บทที่ 9 สวัสดิการของนักรบ
หน้าเครื่องวัดพลังของสำนักหงหยาง
หลี่มู่ก้าวเข้าไปข้างหน้าและจับคานของเครื่องเอาไว้ แล้วค่อย ๆ ดันขึ้นไปอย่างช้า ๆ
ตัวเลขบนหน้าจอค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย
น้ำหนักบนคานก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งแขนของหลี่มู่เริ่มสั่นเล็กน้อย ตัวเลขจึงหยุดนิ่งลง
9786!
"เก้าพันเจ็ดร้อยแปดสิบหกหน่วย!"
หลี่มู่ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
ดวงตาของเขาสว่างวาบขึ้นด้วยประกายแห่งความตื่นเต้น
ค่าพลังนี้ขาดอีกเพียงสองร้อยกว่าหน่วยเท่านั้น ก็จะถึงขีดจำกัดของระดับสาม!
หากมองไปทั่วเมืองเอส คงไม่มีใครสามารถมีพลังเช่นนี้ในขณะที่อยู่ระดับสามได้
ไม่สิ แม้แต่คนที่มีพลังเกินหกพันหน่วยก็นับได้ด้วยนิ้วมือ!
ส่วนเขา... ขาดอีกเพียงสองร้อยหน่วยก็จะเป็นักรบขีดจำกัดระดับสาม!
นักรบขีดจำกัดมีประโยชน์อย่างไร หลี่มู่ไม่ทราบ แต่หอคอยสูงพันเมตรก็เริ่มจากพื้นดิน!
หากไม่ใช่นักรบสุดจำกัด จะเดินทางได้ไกลและยาวนานเพียงใด?
ถ้าก่อนหน้านี้ความปรารถนาของหลี่มู่คือการเป็นักรบ
เช่นนั้นหลังจากได้รับตำราฝึกยุทธ์จากเทพแห่งการต่อสู้ระดับสิบห้า เป้าหมายของเขาก็คือการเป็เทพแห่งการต่อสู้เช่นกัน!
หากแม้แต่ระดับสามยังไปไม่ถึงขีดจำกัด แล้วจะเป็เทพแห่งการต่อสู้ได้อย่างไร?
"กลับบ้านไปฝึกฝน! ยิ่งถึงขีดจำกัดเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี!"
...
บ้านของหลี่มู่ ภายในห้องฝึกซ้อม
"สองพันหนึ่ง สองพันสอง..."
หลี่มู่กำลังทำท่าดันพื้นมือเดียวโดยมีดัมเบลหลายอันวางอยู่บนหลัง
เหงื่อไหลลงตามลายของกล้ามเนื้อของเขา
[คุณมีจดหมายฉบับหนึ่ง ผู้ส่ง : สำนักงานรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัยไป๋เหอ]
เสียงแจ้งเตือนจากไลต์เบรนพลันดังขึ้น
หลี่มู่ค่อย ๆ วางดัมเบลที่อยู่ด้านหลังลงอย่างระมัดระวัง
ด้วยพละกำลังของเขาในตอนนี้ เขาต้องระมัดระวังเป็พิเศษเมื่ออยู่ในบ้าน
ชายหนุ่มไม่อยากพลาดทำลายบ้านที่พ่อแม่ทิ้งเอาไว้ให้ตนโดยไม่ตั้งใจ
[เรียน คุณหลี่มู่ที่เคารพ]
[หลังจากการตรวจสอบของทางมหาวิทยาลัย คุณได้ผ่านเกณฑ์การรับเข้าของมหาวิทยาลัยเราแล้ว...]
[วันเปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัยคือ วันที่ 1 เดือนเก้า…]
จดหมายแจ้งผลการรับเข้าจากมหาวิทยาลัยไป๋เหอ
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้หลี่มู่รู้สึกแปลกใจ
ที่นี่เป็แค่มหาวิทยาลัยธรรมดา ไม่ว่าใครยื่นสมัครก็ได้เรียนอยู่แล้ว
“ด้วยความสามารถที่มีตอนนี้…”
หลี่มู่ยิ้มออกมาอย่างไม่เต็มใจ
ทำไงได้ล่ะ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจบไปแล้ว ผลก็ตัดสินไปแล้วด้วย
“มหาวิทยาลัยไป๋เหอก็มหาวิทยาลัยไป๋เหอเถอะ ไม่ว่าที่ไหนฉันก็สามารถพัฒนาตัวเองได้”
“แต่ปัญหาคือ... ตอนนี้ฉันไม่มีเงินเลย…”
หลี่มู่เริ่มรู้สึกปวดหัว
“การฝึกยุทธ์ต้องใช้เงินเยอะ มันไม่ใช่เื่เล่น ๆ เลย”
ตอนนี้เขามีพลังกลืนกิน์และโลกที่ทำให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าสิ่งที่จำเป็ก็ยังเป็ทรัพยากรมหาศาล!
ในฐานะเด็กกำพร้า เขาต้องเผชิญกับปัญหาหนึ่ง ความยากจน!
แม้สำนักหงหยางจะปฏิบัติต่อเขาเป็พิเศษ แต่ค่าใช้จ่ายพื้นฐานก็ยังคงต้องจ่าย
จะหาเงินอย่างไรดี?
จำนองบ้านดีไหม?
หรือว่า...
หลี่มู่พลันตบหน้าผากของตัวเอง เขาเกือบลืมไปว่าโลกใบนี้มีสิทธิพิเศษสำหรับผู้ฝึกยุทธ์!
...
สมาคมนักรบ
สมาคมนี้อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลประเทศหลง
ในชาติก่อนมันคือรัฐวิสาหกิจ
และเป็รัฐวิสาหกิจที่ให้บริการเฉพาะนักรบ
หน้าที่คือการประเมินระดับของนักรบ
ระดับของนักรบไม่ใช่ระดับที่ทะลวง
เพราะโลกที่นักรบเผชิญหน้านั้นแตกต่างจากคนธรรมดา
นักรบจำนวนมากมีระดับสูงขึ้น แต่ไม่มีพลังการต่อสู้ที่สอดคล้องกัน
ในมุมมองของประเทศ นั่นเป็สิ่งที่ไม่เข้ากัน
สมาคมนักรบจึงให้บริการการประเมินระดับแก่นักรบ
เช่นเดียวกัน มันมีระดับหนึ่งถึงสิบสาม
ในมุมมองของสังคม แม้ระดับการทะลวงจะอยู่ที่ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นักรบระดับหนึ่ง
เฉพาะผู้ที่ได้รับการประเมินจากประเทศเท่านั้น ถึงจะนับว่าสำเร็จ!
หลี่มู่ยืนอยู่นอกอาคารสมาคมนักรบ ดวงตาของเขาเปล่งประกายขึ้นมา
การเป็นักรบนั้นมีสวัสดิการด้วย
...
ตามนโยบายของประเทศหลง
นักรบในระดับต่าง ๆ จะได้รับเงินสวัสดิการทุกเดือน
ยิ่งระดับสูง สวัสดิการก็ยิ่งดี
และระยะห่างของแต่ละระดับก็ยังกว้างมากอีกด้วย!
หากอยู่ในระดับสิบสามก็ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่นอนเฉย ๆ ก็ได้รับเงินเกินร้อยล้านแล้ว!
ระดับหนึ่ง : 1,000 เหรียญั
ระดับสอง : 3,000 เหรียญั
ระดับสาม : 20,000 เหรียญั
ระดับสี่ : 60,000 เหรียญั
...
เคาน์เตอร์ให้บริการ
"สวัสดีครับ ผม้ารับรองระดับนักรบ" หลี่มู่
"สวัสดีค่ะ คุณ้ารับรองเป็นักรบระดับไหนคะ?"
"ระดับสามครับ"
"???"
เ้าหน้าที่ชะงักเล็กน้อย จากนั้นก็หยิบเอกสารออกมาและยื่นให้ "ระดับหนึ่งถึงสามใช้การทดสอบแบบเดียวกันนะคะ"
"เพียงแค่ทดสอบสามด้านเท่านั้น"
"ความก้าวหน้าทางด้านร่างกาย ค่าพละพลังโดยรวม และพลังโจมตี"
"เนื่องจากเป็สามระดับแรก การทดสอบด้วยเครื่องจักรจึงถือว่าเพียงพอแล้ว อีกทั้งยังทำได้อย่างรวดเร็ว"
"ครับ"
หลี่มู่รับเอกสารมา
ความจริงแล้วง่ายมาก เพียงแค่กรอกชื่อ อายุ และระดับของนักรบเท่านั้น
หลังจากกรอกเสร็จ ชายหนุ่มก็จ่ายเงินที่เหลืออยู่ไม่กี่ร้อยเหรียญัสุดท้าย
แล้วเดินตามคำแนะนำไปยังห้องทดสอบ
"ส่งเอกสารที่ฉันแล้วเข้าไปรอข้างในนะคะ การทดสอบจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า"
"ครับ"
หลี่มู่ส่งเอกสารให้กับเ้าหน้าที่หน้าประตูอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเดินเข้าไปในห้อง
ภายในห้องคล้ายกับห้องรับรองแขก มีโซฟาหลายแถว
ตอนนี้มีคนราวสิบกว่านั่งรออยู่บนโซฟาแล้ว
บรรยากาศภายในห้องดูหนักอึ้งและตึงเครียดอยู่บ้าง
ช่วยไม่ได้ เพราะการรับรองนี้มีโอกาสล้มเหลวสูงมาก!
หลายคนเพิ่งจะก้าวข้ามขีดจำกัดก็มาขอรับรองทันที
หากแสดงความสามารถได้ดีก็ไม่มีปัญหาอะไร
แต่ถ้าแสดงออกออกมาแย่... ก็จะล้มเหลว!
หลี่มู่เลือกนั่งบนโซฟาว่างอย่างไม่ใส่ใจ
จากนั้นก็มองคนอื่น ๆ อยู่สองสามครั้ง ในจำนวนนั้นมีบางคนที่ดึงดูดความสนใจของหลี่มู่อยู่บ้าง
หนึ่งคือหญิงสาวที่มีกลิ่นอายสูงศักดิ์ สองคือชายหนุ่มที่มีท่าทีหยิ่งทะนง และคนสุดท้ายคือชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเซ่อซ่าอยู่บ้าง
พวกเขาไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นมากนัก
ส่วนคนอื่น ๆ รวมถึงชายวัยกลางคนอีกสองคนที่ดูอายุราวสามสิบกว่าปี ต่างมีอาการตื่นเต้นมากบ้างน้อยบ้าง
ในขณะที่หลี่มู่กำลังสำรวจคนอื่นอยู่นั้น
คนอื่น ๆ ก็กำลังสำรวจเขาเช่นกัน
บุคลิกที่สงบนิ่งของชายหนุ่มก็ดึงดูดความสนใจได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างเงียบงัน และไม่มีใครทักทายกันก่อน
ไม่นานม่านก็ถูกเปิดออก ก่อนจะเผยให้เห็นเครื่องจักรขนาดใหญ่หลายเครื่องในห้อง
"คนที่ถูกเรียกชื่อให้เข้ามาทดสอบ"
"หลี่ิ"
ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าปีเดินออกมาข้างหน้า
ร่างกายของเขาสั่นเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความประหม่าอย่างชัดเจน
ภายใต้การแนะนำของเ้าหน้าที่ เขาก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นวงกลม
ด้วยการควบคุมของเ้าหน้าที่ วงแหวน้าและด้านล่างของเครื่องจักรแผ่รัศมีสีแดงออกมาปกคลุมร่างกายของหลี่ิพร้อมกัน
"ฝึกฝนิัแล้ว ผ่านมาตรฐานนักรบระดับหนึ่ง"
"ยังไม่ได้ฝึกฝนกระดูก"
เสียงสังเคราะห์จากเครื่องจักรดังขึ้น ไม่นานแสงก็ค่อย ๆ หรี่ลง
หลี่ิดูมีความมั่นใจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม การ ‘สแกน’ เป็เพียงด่านแรกเท่านั้น
"การทดสอบด่านที่สอง ค่าพละกำลังโดยรวม"
หลี่ิเริ่มผลักคานเหล็ก
ไม่นานตัวเลขก็ปรากฏขึ้น
872
ผ่านมาตรฐานของนักรบระดับหนึ่งแล้ว
"ไม่เลว ยังเหลืออีกหนึ่งการทดสอบสุดท้าย มาเถอะ"
ภายใต้การนำทางของเ้าหน้าที่ หลี่ิมาถึงหน้าเครื่องจักรอีกเครื่องหนึ่ง
เครื่องจักรนี้ทดสอบ ‘พลังโจมตี!’
ที่เรียกว่าพลังโจมตี หากพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือการทดสอบว่า ผู้ขอรับการทดสอบสามารถใช้พลังของตนเองได้มากน้อยเพียงใด
มันมีความสัมพันธ์อย่างมากกับพลังที่แท้จริง
โดยทั่วไปแล้ว นักรบระดับหนึ่งเพียงต้องทะลวงถึงแปดในสิบส่วนของพลังตนเอง เท่านั้นก็ถือว่าผ่านเกณฑ์แล้ว
ตูม!
ตัวเลขบนเครื่องวัดพลังการโจมตีะโขึ้นลง
690
"นี่มัน..."
เมื่อเห็นตัวเลขนี้ หลี่ิก็แสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อทันที
ด้วยระดับค่าพลังโดยรวมของเขา ค่าพลังโจมตีที่ผ่านเกณฑ์คือ 697.6!
ขาดไปเพียงไม่กี่แต้มเท่านั้น!
"นายยังมีโอกาสอีกสองครั้ง อย่าตื่นเต้นเกินไป"
เ้าหน้าที่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน