ณ ลานฝึกด้านหลังของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ที่ซึ่งเหล่าศิษย์ระดับล่างมักจะใช้เป็ที่ฝึกซ้อมส่วนตัว บรรยากาศที่ควรจะสงบเงียบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงตะคอกอันโอหัง
“ซูเหยา! ข้าเรียกไม่ได้ยินรึไง!”
เ้าของเสียงคือจ้าวหู่ อันธพาลร่างกำยำเ้าเก่าที่กำลังยืนเท้าเอวขวางทางเด็กสาวร่างอรชรผู้หนึ่ง นางมีนามว่าซูเหยา ศิษย์น้องหญิงที่เพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นาน แต่ความน่ารักสดใสและจิตใจที่อ่อนโยนของนางก็เป็ที่เลื่องลือไปทั่วหมู่ศิษย์ชายอย่างรวดเร็ว
ซูเหยาที่กำลังถือตะกร้าสมุนไพรอยู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย “คารวะ...คารวะศิษย์พี่จ้าวเ้าค่ะ”
“คารวะรึ? หึ! เ้าเห็นข้าอยู่ในสายตาด้วยรึ?” จ้าวหู่เดินเข้ามาใกล้ ยื่นหน้าเข้าไปจนเกือบชิด “ข้าได้ยินมาว่าเ้ามีพร์ในการปรุงยาใช่หรือไม่? ยาฟื้นฟูพลังที่เ้าปรุงขึ้น ได้ยินว่ามีคุณภาพดีกว่าที่สำนักแจกให้เสียอีก”
“มะ...ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเ้าค่ะ เป็แค่ความรู้พื้นฐานที่ข้าเรียนมาจากท่านพ่อเท่านั้น” ซูเหยาตอบเสียงสั่น พยายามถอยหลังหนี แต่กลับถูกจ้าวหู่ก้าวเข้ามาขวางไว้อีก
“ไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอกน่า!” จ้าวหู่หัวเราะหึๆ ในลำคอ “เอาอย่างนี้แล้วกัน พรุ่งนี้ข้าจะไปฝึกในป่าอสูร ้ายาฟื้นฟูพลังจำนวนมากหน่อย เ้าเตรียมมาให้ข้าสักสิบขวดก็แล้วกัน ถือว่าเป็น้ำใจจากศิษย์น้องสู่ศิษย์พี่”
ใบหน้าของซูเหยาซีดเผือดทันที “สิบขวด! แต่...แต่ว่าสมุนไพรที่ต้องใช้มันหายากและมีราคาแพงมากนะเ้าคะ ข้า...ข้าไม่มีเงินมากพอที่จะหามาปรุงให้ท่านได้ถึงขนาดนั้น”
“นั่นมันปัญหาของเ้า ไม่ใช่ปัญหาของข้า!” จ้าวหู่ตวาดลั่น “หรือว่าเ้าอยากจะให้ข้าใช้กำลัง? บอกไว้ก่อนนะ กำปั้นของข้ามันไม่เคยปรานีใคร โดยเฉพาะกับคนที่ไม่รู้จักเจียมตัว!”
“ข้า...ข้า...” น้ำตาของซูเหยาเริ่มคลอเบ้า นางกอดตะกร้าสมุนไพรไว้แน่น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวและอับจนหนทาง
ห่างออกไปในเงาของต้นไผ่ใหญ่ ร่างที่ซูบผอมของเฟยหลงยืนนิ่งสงบราวกับก้อนหิน เขามองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่เรียบเฉยและเ็า สมองของนักฆ่าอัจฉริยะกำลังคำนวณความเป็ไปได้นับล้านในชั่วพริบตา
‘มาแล้ว...ฉากที่ถูกกำหนดไว้ในบทละครเดิม...’ เขาคิดในใจ ‘เฟยหลงคนเก่าจะทนดูหญิงสาวที่ตนแอบชื่นชมถูกรังแกไม่ไหว เขาจะพุ่งเข้าไปขวางอย่างไม่คิดชีวิต และจะถูกจ้าวหู่ซ้อมจนปางตาย...นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘อีเวนต์’ ที่จะนำพาเย่เฉินไปพบกับอาจารย์ในตำนาน’
เฟยหลงกำหมัดแน่น พลังปราณระดับก่อกำเนิดที่ซ่อนเร้นไว้ในร่างเริ่มปั่นป่วนด้วยสัญชาตญาณที่อยากจะปกป้องผู้อ่อนแอ แต่เหตุผลอันเยือกเย็นของอสุรากลับกดมันเอาไว้
‘ทางเลือกที่หนึ่ง: เข้าไปช่วย’ เขาประเมินอย่างรวดเร็ว ‘ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ การจัดการจ้าวหู่เป็เื่ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ แต่ผลที่ตามมาคืออะไร? พลังที่แท้จริงของข้าจะถูกเปิดโปง ความผิดปกติของข้าจะกลายเป็ที่จับตามอง แผนการซ่อนตัวในเงามืดของข้าจะพังทลายลงทั้งหมด...ความเสี่ยงสูงเกินไป’
‘ทางเลือกที่สอง: ไม่ทำอะไรเลย’ เขาวิเคราะห์ต่อ ‘ปล่อยให้ซูเหยาถูกรังแกไปตามยถากรรม นี่คือหนทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวข้า...แต่...’ เฟยหลงเหลือบมองเด็กสาวที่กำลังจะร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง ภาพนั้นมันซ้อนทับกับภาพของตัวเองในชาติก่อน...ภาพของความโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่ง ‘...แต่นั่นไม่ใช่หนทางของมนุษย์’
‘ทางเลือกที่สาม...’ สมองของเขาทำงานอย่างเต็มพิกัด ‘ต้องมีวิธี...วิธีที่จะช่วยนางโดยไม่เปิดเผยตัวตน...วิธีที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์โดยที่ตัวข้าไม่ต้องเข้าไปอยู่ในแสงสปอตไลท์...อาจจะใช้ก้อนหินสร้างสถานการณ์เหมือนคราวก่อน...หรือ...’
แต่ก่อนที่เฟยหลงจะได้ข้อสรุป เสียงทุ้มนุ่มที่เปี่ยมด้วยอำนาจก็ดังขึ้นจากอีกฟากของลานฝึก ทำลายความคิดทั้งหมดของเขาจนกระเจิง
“ศิษย์พี่จ้าว กำลังทำอะไรอยู่น่ะ?”
ทุกสายตาหันไปมองยังต้นเสียง...และภาพที่ปรากฏก็คือบุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นประดับบนใบหน้า...เย่เฉิน!
‘บัดซบ! ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่!’ เฟยหลงสบถในใจเป็ครั้งแรกในรอบหลายวัน ‘ตามเส้นเื่เดิม ใน่เวลานี้เย่เฉินควรจะกำลังฝึกยุทธ์อย่างหนักเพื่อเตรียมตัวเข้าแดนลับไม่ใช่รึ! หรือว่า...เพราะข้าชิงผลึกิญญาวารีไป ทำให้เขาไม่มีโอกาสสำคัญนั้น และยังคงวนเวียนอยู่ในสำนักอย่างนี้...นี่คือระลอกคลื่นที่ข้าสร้างขึ้นเองสินะ!’
จ้าวหู่พอเห็นว่าเป็เย่เฉิน สีหน้าก็เปลี่ยนเป็บึ้งตึงทันที “เย่เฉิน! เื่ของข้า ไม่เกี่ยวกับเ้า อย่ามายุ่ง!”
“เื่ของศิษย์น้องในสำนัก ก็เหมือนเื่ของข้าในฐานะศิษย์พี่ใหญ่” เย่เฉินยังคงยิ้มอย่างใจเย็น แต่แววตาของเขากลับคมกล้าขึ้น “ข้าเห็นเ้ากำลังข่มขู่ศิษย์น้องซูเหยาอยู่ มีปัญหาอะไรกันรึ?”
ซูเหยาพอเห็นเย่เฉินปรากฏตัว ก็รีบวิ่งไปหลบอยู่ข้างหลังเขาทันทีราวกับลูกแกะเจอที่พึ่งพิง “ศิษย์พี่ใหญ่...เขา...เขาจะบังคับให้ข้าปรุงยาให้เขาเ้าค่ะ”
“หึ! ข้าแค่ขอความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เ้าจะทำให้เป็เื่ใหญ่ไปทำไม!” จ้าวหู่เถียงข้างๆ คูๆ
“ขอความช่วยเหลือ? แต่ดูเหมือนศิษย์น้องซูเหยาจะไม่เต็มใจนะ” เย่เฉินกล่าวเสียงเรียบ “ในฐานะศิษย์พี่ เ้าควรจะเป็แบบอย่างที่ดี ไม่ใช่ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า”
“เ้าจะสั่งสอนข้างั้นรึ เย่เฉิน!” จ้าวหู่คำรามลั่นราวกับถูกเหยียบหาง ความอดทนของเขาสิ้นสุดลงแล้ว “ดี! ในเมื่อเ้าอยากจะยื่นหัวเข้ามายุ่งนัก ข้าก็จะสั่งสอนเ้าแทนศิษย์น้องคนนี้เอง! มาดูกันว่าระหว่างเ้ากับข้า ใครกันแน่ที่กำปั้นใหญ่กว่ากัน!”
พูดจบ จ้าวหู่ก็รวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่หมัดขวา เกิดเป็ประกายแสงสีเหลืองจางๆ ห่อหุ้มหมัดของเขาไว้ ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าใส่เย่เฉินอย่างบ้าคลั่ง!
“หมัดทลายภูผา!”
เฟยหลงที่ซ่อนตัวอยู่หรี่ตาลง ‘พลังระดับรวบรวมลมปราณขั้นปลาย...ไม่เลวสำหรับอันธพาลข้างถนน...แต่สำหรับเย่เฉินในตอนนี้...มันก็เป็ได้แค่ตลกร้ายเท่านั้น’
เย่เฉินยืนนิ่งไม่ไหวติง เขารอจนกระทั่งหมัดของจ้าวหู่เข้ามาในระยะสามก้าว ก่อนจะขยับตัวเป็ครั้งแรก!
มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วรุนแรง แต่กลับนุ่มนวลและต่อเนื่องราวกับสายน้ำไหล เขาเพียงแค่เอียงตัวหลบหมัดที่พุ่งเข้ามาอย่างเฉียดฉิว พร้อมกับใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของมือขวาจิ้มออกไปเบาๆ ราวกับกิ่งหลิวลู่ลม
*ฉึก!*
ปลายนิ้วของเขาจิ้มเข้าที่จุดชีพจรบริเวณข้อพับแขนของจ้าวหู่อย่างแม่นยำ!
“อ๊ะ!”
จ้าวหู่ร้องออกมาด้วยความใ! พลังลมปราณที่เคยรวมตัวกันอยู่ที่หมัดขวา บัดนี้กลับสลายหายไปในพริบตา แขนของเขาชาจนไร้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่ของตัวเอง!
เย่เฉินไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย เขาก้าวเท้าตามเข้าไปอีกหนึ่งก้าว แล้วใช้ฝ่ามือตบเข้าไปที่หน้าอกของจ้าวหู่เบาๆ
*ปึ้ก!*
มันเป็เสียงที่ไม่ได้ดังมากนัก แต่ร่างกำยำของจ้าวหู่กลับลอยละลิ่วถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าลมปราณในร่างปั่นป่วนจนไม่สามารถรวบรวมได้อีก
“เป็ไปไม่ได้...” จ้าวหู่พึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “เพลงกระบี่เมฆาพิรุณ...ขั้นที่หก...เ้า...เ้าทะลวงสู่ขั้นที่หกแล้วรึ!”
เย่เฉินไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงแค่เดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าจ้าวหู่ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นลงกว่าเดิม “ข้าหวังว่านี่จะเป็บทเรียนให้เ้าได้นะ ศิษย์พี่จ้าว...ความแข็งแกร่งที่แท้จริง ไม่ได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น”
พูดจบ เขาก็หันกลับมาหาซูเหยาที่ยืนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนกลับมาเป็รอยยิ้มที่อบอุ่นดังเดิม “เ้าไม่เป็อะไรแล้วนะ ศิษย์น้องซูเหยา”
“ขะ...ข้าไม่เป็อะไรเ้าค่ะ! ขอบคุณ...ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่มากนะเ้าคะที่ช่วยข้าไว้!” ซูเหยากล่าวด้วยความซาบซึ้ง ดวงตาของนางทอประกายแห่งความชื่นชมและบูชาราวกับมองดูวีรบุรุษในตำนาน
เย่เฉินเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ “ด้วยความยินดี หากคราวหน้าเขามาหาเื่เ้าอีก ก็มาบอกข้าได้ทุกเมื่อ”
จากนั้น เขาก็หันไปมองรอบๆ ราวกับจะมองหาใครบางคน แต่เมื่อไม่พบสิ่งใดผิดปกติ เขาก็เดินจากไป ทิ้งไว้เพียงภาพลักษณ์ของวีรบุรุษผู้สูงส่งและแข็งแกร่งไว้ในสายตาของทุกคน
เฟยหลงค่อยๆ คลายหมัดที่กำแน่นออก เขายืนมองแผ่นหลังของจ้าวหู่ที่กำลังพยุงร่างอันบอบช้ำของตนเองลุกขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างน่าสมเพช จากนั้นก็มองไปยังซูเหยาที่ยังคงมองตามแผ่นหลังของเย่เฉินไปด้วยสายตาเพ้อฝัน
ฉากละครเดิม...ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ตัวประกอบอย่างเฟยหลงคนเดิมที่ควรจะาเ็ปางตาย บัดนี้กลับยืนอยู่อย่างปลอดภัยในเงามืด...และพระเอกอย่างเย่เฉิน ก็ได้กลายเป็ผู้ที่เข้ามาขโมยบทบาท ‘วีรบุรุษช่วยสาวงาม’ ไปแทน
“น่าสนใจ...” เฟยหลงกระซิบกับตัวเอง รอยยิ้มที่อ่านไม่ออกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“การกระทำเพียงเล็กน้อยของข้า...การชิงสมบัติเพียงชิ้นเดียว...กลับส่งผลกระทบต่อเส้นเื่ได้ถึงขนาดนี้...นี่หมายความว่าโชคชะตาไม่ได้แข็งแกร่งและตายตัวอย่างที่ข้าคิด...มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้...มันสามารถถูกควบคุมได้!”
ดวงตาของเขาทอประกายลุ่มลึกขึ้นกว่าเดิม เขารู้สึกราวกับตัวเองเป็นักเล่นหมากรุกที่เพิ่งค้นพบกฎข้อใหม่ของเกม...กฎที่บอกว่าเขาสามารถขยับหมากของฝ่ายตรงข้ามได้ด้วย
“เย่เฉินเอ๋ย...เย่เฉิน” เขากระซิบชื่อนั้นออกมาอีกครั้ง “ดูเหมือนว่าการที่เ้ายังอยู่ในสำนักแห่งนี้...อาจจะไม่ใช่เื่เลวร้ายเสมอไป...บางที...เ้าอาจจะเป็ ‘ตัวแปร’ ที่มีประโยชน์ที่สุดในการทำลายบทละครบัดซบนี้ของข้าก็ได้”
เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ ความรู้สึกสับสนที่เคยมีก่อนหน้านี้ได้มลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นและความท้าทายอันเย็นะเื
“เอาล่ะ...ในเมื่อบทละครฉากนี้จบลงแล้ว...ก็ถึงเวลาที่ข้าจะต้องเตรียมตัวสำหรับฉากต่อไป...ฉากที่ข้าจะไม่ได้เป็แค่ผู้ชมอีกต่อไป...แต่จะเป็ผู้เขียนบทด้วยตัวเอง”