
“ใครบอกท่านว่าข้ากลัวกัน เทพอย่างข้าไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดอยู่แล้ว ใครหน้าไหนกล้าแหย็มก็เข้ามา ข้าจะฟันให้ขาดสองท่อนเลยไม่เชื่อก็คอยดูสิ” แม่ทัพ์จับดาบคู่ใจที่ถือไว้พร้อมกับชูมันขึ้นต่อหน้าองค์เง็กเซียน
“หึหึหึ ได้ ท่านยินดีรับข้อเสนอของเราหรือไม่” เง็กเซียนหัวเราะในลำคอรอชมเื่สนุกอย่างรื่นเริง
“ได้เรารับปาก” แม่ทัพแห่ง์จำใจรับปาก เพราะเขาไม่อยากให้องค์เง็กเซียนตั้งกฎใดๆ เพิ่มให้กับเขาอีก อย่างน้อยๆ ให้องค์เง็กเซียนรับปากยอมให้เขาลงไปจุติก่อนแล้วเดี๋ยวเื่อื่นๆ เขาค่อยหาทางเอาทีหลังก็ยังไม่สาย
“ท่านได้ในสิ่งที่้าแล้วคงไม่มีสิ่งใดอีกแล้วกระมัง”
“ข้าบาททูลลาพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพ์ก้มศีรษะให้เง็กเซียนแล้วหันหลังเดินออกมาทันที
หลังจากแม่ทัพ์ออกมาจากตำหนักของเง็กเซียน ก็เดินหัวฟัดหัวเหวี่ยง กลับมาที่ตำหนักของตนเอง นั่งคิดแผนการที่จะนำของวิเศษติดตัวลงไปใช้เบื้องล่าง
“จะทำอย่างไรเราถึงจะเอาของวิเศษติดตัวลงไปใช้เบื้องล่างได้กันนะ” แม่ทัพ์นั่งคิดอยู่นานจึงบังเกิดความคิดดีๆ ได้อย่างหนึ่ง
แม่ทัพ์นำความคิดที่ตนเองคิดได้ไปปรึกษากับเทพสายฟ้าและเทพวายุ เทพทั้งสองเห็นด้วยกับความคิดที่แม่ทัพ์นำมาเสนอ เทพทั้งสามจึงนำอาวุธประจำกายของตนเองไปฝากเอาไว้กับไท่ซ่านเหล่ากุง เพราะรู้ว่าไท่ซ่านเหล่ากุง เป็ญาติฝั่งมารดาที่พวกเขาจะต้องลงไปจุติในครรภ์
“ข้าไปตกลงกับองค์เง็กเซียนมาแล้ว พระองค์ยินยอมให้ข้าลงไปจุติพร้อมกับพวกเ้า แต่พวกเราไม่สามารถนำเอาของวิเศษติดตัวไปด้วยได้” แม่ทัพแห่ง์
“ห๊าอะไรนะ ไม่ให้พวกเรานำของวิเศษติดตัวไปสักชิ้นเลยเหรอ แล้วแบบนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี” เทพสายฟ้า
เทพวายุมองแม่ทัพแห่ง์แล้วก็ส่ายหัว “นี่ท่านแม่ทัพกำลังหาพวกอยู่ใช่หรือไม่” เทพวายุคิด
“การที่ท่านแม่ทัพไม่ได้โวยวายอะไร ข้าคิดว่าท่านหาทางแก้ไขเื่นี้ได้แล้วใช่หรือไม่” เทพวายุสบตากับท่านแม่ทัพ์
“ต้องใช่อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นข้าจะมานั่งใจเย็นแบบนี้ได้อย่างไร” แม่ทัพ์พูดไปก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“ท่านอย่ามัวอ้ำอึ้งมีอะไรก็รีบพูดออกมาให้หมดเร็วๆ” เทพสายฟ้าเริ่มรำคาญที่ท่านแม่ทัพ์อมพะนำท่าเยอะ
“ข้าไปสืบมาแล้ว คนที่พวกเราจะลงไปจุติในครรภ์คือหลานสาวของไท่ซ่านเหล่ากุง พูดแค่นี้พวกเ้าพอจะนึกภาพออกหรือไม่ พอจะเข้าใจอะไรบ้างหรือยัง” แม่ทัพ์มองหน้าเทพวายุและเทพสายฟ้าอย่างมีความหวัง
“แต่ไท่ซ่านเหล่ากุงจะยอมช่วยพวกเราเหรอ” เทพวายุแสดงสีหน้ากังวล
“ไม่ลองก็ไม่รู้ ลองก่อนเถอะน่า ถ้าไท่ซ่านเหล่ากุงไม่ยอมช่วยเดี๋ยวข้าจัดการเอง” แม่ทัพ์กล่าวให้เทพทั้งสองมั่นใจว่าเื่นี้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา
“ท่านจะไปข่มขู่ไท่ซ่านเหล่ากุงเหรอ ทำแบบนั้นไม่ได้นะ” เทพสายฟ้ารีบห้ามเพราะเกรงว่าแม่ทัพ์จะกระทำการบุ่มบ่ามเหมือนที่มักจะทำอยู่เป็ประจำ
“ใครบอกพวกท่านว่าข้าจะไปข่มขู่ ข้าจะไปขอร้องดีๆ ต่างหากล่ะ ท่านทั้งสองอย่าลืมสิ ว่าพวกเรากำลังจะไปเกิดเป็เหลนของไท่ซ่านเหล่ากุงนะ ตัวไท่ซ่านเหล่ากุงเองก็ถือว่าเป็บรรพบุรุษของพวกเรา คงจะไม่ใจร้ายใจดำกับพวกเราว่าที่เหลนในอนาคตหรอก เชื่อข้าเถอะ”
“ห๊าาาา เทพอย่างท่านเนี่ยนะจะไปขอร้องไท่ซ่านเหล่ากุง สมองกระทบกระเทือนอะไรมาหรือเปล่าท่านแม่ทัพ” เทพวายุเดินวนรอบตัวของแม่ทัพ์
“ข้าไม่ได้เป็อะไรทั้งนั้น เพียงแต่จะใช้วิธีการเจรจาในการศึก มีอันใดแปลกกัน” แม่ทัพ์ตอบให้สหายคลายกังวล แต่กลับกลายเป็ว่าทำให้สหายกังวลมากกว่าเดิม
“คนอย่างท่านเนี่ยนะ เจรจาเป็ด้วยเหรอ ปกติพวกข้าเห็นแต่ท่านเที่ยวไปทุบตีผู้อื่นอยู่เป็ประจำ” เทพสายฟ้าทำหน้าตาไม่เชื่อ
“ยุทธวิธีในการรบมีตั้งมากมาย ข้าก็แค่เลือกวิธีที่คิดว่าเบาที่สุดมาใช้ก่อนจะแปลกตรงไหนกัน” แม่ทัพ์ชักสีหน้ารำคาญใจที่ถูกสหายซักถาม
“เื่เพียงเท่านี้ท่านถึงกับต้องใช้ยุทธวิธีในการรบเลยเหรอ นี่ท่านจะไม่เล่นใหญ่ไปใช่ไหมเนี่ย” เทพวายุถอนหายใจ ไม่รู้ว่าพวกเขาคบหากันมาได้อย่างไรตั้งหลายร้อยปี
“นี่ข้าอุตส่าห์คิดมาอย่างดีแล้วนะ แต่ถ้าพวกท่านไม่เห็นด้วย ข้าจะเปลี่ยนไปใช้กำลังแบบเดิมก็ได้นะ” แม่ทัพ์ทำท่าจะชักดาบของตนเองออกจากฝัก
“ไม่ ไม่ เอาเป็ว่าใช้วิธีเจรจาอย่างที่ท่านว่านั่นแหละดีแล้ว ใครจะเป็คนไปเจรจาล่ะ” เทพวายุกับเทพสายฟ้ารีบปฏิเสธพร้อมกัน ห้ามไม่ให้แม่ทัพ์ก่อเื่ เพราะไม่อยากให้เกิดเื่วุ่นวายบน์ก่อนที่พวกเขาจะลงไปจุติ
พวกเขาทั้งสามตกลงจะไปเจรจากับไท่ซ่านเหล่ากุงพร้อมกันทั้งสามคน โดยจะให้เทพวายุกับเทพสายฟ้าเป็คนพูด เพื่อไม่ให้แม่ทัพ์ทำให้ไท่ซ่านเหล่ากุงปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ
ไท่ซ่านเหล่ากุงเป็เทพที่มีหน้าที่ดูแลสวนสมุนไพร และปรุงยาถวายให้แก่องค์เง็กเซียน วันไหนที่พอมีเวลาว่างก็จะไปเล่นหมากรุกตำหนักนั้นตำหนักนี้ ชนะใครเขาก็กวาดเอาของมีค่า ของวิเศษของเขามา เมื่อได้ทราบจากเทพทั้งสาม ว่าเทพทั้งสาม ได้รับคำสั่งให้ลงมาจุติในครรภ์ของหลานสาว ก็ยินดีเป็อย่างมาก ที่หลานสาวกับหลานเขยมีบุญจะได้เทพทั้งสามมาจุติเป็บุตรในครรภ์ ไท่ซ่านเหล่ากุงเต็มใจที่จะรับฝากอาวุธวิเศษของเทพทั้งสาม เพื่อที่จะนำไปมอบให้ในภายหลัง
โดยที่เทพทั้งสามไม่รู้เลยว่าองค์เง็กเซียนที่ใช้กระจกส่องฟ้าส่องตามดูพฤติกรรมของพวกเขาทั้งสามอยู่ตลอด ทราบถึงเื่ที่พวกเขาตั้งใจจะทำทั้งหมดแล้ว องค์เง็กเซียนเล่นตลกตลบหลังพวกเขา ถอดอิทธิฤทธิ์ออกจากอาวุธของพวกเขา ทำให้พวกเขาได้ไปเพียงอาวุธที่แทบจะปกติธรรมดา จะแตกต่างก็เพียงว่าอาวุธของพวกเขาไม่มีสิ่งใดสามารถทำลายได้เท่านั้น อาวุธเหล่านี้จะเป็อาวุธคู่บ้านคู่เมืองประจำแคว้นสืบไปในภายภาคหน้า นี่เป็สิ่งที่องค์เง็กเซียนตั้งใจให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีปัญหากับการที่เทพทั้งสามจะนำอาวุธของตนเองติดกายลงไปเบื้องล่าง
ไท่ซ่านเหล่ากุงสงสารในชะตากรรมของเทพทั้งสาม ที่จะต้องลงไปเวียนว่ายตายเกิดใช้ชีวิตเช่นมนุษย์ปกติธรรมดาโดยไม่มีของวิเศษใดๆ ติดกายลงไปเลย จึงคิดหาตัวช่วย เขาไปต่อรองกับบรรดาสัตว์เทพ ให้ยอมปล่อยลูกหลานของตนเองลงไปเป็สัตว์คู่บุญของเทพทั้งสาม ัทองยินดีให้ลูกของมันไปเป็สัตว์คู่บุญของเทพสายฟ้า กิเลนเพลิงยินดีให้ลูกของมันไปเป็สัตว์คู่บุญของเทพวายุ และเสือดำยินดีที่จะให้ลูกของมันลงไปเป็สัตว์คู่บุญของท่านแม่ทัพ์
