ตอนที่2
หลังจากขึ้นริมฝั่งสำเร็จ มุมปากของดาราสาวดาวรุ่งก็กระตุกยิ้มอย่างนึกสมเพชสายตาคมปราบกวาดมองคนทั้งคู่ั้แ่หัวจรดเท้า เป็การโชว์ให้เห็นชัดๆว่าคนอย่างเธอก็ขึ้นมาบนฝั่งเองได้โดยไม่จำเป็ต้องมีคนไร้น้ำใจพรรค์นี้ช่วยเหลือ!
เธอสะบัดขี้โคลนออกจากชายผ้าป่านแรงๆอีกครั้งจนเศษโคลนสาดกระเด็นไปโดนชุดสีครีมสะอาดตาของไป๋เหลียนจนแม่นั่นสะดุ้งสุดตัวก่อนที่เธอจะยกมือเรียวขึ้นบังแดดเหนือคิ้ว พลางเท้าสะเอวมองสำรวจไปรอบๆอย่างไม่แคร์แม่นั่น
“วู้วว! ป่าไผ่?... สุดลูกหูลูกตาขนาดนี้เลยเหรอ?”
คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันทัศนียภาพเบื้องหน้ามันกว้างขวางและสมจริงเกินกว่าจะเป็ฉากในสตูดิโอที่เธอเพิ่งจากมา
“ถ้าจำไม่ผิด ฉากวันนี้มันต้องเป็ท้องพระโรงวังหลวงสิ...ทีมงานย้ายโลเคชั่นมาป่าไผ่ั้แ่เมื่อไหร่? แล้วไอ้กลิ่นดินกลิ่นต้นไม้พวกนี้ ทำไมมันก็ดูสมจริง จนน่าขนลุกแฮะ”
หนิงเยี่ยนเฟยพึมพำกับตัวเองพลางหมุนตัวสำรวจ360องศา ลืมชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนหน้าตึงอยู่ข้างหลังไปเสียสนิทจวิ้นเทียนที่ถูกเมินจนกลายเป็ธาตุอากาศถึงกับอึกอักเขาอุตส่าห์ปั้นหน้าดุเตรียมจะด่าซ้ำแต่เมียที่เคยเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายกลับมายืนเท้าสะเอวส่องนกส่องไม้เหมือนมาเดินป่าเล่นๆเสียอย่างนั้น
“หนิงเยี่ยนเฟย! นี่คุณเสียสติไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม!”
“โอ๊ย! เงียบก่อนคุณทหาร!” เธอสวนกลับโดยไม่หันไปมอง“คนกำลังใช้ความคิด... แต่ช่างเถอะ จะวังหลวงหรือป่าช้าที่ไหนตอนนี้ประเด็นหลักคือฉัน ‘หิว’ มาก!หิวจนจะกินไผ่ได้ทั้งป่าอยู่แล้ว!”
พูดจบท้องเ้ากรรมก็ส่งเสียงโครกครากประท้วงออกมาดังลั่นหนิงเยี่ยนเฟยถอนหายใจทิ้งอย่างเซ็งๆ เธอหันไปมองพ่อทหารหนุ่มกับยัยชุดครีมด้วยสายตาว่างเปล่า
“พวกคุณสองคนน่ะ ถ้าจะยืนเกาะแขนกันสร้างแลนด์มาร์คตรงนี้ต่อก็ตามสบายนะฉันขอตัวไปหาอะไรลงท้องก่อน... อ้อ แล้วไม่ต้องเดินตามมาล่ะ ฉันชอบเดินคนเดียวมันอิสระกว่าเยอะ!”
เธอสะบัดบ๊อบใส่หนึ่งทีก่อนจะก้าวเดินฉับๆ มุ่งหน้าไปทางทิศที่เห็นหลังคาบ้านรำไรที่คิดว่าตรงนั้นคงเป็จุดพักรวมกองถ่ายโดยไม่สนสีหน้าเหวอสุดขีดของจวิ้นเทียนที่แทบจะเก็บทรงทหารไม่อยู่แล้ว
แน่นอน…เวลานี้จวิ้นเทียนยืนนิ่งค้างสายตาจ้องมองแผ่นหลังบางที่เดินอาดๆ จากไปอย่างไม่เชื่อสายตาท่าเดินที่ดูมั่นอกมั่นใจผิดกับคนเดิมที่มักจะเดินก้มหน้าห่อไหล่นั้นทำให้เขาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“พี่จวิ้นเทียนคะ...” ไป๋เหลียนกระตุกแขนเสื้อของเขาเบาๆใบหน้าของหล่อนบัดนี้เต็มไปด้วยความสับสน “เมื่อครู่...พี่เยี่ยนเฟยพูดอะไร ‘แลนด์มาร์ค’ นะคะ?แล้วทำไมเธอยังกล้าสั่งให้พี่หยุดพูดอีก...”
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างแรงแววตาคมกริบฉายแววว้าวุ่น“พี่ก็ไม่รู้... บางทีแรงกระแทกตอนตกลงไปในน้ำอาจจะทำให้หัวของเธอไปฟาดกับโขดหินเข้า”
“หรือว่า... เธอจะแกล้งเพี้ยนเพื่อเรียกร้องความสนใจจริงๆอย่างที่ไป๋เหลียนบอกคะ?” ไป๋เหลียนขยับเข้ามาใกล้พลางทำหน้าเศร้าสร้อย“แต่เธอดูเปลี่ยนไปมากจริงๆ นะคะ ทั้งแววตา ทั้งคำพูดคำจาที่ดู...ประหลาดพิกล เหมือนไม่ใช่พี่เยี่ยนเฟยคนเดิมที่เรารู้จักเลย”
“แกล้งเพี้ยนงั้นเหรอ?” จวิ้นเทียนแค่นเสียงในลำคอสายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างที่เริ่มลับตาไปหลังกิ่งไผ่ “ถ้าเป็แผนเรียกร้องความสนใจก็ถือว่าเธอวางบทมาได้พิลึกที่สุดเท่าที่พี่เคยเห็นมา”
จวิ้นเทียนนิ่งงันไปครู่ใหญ่คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบเป็ปมภาพท่าทางสะบัดผมอย่างไม่แยแสกับจังหวะการเดินที่ดูแปลกตาทว่ากลับเปี่ยมด้วยพลังอำนาจอย่างประหลาด ยังคงติดตาเขาไม่หาย
“ถ้ามันเป็แผนแกล้งเพี้ยนเพื่อเรียกร้องความสนใจจริงๆ ก็ปล่อยเธอไปเถอะค่ะ”ไป๋เหลียนย้ำด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพลางสังเกตปฏิกิริยา
จวิ้นเทียนพยักหน้าพลางแค่นลมหายใจอย่างดูแคลนแต่ในหัวกลับยังสลัดภาพภรรยาที่เพิ่งเดินจากไปไม่ได้... ไม่ใช่เพราะโหยหาแต่เป็ความรู้สึก เสียหน้า อย่างบอกไม่ถูก!
ก่อนจะก้าวเท้าออกจากป่าไผ่ด้วยอารมณ์ขุ่นมัวโดยมีไป๋เหลียนเดินตามมาข้างๆ
…
ด้านเยี่ยนเฟยที่ก้าวฉับๆมาถึงจุดที่มีหลังคาบ้านรำไร เธอหยุดกะทันหันจนฝุ่นตลบดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อภาพที่เห็นชัดเจนถนัดตา
“เดี๋ยวนะ... นี่มันไม่ใช่เต็นท์สวัสดิการกองถ่ายนี่นา?”
สองมือเรียวรีบยกขยี้สองตาอีกครั้งเผื่อดูผิด…
ก็นั่นแหละ…คราวนี้ไม่ผิดแน่ เบื้องหน้าเธอคือกระท่อมไม้เก่าๆ หลังหนึ่งผนังดินแปะทับด้วยฟางข้าวมุงหลังคาดูซอมซ่อ แถวนี้ไม่มีกล้องถ่ายรูปไม่มีทีมงานถือรีเฟล็กซ์และไม่มีเงาของผู้จัดการส่วนตัวที่ควรจะวิ่งเอาผ้าห่มมาคลุมไหล่ให้เธอหนิงเยี่ยนเฟยขมวดคิ้วพลางก้มลงสำรวจตัวเองอย่างจริงจังเป็ครั้งแรก
“ชุดนี้มันอะไรเนี่ย? ผ้าป่านเนื้อหยาบสีตุ่นๆ...อย่าบอกนะว่าเสื้อผ้าเข้าฉาก?”
เธอลองจับเนื้อผ้าแล้วถูไปมาก่อนจะนึกถึงชุดที่เธอใส่ก่อนจะตกน้ำ ชุดราคานับแสนหยวนหายไปกลายเป็ชุดพื้นเมืองราคาไม่กี่หยวนที่ด้ายเริ่มหลุดลุ่ย เธอเกาหัวหงึกๆอย่างงุนงงสับสน
“หรือว่าโดนโมเดลลิ่งแกง? แต่นี่มันเหมือนของมือสองที่ผ่านาโลกมาเลยนะ!”
เธอยืนอึ้งอยู่พักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจก้าวพ้นแนวรั้วไม้ไผ่ผุๆออกไปอีกไม่กี่ก้าวเพื่อให้เห็นทัศนียภาพกว้างขึ้นทันทีที่ภาพเบื้องหน้าปรากฏสู่สายตา หนิงเยี่ยนเฟยถึงกับยืนตัวแข็งทื่อลืมเื่ชุดราคาถูกไปเสียสนิท
“นี่มัน... ล้อกันเล่นใช่ไหมเนี่ย?”
ภาพที่เห็นไม่ใช่แค่กระท่อมหลังเดียวแต่มันคือ หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง ที่ดูหลุดออกมาจากสารคดีประวัติศาสตร์ยุค 70 แบบไม่มีผิดเพี้ยน!
ถนนหนทางเป็ดินลูกรังขรุขระที่มีรอยล้อเกวียนฝังลึกสองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านดินมุงฟางสลับกับบ้านอิฐเก่าคร่ำคร่าบรรยากาศรอบตัวปกคลุมด้วยกลิ่นอายของความอัตคัดและเรียบง่ายจนน่าขนลุก
ไกลออกไปเธอเห็นชาวบ้านสวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มและสีเทาตุ่นๆเนื้อผ้าหยาบหนาแบบเดียวกับที่เธอใส่ พวกเขากำลังแบกจอบเสียมเดินจูงวัวควายกลับจากทุ่งนา บ้างก็ปั่นจักรยานโครงเหล็กสีดำสนิทที่ส่งเสียง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ จวนจะพังแหล่ไม่พังแหล่
ที่กำแพงบ้านหลังใหญ่ที่สุดในละแวกนั้นมีตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่เขียนคำขวัญปลุกใจเอาไว้ชัดเจนเสากระจายเสียงที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านกำลังส่งเสียงเพลงปลุกใจจังหวะเนิบนาบสลับกับประกาศเื่การปันส่วนอาหาร
“ยุค 70... ของจริงเหรอเนี่ย?”
หนิงเยี่ยนเฟยพึมพำเสียงของเธอเบาหวิวเหมือนคนละเมอ เธอพยายามมองหา ‘จุดพิรุธ’อย่างสายไฟสตูดิโอ หรือทีมงานที่อาจจะแอบอยู่หลังพุ่มไม้แต่มันไม่มี...
ไม่มีจอมอนิเตอร์ไม่มีโดรนถ่ายภาพ มีเพียงกลุ่มควันที่ลอยออกมาจากปล่องไฟดินเหนียวและกลิ่นไหม้ของการหุงหาอาหารด้วยฟืนที่ลอยมาปะทะจมูกอย่างสมจริง
“เดี๋ยวนะถ้าที่นี่คือยุค 70 จริงๆ... งั้นไอ้ทหารหน้าตึงคนเมื่อกี้ก็ไม่ใช่ดาราสมทบน่ะสิ แล้วคือใครกัน!?”