อสรุปออกมา
“ผมคิดว่าอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบของคุณจางเซี่ย น่าจะมาจากอาการเดิมที่ยังหลงเหลือแต่มากำเริบมากขึ้นจากการติดโควิด-19 ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสด้วย
เชื้อไวรัสทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเพิ่มขึ้นเพราะการที่ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโควิด-19 จะเกิดการสร้างภูมิต้านทานของตัวเองและส่งผลกระทบกับกล้ามเนื้อหัวใจและเยื้อหุ้มหัวใจทำให้การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง
ตอนนี้มีรายงานจากหลายแห่งจากต่างประเทศพบว่ามีโอกาสประมาณไม่เกิน 10%ที่อาจส่งผลต่อหัวใจจนเสียชีวิต และมีอีกประมาณ 40% ที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจและเยื้อหุ้มหัวใจอักเสบได้”
จิงซิงอี้ยังพูดกับทุกคนที่นั่งอยู่ด้วยว่า
“นอกจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีผลต่อร่างกายแล้วยังมีผลกระทบที่เกิดจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 อีกด้วยที่พบในตอนนี้ คือวัคซีนชนิด mRNA ซึ่งเกิดขึ้นได้ประมาณ1 ในหนึ่งถึงสองแสนคน บางคนก็หายเองได้แต่บางคนก็ส่งผลต่อร่างกายและหัวใจ
แต่ผมอ่านรายงานวิจัยหลายประเทศพบว่า ถึงจะไม่ใช่วัคซีนชนิด mRNA ผู้ที่ฉีดวัคซีนชนิดอื่นๆก็ได้รับผลกระทบด้วย ทั้งเจ็บหัวใจ ภูมิคุ้มกันลดลง ผมร่วง นอนไม่หลับ และอื่นๆซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน
บางคนก็เกิดผลกระทบน้อยบ้างมากบ้างหลายคนก็ไม่เป็นอะไรเลย แต่บางคนก็เสียชีวิตแต่มีหลายกรณีที่เกิดผลจากทั้งการเป็นโควิดและฉีดวัคซีนด้วยทำให้ยังไม่ชัดเจนว่าอาการเหล่านี้ มาจากไวรัสหรือมาจากวัคซีน”
ลู่ซินเยี่ยนหน้าเสียเธอรีบจับมือลูกชาย และถามจิงซิงอี้ว่าควรจะทำอย่างไรดี ชายหนุ่มตอบว่า
“สำหรับแพทย์ทางเลือกอย่างแผนจีนจะรักษาด้วยการขับสารพิษที่เกิดจากวัคซีนและอาการลองโควิดออกจากร่างกายก่อนจากนั้นจะบำรุงร่างกาย สำหรับคุณจางเซี่ยผมจะรักษาอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบต่อจากนั้นด้วย”
จากนั้นเขาจึงเริ่มต้นการรักษาด้วยการสั่งยาให้กิน โดยกลุ่มแรกเป็นยาช่วยขจัดพิษออกจากร่างกายเขาใช้ตำรับยายวี่ผิงเฟิงส่าน ที่ช่วยลดไข้ ปรับความสมดุลของภูมิคุ้มกันยับยั้งเชื้อไวรัสบางชนิด และรักษาอาการติดเชื้อของโรคระบบทางเดินหายใจ
และยังให้กินกันเฉ่าผัดกับน้ำผึ้งเพื่อระบายความร้อน ขับพิษ เสริมชี่ โดยเฉพาะชี่หัวใจพร่อง
หลังจากนั้นเขาเลือกจะรักษาอาการจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจด้วย 3 ตำรับยานั่นคือ ตำรับยากุยผีทัง ที่ใช้ต้มดื่ม วันละ 3 ครั้งตอนท้องว่างบำรุงชี่เลือดและหัวใจ ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจดีขึ้นและยังมีตำรับยาซื่อหนี้ทัง ที่ใช้ต้มดื่มช่วยกล้ามเนื้อหัวใจที่วายช่วยให้หัวใจทำงานดีขึ้น และสุดท้าย คือตำรับยาเซิงม่านส่าน บรรเทาอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดไปเลี้ยงและการทำงานผิดปกติของหัวใจที่เกิดจากชี่และอินพร่อง
ทั้งหมดนี้เขาจะดูอาการของจางเซี่ยเป็นหลักก่อนจะสั่งยา และอาจจะใช้กัวซาเพื่อขับพิษออกด้วย
เขายังสั่งเมนูอาหารที่เหมาะสมกับการบำรุงหัวใจและช่วยให้ชี่หมุนเวียนดีรวมไปถึงการให้จางเซี่ยนวดกดจุดด้วยตนเอง
จิงซิงอี้จะนัดดูอาการของเด็กหนุ่มอีก1อาทิตย์ต่อมา และจะฝังเข็มให้ เพื่อรักษาชี่และเลือดพร่องบำรุงหัวใจและช่วยให้จิตใจสงบ
เมื่อจางเซี่ยได้รับการวินิจฉัยโรคและรักษาไปแล้วหนึ่งครั้งครอบครัวจางก็ตัดสินจะอยู่ดูแลเขาและพักผ่อนไปด้วยจางเซียวเป็นนักธุรกิจที่ต้องทำงานตลอด เขาจึงเปลี่ยนที่ทำงานมาที่หมู่บ้านนี้แทน
เขาถือโอกาสตรวจร่างกายกับจิงซิงอี้ด้วยเขามีอาการกรดไหลย้อนมาหลายปี ถึงแม้ว่าเขาจะรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันมานานแต่ก็ยังไม่หายดี ยิ่งช่วงที่จางเซี่ยหัวใจล้มเหลวเขาแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยความกังวล อาการกรดไหลย้อนยิ่งเป็นมากขึ้น ในระหว่างที่ตรวจกับจิงซิงอี้นั้น จางเซียวเล่าว่า
“ผมจะปวดแถวๆ ลิ้นปี่มีอาการจุก อาหารไม่ย่อย พอมันจุกมาก ก็หายใจยาก เหนื่อยง่าย”
จิงซิงอี้ถามต่อว่า“มีอาเจียนบ้างมั้ยครับ”
“อาเจียนครับแต่เป็นน้ำย่อยจากกระเพราะอาหาร แล้วก็คลื่นไส้บ่อยด้วย”
เมื่อถามถึงการขับถ่ายจางเซียวตอบว่า มักจะอุจจาระเหลว จิงซิงอี้จึงจับชีพจรของเขาเขาเห็นลิ้นของจางเซียวสีซีดและมีฝ้าขาวบางๆเขาจึงขอให้จางเซียวนอนบนเตียงเพื่อตรวจกระเพาะอาหาร เมื่อตรวจจนครบจิงซิงอี้จึงสรุปว่า
“ก็เป็นกรดไหลย้อนนั่นละครับแต่มีอาการของโรคกระเพาะร่วมด้วย เกิดจากการที่ชี่ม้ามและกระเพาะอ่อนแอผมจะให้ยาบำรุงม้ามแล้วก็ปรับสมดุลกระเพาะอาหารนะครับ จะมี ไป๋จู๋ ซันเย่า แล้วก็ไป๋เปี่ยนโต้”
จิงซิงอี้อธิบายเพิ่มเติมว่าอารมณ์มีผลต่อม้าม การที่จางเซียวทำงานหนัก เคร่งเครียดและวิตกกังวลจึงส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะม้ามและกระเพาะอาหาร ทำให้การดูดซึมสารอาหารผิดปกติไปและถ้าเป็นไปนานๆ ม้ามจะอ่อนแอ ส่งผลให้ชี่พร่องได้ เขาสั่งยาให้จางเซียวไปกินและกลับมาดูอาการอีกครั้งในอาทิตย์หน้า