เมืองวอร์กโรดขึ้นชื่อเื่การค้าขายทั้งอาวุธ ไอเทม ชุดเกราะ หรือแม้แต่การ์ด ทำให้เมืองแห่งนี้มักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อหาของดีๆ กัน ทว่าเมืองวอร์กโรดในขณะนี้เหลือผู้คนแค่หยิบมือเดียวเท่านั้น แล้วร้านรวงที่เคยเปิดกันคึกคักก่อนหน้า ก็พากันปิดตัวหมดภายในเวลาไม่กี่นาที หลังจากที่ทางระบบประกาศแจ้งการบุกของกองทัพมอนสเตอร์ ส่งผลให้เมืองวอร์กโรดในตอนนี้มีสภาพไม่ต่างจากเมืองร้าง
ผมกับไคน์เดินไปตามทางถนนที่ปลอดผู้คน ไม่น่าเชื่อว่า 15 นาทีก่อนนี้มันเคยมีคนสัญจรอยู่เต็ม ทุกอย่างดูเงียบงัน มีเพียงชายฉกรรจ์ 4คนที่ผมไม่คุ้นหน้ากำลังเดินเข้ามาหาผมเท่านั้น และจากที่สังเกตลักษณะท่าทางแล้ว ฝีมือคงไม่ด้อยไปกว่าใครเป็แน่
“พี่ชายคือคนที่ต่อสู้กับาาหมาป่านี่ ฝีมือของท่านไม่เลวเลย” หนึ่งในชาย 4 คนเอ่ยชมผม
“ขอบคุณที่ชม” ผมกล่าวขอบคุณแบบถ่อมตัว
“ครั้งหน้าถ้ามีโอกาส ผมคงต้องของท้าประลองด้วยบ้าง”
“ได้แน่ครับ”
“ถ้าไงพวกเราขอตัวก่อน เห็นว่ากองทัพมอนสเตอร์ครั้งนี้ ระดับสูงกว่าครั้งก่อนเลยไม่อยากลอง ถ้ายังไงขอให้พี่ชายโชคดี” กล่าวจบชายทั้ง 4คนนั้นก็ใช้ผลึกมรกตวาร์ปหายไปเมืองอื่นทันที ซึ่งเป็ขณะเดียวกับที่เทลเลอร์วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แถมยังกระหืดกระหอบจากความเหนื่อยในการวิ่งอีก
“พี่เควินแย่แล้วล่ะ...กองทัพมอนสเตอร์ครั้งนี้มาเป็โขยงเลย” เ้าตัวพักหายใจก่อนจะสูดอากาศเข้าปอดลึก ๆ แล้วกล่าวต่อ “มากกว่าครั้งก่อนที่มันบุกเมืองไวท์คราวอีก มีมอนสเตอร์ระดับ 11 อย่างน้อย 50 กว่าตัวระดับ10 อีก 100 กว่าตัว ที่เหลือพันกว่าตัวเป็พวกระดับ 7-9 เห็นทีว่างานนี้เราคงจะเอาไม่อยู่”
“แกคิดว่าไง” ผมแหล่ตาไปหาไคน์
“ข้าเคยโดนมอนสเตอร์ระดับ8 รุมเป็ 100 ยังไม่ตายเลย” ไคน์ตอบด้วยสีหน้าซื่อ ๆ
“แต่นี่เป็พันนะ ระดับก็มากกว่าด้วย”
“ถ้าเ้านายไม่กลัว ข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะกลัว”
“งั้นเหรอ” ผมพึมพำแค่นั้น ก่อนจะก็เริ่มเกาคางตัวเองอย่างใช้ความคิด
ความจริงผมก็วิตกอยู่มากกลัวว่าจะทำไม่ได้ กลัวว่าจะต้านมอนสเตอร์ระดับสูงหลายตัวไม่อยู่ แต่พอคิดว่านี่มันก็แค่เกม ต่อให้ผมถูกฆ่าตายก็สามารถเกิดใหม่ได้อีกไม่รู้จบ ซึ่งไม่เหมือนมอนสเตอร์ที่ฆ่าแล้วมันจะไม่เกิดใหม่อีก แต่ระบบจะสร้างตัวใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งนั่นคือข้อได้เปรียบ
อีกอย่างใช่ว่าผมจะไม่เคยสู้กับมอนสเตอร์หลายตัว เมื่อก่อนตอนที่ผมไปทำภารกิจขโมยไข่ั ก็ยังต้องสู้กับัเป็ร้อยด้วยตัวคนเดียวเลย ฉะนั้นของแบบนี้ไม่ลองก็ไม่รู้
“พี่เควินจะเอายังไง” เทลเลอร์ถามเมื่อเห็นผมเงียบไป
“พี่คิดว่า...มอนสเตอร์ระดับสูงเป็พันเนี่ย...” ผมเว้น่แล้วสังเกตสีหน้าของเทลเลอร์ “น้อยไปไหม”
เทลเลอร์อ้าปากค้างไม่อยากจะเชื่อว่ามอนสเตอร์ระดับสูงพันกว่าตัวนี่จะน้อยไปสำหรับอดีตอันดับ2
ผมเห็นอาการของเทลเลอร์ที่เหมือนจะอึ้งค้างแล้วก็อดขำไม่ได้ เลยพูดเสริมให้ปากเขาค้างไปอีก
“พี่กลัวว่าค่าประสบการณ์มันจะไม่พอ ให้เ้าไคน์เลื่อนเป็ระดับ 8 น่ะสิ” แล้วผมก็ตบบ่าเทลเลอร์ 2-3ทีก่อนจะเดินทอดน่องอย่างสบาย ๆ ไปทางกำแพงเมือง
“เ้านายข้าแข็งแกร่งขึ้นมาก” เทลเลอร์หุบปากลงแล้วหันมามองไคน์
“แม้ว่าระดับกับทักษะเขาจะเท่าเดิม แต่ข้ารู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่ง ที่มากกว่าครั้งสุดท้ายที่ข้าเจอเขาเป็ร้อยเท่า มันกลายเป็หินผาขนาดใหญ่ ที่ไม่ว่าใครก็ข้ามไม่ได้ง่าย ๆ”
“ขนาดนั้นเชียว” เทลเลอร์เผลอหลุดปาก
“ถ้าเ้าเป็ศิษย์ของเขาก็ควรจะรู้ไว้ว่า ความแข็งแกร่งที่หยั่งยากของเขาในตอนนี้น่ะสำหรับมอนสเตอร์ระดับสูงพันกว่าตัวมันน้อยจริง ๆ นั่นแหละ”
อีกครั้งที่เทลเลอร์ต้องอึ้งกับข้อมูลที่ตัวเขาไม่คาดคิด
เทลเลอร์ไม่ได้ถามต่อ เขาได้แต่มองาาหมาป่าซึ่งมารู้ภายหลังว่าชื่อไคน์ เดินตามพี่เควินผู้ที่ได้รับฉายาว่าจอมดาบสยบศาสตราไปอย่างช้าๆ
“ผมชักอยากจะเห็นฝีมือที่แท้จริงของพี่แล้วสิ”
กองทัพมอนสเตอร์ระดับสูงพันกว่าตัว เมื่อมองจากไกล ๆ จะเห็นเป็เส้นแนวนอนสีดำๆ ที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นราวกับเงามืดที่กำลังครอบคลุมพื้นปฐีก็ไม่ปาน
ผมใช้กล้องส่องทางไกลของเทลเลอร์ ส่องดูถึงความเคลื่อนไหวทั้งหมดอยู่บนกำแพงเมือง ข้าง ๆ ผมเ้าไคน์ยังคงยืนกอดอกปั้นหน้าเ็าอยู่ ส่วนเทลเลอร์ก็ใช้มือป้องตาดูมอนสเตอร์ไกล ๆ
“อีก 30 นาทีคงจะมาถึงเมือง” ผมสรุปจากที่เห็น
“30 นาทีงั้นเหรอ”
คนพูดไม่ใช่ทั้งเทลเลอร์และไคน์ แต่เป็ใครคนหนึ่งที่กำลังะโขึ้นมาอยู่บนกำแพง ห่างจากพวกผมไป 2-3 เมตร และเมื่อผมหันไปมองดูก็พบว่าเป็ชายคนเดียวกันที่นั่งอยู่ด้วยกับผมบนหลังคา ตอนดูเ้าไคน์สู้กับเทสก้า
“อันดับ 2 ฉายาปิศาจน้ำแข็งนี่...นายมาทำอะไรที่นี่” เทลเลอร์โพล่งออกมาเหมือนจะบอกผมเป็กลายๆ ก่อนจะแหวกทางให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็ผู้แข็งแกร่งอันดับ2 ของปัจจุบันเดินเข้ามาใกล้
“ผมนี่แย่จริง ๆ ที่ไม่ได้แนะนำตัวแต่แรก ผมชื่อราเชลไอซ์” เขายื่นมือมาจับกับผมแล้วเขย่า 2-3 ที
“ชื่อในเกมสินะ”
“ครับ”
“อืม...คงดีไม่น้อยที่ได้คนมีฝีมืออย่างเธอมาช่วยถล่มมอนสเตอร์”
“ต้องขอโทษด้วยนะครับ เห็นทีมอนสเตอร์ฝูงนี้ผมคงไม่ร่วมด้วย” ราเชลไอซ์ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลก่อนจะเดินถอยหลังเล็กน้อย ส่วนผมก็หรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด
“ทำไมล่ะครับ”
“ผมแค่อยากเห็นฝีมือผู้เล่นหน้าใหม่อย่างพี่เควิน ที่ถึงขนาดเอาชนะาาหมาป่าได้ก็เท่านั้น”
“ผู้เล่นหน้าใหม่งั้นเหรอ...นายนี่” ผมยกมือห้ามเทลเลอร์ให้หยุดพูดได้ทัน ส่วนไคน์ก็ส่งสายตาให้ว่าอย่าเพิ่งวู่วาม
“งั้นผมก็ไม่รบกวน” ผมกล่าวตัดบท แล้วราเชลไอซ์ก็โค้งคำนับให้ทีหนึ่ง ก่อนจะหันมามองเทลเลอร์
“ฉันจะดูฝีมือเธอด้วยนะ...เผื่อว่าเจอกันครั้งหน้า...ฉันจะไม่ออมมือให้” เทลเลอร์กำหมัดแน่นแล้วกัดฟันกรอด เขาได้แต่มองดูราเชลไอซ์ค่อย ๆ เดินจากไป แต่ก็ถูกผมเรียกตัวไว้ก่อน
“เดี๋ยว!” ราเชลไอซ์ชะงักฝีเท้า
“อย่าลืมถอนเวทย์อาณาเขติญญาน้ำแข็งด้วยล่ะ มันใช้ไม่ได้กับผมและคนที่อยู่ในอาณาเขตของผมหรอก เปลืองพลังเวทย์เปล่า ๆ ” ราเชลไอซ์ตกตะลึง ก่อนจะดีดตัวเองให้ลอยอยู่เหนือพื้นบนกำแพง เมื่อพบว่าวงแหวนเวทย์อาณาเขตสีฟ้าที่ตัวเองร่ายไว้ใต้ฝ่าเท้าพวกของผม ถูกล้อมทับด้วยวงแหวนเวทย์สีแดงที่เขาไม่รู้จัก
“ดูถูกไม่ได้จริง ๆ รู้แม้กระทั่งทักษะเวทย์ที่ผมใช้” ราเชลไอซ์ทิ้งท้าย แล้วดีดตัวเองให้ลอยไปอยู่บนหลังคาหอระฆังประจำเมือง ในขณะเดียวกับวงแหวนเวทย์อาณาเขตของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป
“อย่าให้ใครรู้ว่าพี่เป็ใครดีที่สุด” ผมหันมากำชับกับเทลเลอร์ทันที
“ผมขอโทษ” เทลเลอร์ก้มหน้าราวกับสำนึกผิด
“แต่พี่รู้ได้ยังไงว่าหมอนั่นกำลังใช้เวทย์อาณาเขตอยู่ ทั้ง ๆ ที่พี่เป็นักดาบ”
ผมยิ้มให้กับคำถามของเทลเลอร์
“จำไว้นะเทลเลอร์ เป็นักดาบก็จงอย่าหยุดอยู่แค่ดาบ ส่วนเป็นักเวทย์ก็อย่าให้ใครรู้ว่ากำลังร่ายเวทย์ มิเช่นนั้นก็เตรียมตัวตายได้”
เทลเลอร์เกาหัวเกรกๆ อย่างไม่เข้าใจ ผมเห็นอาการนั้นแล้วอดนึกถึงตัวเองตอนเด็ก ๆ เวลาฟังคำตอบจาก NPC ที่เป็อาจารย์สอนดาบไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่าผมกำลังจะได้ใช้ประโยคนั้น ประโยคคำพูดที่กรอกหูผม 3 เวลาหลังอาหาร
“เธอจะไม่เข้าใจคำพูดของพี่ จนกว่าจะโตกว่านี้” ผมยิ้มให้อีกครั้งแล้วหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะร่อนตัวเองลงจากกำแพงด้วยทักษะตัวเบา
“ข้าอธิบายเพิ่มเติมให้คนโง่อย่างเ้าฟังก็ได้” เทลเลอร์หันมามองไคน์อย่างเคือง ๆ แต่เขาก็ยังรอฟัง
“นักดาบน่ะมีอาวุธคือดาบ เมื่อมีดาบเขาย่อมแข็งแกร่งและสามารถพิชิตศัตรูได้ แต่พอเมื่อใดไร้ดาบนักดาบก็ไม่ต่างจากกระต่ายที่รอให้ศัตรูเชือด ฉะนั้นหากเ้าอยู่ในสนามรบแล้วคิดพึ่งแต่ดาบในมือละก็ รอความตายได้เลย”
กล่าวจบไคน์ก็ะโลงจากกำแพง ทิ้งให้เทลเลอร์ยืนคิดกับคำอธิบายนั้น ซึ่งไม่ได้ทำให้เขากระจ่างขึ้นสักนิด ท้ายที่สุดเทลเลอร์ก็จำใจตามอีกฝ่ายไปโดยใช้ทักษะตัวเบาของนักดาบ
เมื่อมาถึงข้างล่างผมยกกล้องส่องทางไกลขึ้นดูอีกครั้ง เพราะไม่แน่ใจว่ามอนสเตอร์ตัวไหนผลึกศิลาแดงอยู่ จากข้อมูลที่ผมได้รับมา ทราบว่าหากโดนแสงนั่นเข้าไปก็จะไม่สามารถใช้คำสั่งออฟไลน์ได้ ดังนั้นจึงต้องดูว่ามีมอนสเตอร์ตัวไหนบ้างที่เป็เ้าของผลึกศิลาแดง
“ผลึกสีแดงทรงลูกบาศก์ ที่กำลังส่องแสงอยู่บนหัวโกเลมน้ำตัวนั้นใช่ศิลาแดงไหม” ผมถามพร้อมกับยื่นกล้องส่องทางไกลให้เทลเลอร์ ทันทีที่เขาถึงพื้น
“ครับ...ถ้าใครโดนแสงมันจะออฟไลน์ไม่ได้จนกว่าจะหมดกิจกรรม” เทลเลอร์ยกกล้องขึ้นส่องแล้วบอก
ผมเริ่มเกาคางตัวเองแล้วใช้ความคิดอีกครั้ง ความจริงเื่ศิลาแดงนี่ไม่ใช่มันจะออฟไลน์ไม่ได้จนหมดกิจกรรมหรอก แต่มันจะออฟไลน์ไม่ได้ตราบเท่าที่เอไออเล็กซ์ยังอยู่ หรือดร.เนวันทำไอเทมที่ทำให้ออฟไลน์ได้ไม่สำเร็จ หรืออาจจะตลอดไป ซึ่งถ้าหากเป็อย่างนั้นจริง ร่างกายที่นอนอยู่ในเครื่องแคปซูลแชร์ความคิด ก็จะค่อย ๆ แห้งเหี่ยวตายในที่สุด
นั่นแหละวิกฤตของจริง
แต่ถึงอย่างไรผมก็บอกเื่นี้กับเทลเลอร์ไม่ได้
“พี่จะแบ่งงานคร่าว ๆ นะ” ผมกล่าวขึ้นแล้วมองไปที่เทลเลอร์ “กลัวหรือเปล่าถอนตัวได้นะ”
“ผมเป็ถึงอันดับ 5 นะอย่าดูถูกสิ” เทลเลอร์น้ำเสียงเหมือนจะหนักแน่นแต่สายตาของเขากลับตรงกันข้าม
“เอาล่ะ งั้นฟังให้ดี ๆ เท่าที่พี่สังเกตดู กองทัพมอนสเตอร์พวกนี้แบ่งออกเป็ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือพวกที่อยู่บนพื้นดิน ประกอบไปด้วยมอนสเตอร์เผ่าต่าง ๆ ระดับ 8 ขึ้นไป ส่วนโกเลมธาตุต่าง ๆ นั้นคงจะระดับ 10และัที่เดินต้วมเตี้ยมนั่นก็คงระดับ 11 อีกกลุ่มหนึ่งคือพวกบินได้ คงเป็เผ่าทีเร็กซ์และเผ่าปักษาเป็ส่วนใหญ่ ระดับก็คงหนีไม่พ้น 9 คราวนี้งานที่พี่จะแบ่งก็คือ” ผมเว้น่แล้วมองดูไคน์ที่ยืนเก๊กอยู่ในมาดนิ่ง ๆ
“ไคน์...ฉันยกโกเลมน้ำที่มีศิลาแดงกับพวกที่บินว่อนนั่นให้”
“ล้อเล่นใช้ไหม” ไคน์มองผมอย่างสงสัย “ถ้าโกเลมน้ำน่ะได้ แต่พวกที่บินได้นี่ข้าแพ้ทางอยู่”
“เพราะแกไม่มีปีกงั้นสิ” ไคน์แบะมือ
“งั้นข้าจะทำให้หมาบินได้” ทันทีที่กล่าวจบ ผมก็เปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา และควานหาของที่้าจนเจอ มันเป็การ์ดสีเทาใบหนึ่ง ที่ไว้ใช้สำหรับบินบนอากาศ ชื่อของมันคือการ์ดปีกเทวดา
“อะไร” ไคน์ถาม เขามองการ์ดสีเทามันวาวที่มีรูปปีกสีขาวพันกันในมือผมอย่างไม่ไว้ใจ
“การ์ดปีกเทวดา ระดับกลาง” เทลเลอร์เป็คนบอก
“ถูกต้อง...เอาล่ะถือไว้” ผมยื่นการ์ดให้ไคน์แล้วยกมือขึ้นกางออกเหนือใบหน้าเขา
“จงขานรับเสียงของข้า คลายผนึก การ์ดปีกเทวดา”
สิ้นเสียงคำร่าย พลันการ์ดในมือของไคน์ก็เรืองแสงขึ้น แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิด เมื่อปีกคู่สีขาวนวลตาค่อย ๆ งอกออกกลางหลังของไคน์ช้าๆ ก่อนที่มันจะกระพือสยายความบริสุทธิ์นวลผ่องของขนนกสีขาว พร้อมสะบัดกางออกไปด้านหลัง ตอนนี้เผ่าพันธุ์หมาป่าอย่างไคน์ แลดูไม่ต่างจากเทพบุตรไปแล้ว
“ให้ตายเถอะ” เทลเลอร์อุทาน “ผมไม่นึกมาก่อนว่าใช้การ์ดกับมอนสเตอร์ผู้ติดตามก็ได้”
“ตราบเท่าเกมเซียออนไลน์ไม่มีข้อห้าม ก็อย่าเอากรอบมาขังจินตนาการตัวเองเด็ดขาด” เทลเลอร์ได้แต่มองผมอย่างทึ่ง ๆ เขาคิดไม่ผิดที่ขอเป็ลูกศิษย์ชายคนนี้
“เอาล่ะไคน์ ไปสอยพวกแมลงที่บินปิดทัศนียภาพน่านฟ้านั่นซะ”
ไคน์พยักหน้ารับคำแล้วลองขยับปีกแบบงงๆ มันกำลังรู้สึกตงิดใจถึงสิ่งแปลกปลอมใหม่บนร่างกายของตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจกระพือมันแรงขึ้น จากนั้นก็โผบินสู่ท้องฟ้าและพุ่งเข้าหาฝูงทีเร็กซ์กับฝูงปักษาทันที
“อย่าลืมเตะก้นโกเลมที่มีศิลาแดงด้วยล่ะ” ผมะโไล่หลัง แต่ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าไคน์จะได้ยินหรือเปล่า แล้วหันมาทางเทลเลอร์
“ต่อไปก็ถึงตาเธอ เทลเลอร์พี่อยากให้เธอคอยกำจัดมอนสเตอร์ที่หลุดจากการสู้กับพี่”
“เข้าใจแล้วครับ”
“ถ้ามันรอดมาได้นะ” เทลเลอร์ทำสีหน้าอึ้งอีกรอบแล้วมองผมด้วยสาตาประหลาดใจ ประหนึ่งผมเป็เอเลี่ยนที่หลุดมาจากต่างดาว
ผมส่ายหน้าน้อยๆ ให้กับอาการนั้นอย่างขัน ๆ แล้วใช้คำสั่งเรียกหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา ก่อนจะมองหาการ์ดล่าสุดที่ผมซื้อมาจากพ่อค้าขายการ์ด เมื่อเห็นมันอยู่ในช่องเก็บของบนสุดจึงหยิบมันออกมาอย่างไม่ลังเล
“จะทนพลังเราได้ไหมนะ” ผมพึมพำกับการ์ดใบนั้นแล้วโยนมันขึ้นบนฟ้า
“จงขานรับเสียงของข้า คลายผนึก การ์ดดาบัพิโรธ”
เกิดห้วงมิติบิดเบี้ยวตรงหน้าของผม เมื่อการ์ดที่ผมโยนไปเปล่งแสงและสลายหายไป
สักพักหนึ่งมีอะไรบางอย่างค่อยๆ โผล่ออกมาจากห้วงมิตินั้น มันคือด้ามดาบที่มีลายเกล็ดัสีเขียวประดับอยู่ เลยขึ้นไปอีกหน่อยก็เป็หัวัที่กำลังหลับตาพริ้มอย่างเป็สุข และพอผมเอื้อมมือไปจับเปลือกตาของัก็ค่อยๆ เปิดขึ้นช้า ๆ เผยให้เห็นดวงตาอันแดงก่ำของมัน พลันชั่วขณะนั้นปากของัก็เปิดอ้าแล้วใบดาบสีเงินวาวยาว1 เมตรก็พุ่งพรืดออกจากปากที่อ้านั้นทันที ในขณะที่ห้วงมิติอันบิดเบี้ยวแสนประหลาดก็หายไป
“เ้าหรือคือผู้ปลดผนึกข้า” น้ำเสียงที่ทุ้มหนักมีอำนาจดังออกมาจากหัวั และทุกครั้งที่วาจาจากดาบนั้นเปล่งออกมา ดวงตาสีแดงก่ำนั่นก็จะกระพริบแสงสีแดงปริบ ๆ ไปด้วย
“พูดได้” ผมชี้มือไปที่ดาบ แล้วหันไปทางเทลเลอร์ที่กำลังมองดูดดาบแบบทึ่ง ๆ เช่นกัน
“เ้าคนเสียมารยาท ใครใช้ให้เ้าเอามือมาชี้ข้าแบบนี้” ผมหันกลับมาที่ดาบในมือทันที
“ก็แล้วทำไม”
“คนโง่อย่างเ้า ไม่รู้หรอกว่าข้าเป็ผู้สูงศักดิ์แค่ไหนมาชี้มือใส่ข้าได้ยังไง”
ขมับผมเริ่มกระตุก นี่ผมไปซื้ออะไรมาเป็อาวุธกันล่ะเนี่ย
“หุบปากไปเลยนะ เ้าดาบสัปรังเคเป็อาวุธก็เงียบๆ หน่อยได้ไหม”
“เ้าคนไร้มารยาท เ้ากล้าด่าข้างั้นเรอะรู้ไหมว่าข้าคือัที่เก่งที่สุดนะ”
“ขี้โม้น่ะสิ หยุดพล่ามไปเลย ข้าไม่มีเวลามาเล่นต่อปากกับแกนะ”
“หนอย! ไอ้เ้าคนปากเสีย ทำไมข้าต้องมาเป็อาวุธให้เ้า ผู้ซึ่งหาความมีมารยาทไม่เจอด้วย”
เคร้ง!
ผมวาดดาบให้กระทบหินข้างๆ อย่างรำคาญเสียงและเพราะทำแบบนั้นเลยทำให้ เ้าดาบปากมากด่าผมเป็ชุดยาวเหยียดจนถ้าเอามาเขียนเป็หนังสือคงได้หนาเท่าสารานุกรม
ผมเอามือแคะหูอย่างไม่ใส่ใจและคร้านจะฟัง ก่อนจะเปิดหน้าต่างระบบขึ้นและส่งอะไรบางอย่างให้กับเทลเลอร์
“อะไรครับ” เทลเลอร์ถาม
“ปาร์ตี้ไง” ผมบอก จากนั้นจึงใช้ทักษะตัวเบาทะยานเข้าหาฝูงมอนสเตอร์ ที่ใกล้จะมาถึงเมืองขึ้นทุกขณะ ท่ามกลางเสียงโหยหวนของดาบัพิโรธ ที่ก่นด่าอย่างกระชั้นชิด
“เ้าคนไร้มารยาทททท!!!”
กองทัพมอนสเตอร์เมื่อมาอยู่ใกล้ๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็มดไปทันที ผมร่อนลงบนโขดหินก้อนหนึ่ง ห่างจากกองทัพมอนสเตอร์ไปไม่ถึงกิโลเมตร และเสียงก่นด่าจากดาบัพิโรธที่ยังด่าไม่หยุดอยู่นี่ ก็ทำให้ปวดขมับอย่างน่ารำคาญตลอดเวลา
“หุบปากได้รึยัง ไม่เห็นเหรอว่านรกอยู่ข้างหน้า” ผมพลิกดาบให้ตาของดาบัพิโรธมองเห็นกองทัพนับพันของมอนสเตอร์ที่อีกไม่กี่นาทีก็จะมาถึงตัวผม
“ให้ตายเถอะ...นี่เ้าจะมาฆ่าตัวตายอย่างนั้นเรอะ”
“ถ้าแกอยู่เฉย ๆ ไม่พูดรบกวนสมาธิคนอื่น ข้าก็จะกวาดพวกนี้ให้เรียบ”
เงียบ...ไม่มีคำด่าเล็ดรอดออกจากดาบัพิโรธ ผมเดาว่าคงกำลังอึ้งกึมกี่กับมอนสเตอร์เป็ฝูงขนาดมหึมาอยู่แน่ ๆ
“เ้าต้องโง่หรือไม่ก็ประสาทเสียแน่ๆ ถึงได้คิดจะสู้กับมอนสเตอร์เป็พันเยี่ยงนี้”
“ช่างผมเถอะนา...บอกมาได้แล้วว่าคุณสมบัติพิเศษของแกคืออะไร”
“นี่เ้าได้ข้ามา...แต่ไม่รู้ว่าข้ามีความสามารถอะไรอย่างนั้นเหรอ”
“มันก็ต้องมีบ้างล่ะนะ”
“สมแล้วที่เ้าโง่...ฟังให้ดีๆ นะคุณสมบัติพิเศษของข้าคือ สามารถเก็บค่าประสบการณ์แล้วเลื่อนระดับได้”
“โอเค...เข้าใจแล้วงั้นเตรียมพร้อม”
กล่าวจบผมก็ยกดาบัพิโรธขึ้นเหนืออก เตรียมฟาดฟันในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
พื้นดินเริ่มสั่นะเืจากแรงวิ่งของมอนสเตอร์หลากหลายเผ่าพันธุ์รวมกันเป็กองทัพ พวกมันเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะ และดูเหมือนจะเริ่มโอบล้อมผมแล้วด้วย ทั้งผมและดาบเงียบกริบไม่มีใครพูดอะไรทั้งสิ้น ต่างพากันนับถอยหลังในใจถึงสิ่งที่จะทำข้างหน้าในอีกไม่กี่วินาที
5…4…3…2…1…
0…