เื่ราวทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับคำทำนาย อันหนิงคิดลำดับเหตุการณ์ตามคำบอกเล่าของหญิงสาวผมมวยที่กำลังบรรจงปักเครื่องประดับที่ทำด้วยทองลายดอกเหมยลงบนทรงผมเกล้าสูง นางได้แต่เหม่อมองเงาสะท้อนของตนผ่านกระจกทองเหลือง
“อย่างนี้นี่เอง”
ปิ่นดอกเหมยที่มีสายห้อยระย้าประดับมุขสีขาวนวลถูกปักลงที่ด้านขวาเป็ชิ้นสุดท้าย
“เสร็จแล้วเ้าคะ คุณหนูของข้างดงามยิ่งนัก ต่อไปนี้คงต้องเรียกท่านว่าพระชายา คงเรียกท่านว่าคุณหนูไม่ได้แล้ว”
เสี่ยวอี้น้อยมองนายตนผ่านกระจกด้วยสายตาที่ชื่นชมและยกย่อง
“เรียกข้าเหมือนเดิมเถิด ข้าชินที่เ้าเรียกข้าแบบนี้มากกว่า”
อันหนิงสำรวจตนเองในกระจกแล้วจึงหันมาหาเด็กสาวที่ช่วยนางแต่งองค์ทรงเครื่อง
“ว่าแต่เ้าก็เชื่อเื่คำทำนายนั่นด้วยหรือ”
“ก็ต้องเชื่อสิเ้าคะ ธิดาเทพนับว่าเป็ผู้ศักดิ์สิทธิ์ แม้กระทั่งองค์จักรพรรดิยังให้ความนับถือแล้วข้าจะไม่เชื่อได้อย่างไร”
เสี่ยวอี้กวาดสายตาตรวจสอบความเรียบร้อยให้นายหญิงของตนอีกครั้ง พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้อย่างภูมิใจที่ไม่ว่าเ้านายตนจะอยู่ในชุดใดก็งามหาผู้ใดเปรียบ
“เรียบร้อยแล้ว เรารีบออกไปกันเถอะเ้าค่ะ”
“เสี่ยวอี้ ถ้าข้าอยากพบธิดาเทพ ข้าจะเจอนางได้อย่างไร”
เสี้ยวอี้มุ่นคิ้วเรียวเข้าหากัน สีหน้าแลดูฉงนใจในคำถามของนายหญิงน้อย
“นางพำนักที่ตำหนักเทพศักดิ์สิทธิ์ ภายในวังหลวง คนทั่วไปยากที่จะได้เข้าพบ เหตุใดท่านจึงอยากเจอนางล่ะเ้าคะ”
คงไม่ใช่เื่ง่ายนักที่จะพบคนของฮ่องเต้ แต่อันหนิงก็ยังอดคิดไม่ได้ว่านางอาจจะรู้เกี่ยวกับการทะลุมิติมาแล้วช่วยหาทางส่งนางกลับไปได้เร็วขึ้น
“ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากจะลองดูดวงตัวเองบ้างก็เท่านั้น ไปกันเถอะใกล้เวลาที่พระสนมจะมาถึงแล้ว”
ทุกคนในจวนอ๋องมู่หรงต่างมารอรับเสด็จพระสนมหลี่เฟยที่ด้านหน้าประตู ยกเว้นเ้าของจวนเพียงผู้เดียวเนื่องจากพึ่งฟื้นจากอาการป่วยจึงรออยู่ที่ห้องโถงด้านในแทน
รถม้าที่ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตาแล่นออกจากวังหลวงมุ่งหน้าตรงมาหยุดที่หน้าประตูใหญ่ที่เปิดคอยรับ หญิงสูงศักดิ์ก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่าแม้อายุอานามจะล่วงเข้าสู่วัยกลางคน ถึงกระนั้นก็มิอาจทำลายความงามที่มีให้ลดลงได้ รัศมีเจิดจ้ายังคงแผ่รอบกายราวกับเป็ดรุณีวัยแรกแย้มก็ไม่ปาน
“พระสนม”
อันหนิงก้มหน้าย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพพร้อม ๆ กับเหล่าบ่าวไพร่ในจวนชินอ๋องที่มารอต้อนรับกันพร้อมหน้า
“เข้าไปข้างในเถอะ”
เรียวหน้างดงามแต่เรียบเชยชายตามองผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็ลูกสะใภ้ ซึ่งอันหนิงััได้ถึงไอสังหารอันคุกรุนที่พร้อมจะเผาผลาญนางให้มอดไหม้ ก็คงไม่ต่างอะไรกับครอบครัวอื่นที่มักจะมีเื่หมางใจกันระหว่างลูกสะใภ้และแม่สามี
เมื่อมาถึงห้องโถงด้านใน บุตรชายก็นั่งคอยอยู่ที่โต๊ะทรงกลมอย่างเงียบ ๆ พระสนมหลี่เฟยเร่งฝีเท้าเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ข้าง ๆ ลูกชาย ภายในเรือนรับรองนั้นได้จัดเตรียมอาหารไว้สำหรับต้อนรับ โดยมีอันหนิงเดินตามมานั่งฝั่งตรงข้าม
“หรงเอ๋อ เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
ความห่วงใยฉายออกมาทางแววตาสีนิล เมื่อพระนางคุยกับผู้เป็บุตร แววตานั้นมันต่างจากสายตาเมื่อครู่ที่มองลู่อันหนิงโดยสิ้นเชิง แต่ไม่ว่าจะแสดงความเป็ห่วงแค่ไหนแต่ก็ไร้ซึ่งการตอบสนองจากผู้ที่สูญเสียประสาทััทั้งห้า
“เอาล่ะ กินข้าวกันเถอะ”
เป็่เวลาที่รอคอยของคนที่หิ้วท้องมาั้แ่คืนงานแต่ง ลู่อันหนิงยังไม่ได้ลิ้มรสอาหารเลยั้แ่ข้ามมิติมาจนถึงเวลานี้ นางจึงไม่อาจยั้งใจกับอาหารแสนโอชาที่วางรอการลิ้มรสอยู่ตรงหน้า นางคว้าตะเกียบตักอาหารใส่ชามพุ้ยข้าวเข้าปากเสียคำใหญ่ ทำให้พระสนมหลี่ที่มองการกระทำของนางต้องอึ้งจนถึงกับอ้าปากค้าง
“พระชายาเพคะ”
เสี่ยวอี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบเข้ามาสะกิดนางด้วยเห็นดวงตาของหญิงสูงศักดิ์ด้านข้างกำลังจะเปลี่ยนเป็สีแดงดั่งแสงของเปลวเพลิง
“อือ...มีอะไรเสี่ยวอี้”
แต่ผู้ที่กำลังหิวนั้นมีหรือจะรู้ตัว นางยังคงเคี้ยวเม็ดข้าวเต็มปากอย่างเอร็ดอร่อย เอ่ยถามผู้ที่ขาลเรียกด้วยเสียงอู้อี้
“ท่านต้องคีบอาหารให้ท่านอ๋องก่อนสิเพคะ”
เสี้ยวอี้เดินมายืนข้าง ๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความประหม่าพลางกระซิบกระซาบบอกหน้าที่ที่ควรทำให้นายหญิงตนด้วยดวงตาที่ปูดโปนจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า พร้อมกับกรอกตาไปที่พระสนม
“อ้อ...ฮา...ฮา...ฮา”
อันหนิงเข้าใจได้ในทันทีที่เห็นสีหน้าเรียบตึงของแม่สามี นางแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน แล้วจำใจวางตะเกียบลง แม้จะเสียดายที่ตนพึ่งกินได้เพียงคำเดียว นางหันไปคว้าตะเกียบของผู้เป็สามี คืบเนื้อผัดชิ้นใหญ่ก่อนจะยื่นส่งไปถึงปาก
“เชิญท่านอ๋องเสวยก่อนเพคะ”
นางคอยอยู่นานอ๋องมู่หรงก็เอาแต่นั่งนิ่ง หากเป็เช่นนี้นางคงไม่มีทางได้กินข้าวต่อเป็แน่ อันหนิงจึงใช้มือข้างที่ว่างอยู่ของตนบีบแก้มตอบของคนตรงหน้า บังคับให้อ้าปากแล้วจัดการยัดเนื้อผัดก้อนใหญ่เข้าไปในปาก
แคก แคก แคก
ดูเหมือนว่าเนื้อชิ้นนั้นจะไม่เพียงแค่เข้าปาก แต่มันติดเข้าไปถึงในคอของท่านอ๋องด้วย ใบหน้าชายหนุ่มจากสีขาวผุดผ่องเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดง และคล้ายจะกลายเป็สีม่วงในชั่วพริบตา
“นี่เ้าทำอะไรของเ้า หรงเอ๋อลูกแม่เ้าเป็อย่างไรบ้าง ใครก็ได้ไปตามหมอหลวงมาเร็วเข้า”
“หะ! เอ่อ...ข้า...ก็แค่ป้อนเนื้อเองนะ ข้าทำรุนแรงไปหรอกหรือ”
แคก แคก แคก
เมื่อเห็นท่าไม่ดีเพราะสีหน้าของผู้เป็สามีเหมือนว่าจะขาดอากาศหายใจ ด้วยความเป็หมอนางจึงลืมตัวผลักพระสนมหลี่ให้ออกจากตัวบุตรชาย จนพระนางกระเด็นออกไปอยู่ด้านข้าง แล้วจึงทำการช่วยชีวิต
อันหนิงเกร็งฝ่ามือฟาดไปที่แผ่นหลังของอ๋องมู่หรงอย่างแรงสองถึงสามครั้ง จนกระทั่งชิ้นเนื้อเ้าปัญหาชิ้นนั้นกระเด็นหลุดออกมา
“เฮ้ย...รอดแล้ว”
นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางลูบไปที่แผ่นหลังของผู้ที่เกือบจะสิ้นชีพเพราะความประหมาดของนาง ก่อนที่จะรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง
“หรือว่าจะไม่รอด”
“นี่เ้าช่างบังอาจนัก ข้าไม่เคยเห็นสตรีใดไร้มารยาทเช่นเ้า”
พระสนมกล่าวตำหนิเสียงสั่นด้วยความเดือดดาลเป็ที่สุด เดิมทีพระนางก็แลดูจะไม่ชอบสะใภ้ผู้นี้เป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมาเห็นพฤติกรรมเช่นวันนี้ยิ่งทวีความเกลียดชังขึ้นเป็เท่าตัว
“ทูลพระสนมที่หม่อมฉันทำคือวิธีการช่วยชีวิต เพราะเศษอาหารเข้าไปติดคอ หม่อมฉันจึงต้องทุบหลังเพื่อให้ท่านอ๋องคายมันออกมาน่ะเพคะ”
อันหนิงััได้ถึงอารมณ์อันเกรี้ยวกราดที่ปะทุออกมา นางจึงรีบโค้งตัวก้มหน้าพร้อมกับอธิบายเหตุผล
“ถึงเป็เช่นนั้น แต่ต้นเหตุมันก็เป็เพราะเ้ายัดเนื้อชิ้นนั้นเข้าปากลูกข้าไม่ใช่หรือ”
“แต่เื่นั้น...หากท่านอ๋องทรงเคี้ยวก่อนกลืนก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้”
“นี่เ้า...”
แม้นางจะตอบคำถามด้วยน้ำเสียงที่เบาลงหลายส่วนอย่างสำนึกผิด แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะยอกย้อน เป็เหตุให้พระสนมหลี่ถึงกับกุมขมับคล้ายจะมีลมตีขึ้นด้วยความโกรธอย่างที่สุด
แคก แคก
“เสด็จแม่...”
ผู้เป็แม่หันไปหาบุตรชายที่นั่งก้มหน้าลูบที่ลำคอตนเองอย่างช้า ๆ ช่างเป็เื่น่าอัศจรรย์ใจโดยแท้เมื่ออยู่ ๆ น้ำเสียงที่ไม่ได้ยินมาเสียนานของอ๋องมู่หรงก็กลับคืนมา เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีจนพระนางก็อดคิดไม่ได้ว่าจะไม่ได้ยินเสียงนี้อีกแล้ว
“หรงเอ๋อ...เสียงของเ้า เ้าพูดได้ ลูกแม่พูดได้แล้วจริง ๆ ขอบคุณ์”
น้ำเสียงอันไพเราะหวานหูที่เอ่ยเรียกมารดาของท่านอ๋องช่วยสะกดโทสะของสนมหลี่ไว้ ลู่อันหนิงที่มีความผิดจึงถูกลดความสนใจไป
“เนี่ยนเจินเ้าได้ยินหรือไม่ หรงเอ๋อของข้าพูดได้แล้ว”
“เพคะพระสนม”
ทั้งนายและบ่าวต่างตื้นตันจนน้ำตาซึม
“เ้ารีบไปตามหมอหลวงมาดูอาการท่านอ๋องเร็วเข้า”
“เพคะ หม่อมฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
พระสนมหลี่เฟยหันไปออกคำสั่งกับหญิงวัยกลางคน นางเป็คนสนิทที่ติดตามรับใช้มาจากในวังหลวง เมื่อนางเดินออกไปทุกคนในห้องก็พาท่านอ๋องกลับไปยังเรือนนอน
ไม่นานนักหมอหลวงส่วนพระองค์ของอ๋องมู่หรงก็เดินทางมาถึง จากนั้นก็เริ่มทำการรักษาโดยมีพระสนมหลี่เฟยและลู่อันหนิงยืนสังเกตุการณ์อยู่ใกล้ ๆ
“ท่านอ๋องกระหม่อมขอมือขวาของพระองค์หน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
อ๋องมู่หรงที่นั่งอิงพนักพิงอยู่บนเตียงยกมือขวาของตนขึ้นมายื่นให้กับหมอหลวงตามคำขอ
“ทรงมีพระอาการเ็ปตรงไหนหรือไม่”
“เราเจ็บหลัง”
เมื่อได้ยินท่านอ๋องสามกล่าวเช่นนั้น แววตาคมกริบของพระสนมหลี่ก็หันไปมองที่อันหนิงทันที สายตาเชือดเฉือนราวกับว่าอยากจะฉีกเนื้อเถือหนังนางออกเป็ชิ้น ๆ ทำเอาผู้ถูกมองถึงกับรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ
“อาการท่านอ๋องเป็อย่างไรบ้าง”
“ทูลพระสนม พระอาการของท่านอ๋องดีขึ้นมากพ่ะย่ะค่ะ การได้ยินและการพูดกลับมาเป็ปกติแล้ว อาจเป็เพราะแรงกระแทกช่วยกระตุ้นให้เส้นประสาทการรับรู้กลับคืนมา”
“เช่นนั้นหรือ”
สายตาของพระนางหวนกลับมามองอันหนิงอีกครั้ง นางไม่อยากจะเชื่อหูตนเองว่าในโลกนี้จะมีเื่บังเอิญเช่นนี้ด้วย
“กระหม่อมจะจัดยาชนิดเดิมให้ท่านอ๋องเพิ่มอีก จำเป็ต้องให้กินอย่างต่อเนื่องทุก ๆ สองชั่วยามอย่าให้ขาด ภายในเวลาสองวันพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อกล่าวดังนั้นแล้วหมอหลวงก็ทำความเคารพแล้วจัดการเก็บอุปกรณ์การตรวจของตนเข้าที่ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องโดยมีไป๋หลี่เจินเดินตามไปส่ง
“หรงเอ๋อ เ้าได้ยินเสียงของแม่แล้วใช่หรือไม่”
ท่านอ๋องพยักหน้าให้ผู้ที่เปรียบเสมือนมารดา พระนางดีใจเสียจนหยาดน้ำตาเอ่อคลอ ฝ่ามือนางลูบไปบนใบหน้าซูบผอมของอ๋องมู่หรงและไล่จับไปตามร่างกายราวกับว่าลูกชายยังคงเป็เด็กเล็ก ๆ
“่ที่เ้าป่วยคงจะยังไม่รู้ว่าเสด็จพ่อของ
เ้ามีรับสั่งให้เ้าแต่งพระชายา”
“พระชายาหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่ นางก็คือคนที่ทำให้เ้าเกือบตายเมื่อครู่นี้อย่างไรเล่า”
..___________.. @ .. ___________..