ในวันหยุดทางค่ายให้เหล่าทหารออกจากค่ายได้แต่ต้องรีบกลับมาให้ทันก่อนตะวันตกดินหยางเสียออกจากค่ายแต่เช้าเพื่อเดินทางไปยังสุสานที่ฝังศพแม่หยางเอ๋อร์...ป่านนี้แม่ทั้งสองคงรอนางแย่แล้ว
หลุมศพเล็กๆ มีหญ้าขึ้นปกคลุมรกเรื้อต้นไม้ข้างสุสานทิ้งใบร่วงปกคลุมไปทั่วบริเวณหญิงสาวจัดการเก็บกวาดทำความสะอาดและนำดอกไม้ที่นางเด็ดได้ตามรายทางวางไว้หน้าหลุมศพ
หยางเอ๋อร์และหลินเหนียง...คือชื่อที่สลักบนป้ายหน้าหลุมศพหญิงสาวยื่นมือลูบแผ่นป้าย ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างพัดมาอัดแน่นในอก สายลมซึ่งไม่เคยหยุดนิ่งอยู่หนใดได้นานพัดกรูเกรียวจนใบไม้ไหวโยนและทิ้งตัวร่วงพรูความเหงาเข้ากลืนหัวใจ หยาดน้ำตาหยางเสียรินหลั่งอีกครา คำถามเดิมผุดขึ้นในใจซ้ำๆ
...ทำไมแม่ทิ้งข้าให้อยู่คนเดียว รู้หรือไม่ข้าคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน
เมื่อออกจากสุสานแล้วหยางเสียมุ่งตรงกลับค่ายจินเฉิงก่าน นางไม่มีที่ไหนให้กลับไปอีกแล้ว ที่แห่งนั้นคือบ้านของนางขอบฟ้าฉาบด้วยแสงสีส้มตัดกับสีครามหมองหม่น ตะวันกำลังจะตกดินในอีกไม่นานหญิงสาวก้าวเท้าเร็วขึ้น กฎระเบียบของค่ายนั้นเคร่งครัด นางต้องถึงค่ายก่อนเวลาเข้าสู่ยามซวี[1]
“ว่าอย่างไรเ้าหน้าขาว” จู่ๆ ต้าเป่ยก็เดินออกมาจากพุ่มไม้ข้างทางทำให้หยางเสียที่กำลังรีบเร่งก้าวขาต้องชะงักงัน ชายหนุ่มมาดักนางกลางทางในที่เปลี่ยวอย่างนี้ย่อมไม่ใช่เื่ดี
“มีธุระอะไร” หญิงสาวรักษาน้ำเสียงในระดับปรกติพยายามไม่แสดงความตื่นตระหนกออกมา
“อยู่คุยกันก่อนเป็ไร เ้าไม่อยากปรับความเข้าใจกับข้าหน่อยหรือ”
น้ำเสียงของคนที่อยากปรับความเข้าใจมันเป็อย่างนี้เรอะ!
หยางเสียคิดว่าต้าเป่ยคงไม่ได้ดักพบนางกลางทางด้วยเื่ดีแน่
“มีอะไรไปคุยกันที่ค่ายก็ได้ ขืนมัวชักช้าเ้ากับข้าคงได้ถูกโบยหลังลายกลับค่ายกันเถอะ” หญิงสาวทำใจดีสู้เสือร้าย นางตั้งท่าจะก้าวต่อทันที แต่อีกคนกลับตรงเข้ากระชากแขนแล้วเหวี่ยงนางเข้าไปยังพุ่มไม้ข้างทาง
ต้นหญ้าล้มเป็ระนาบตามน้ำหนักตัวหยางเสียรีบพลิกตัวแล้วใช้เท้ายันอีกฝ่าย เื่ผ่านมาเป็เดือนแล้วนางแน่ใจว่าไม่ได้ไปทำอะไรที่เป็การกระตุกหนวดเขาให้ขุ่นข้องหมองใจได้อีกแล้วทำไมเขายังคิดตามจองล้างเล่นงานนางไม่หยุด
ต้าเป่ยมองคนที่เพิ่งยกเท้าถีบเขา น่าโมโหนักเขารึอุตส่าห์ฝึกหนักแสดงฝีมือทุกอย่างที่มีแต่คนที่เรียกความสนใจและเป็ที่จดจำของรองแม่ทัพและนายทหารใหญ่ๆ ได้ กลับเป็เ้าหน้าขาวอ่อนหัดผู้นี้!
รอให้ถึงพรุ่งนี้เช้า ทหารหนีค่ายอย่างเ้าคงไม่มีหน้ากลับไปที่ค่ายได้อีก!
หยางเสียเห็นต้าเป่ยดึงเชือกเส้นหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อก่อนจะจับตัวนางพลิกคว่ำอย่างรวดเร็ว ในระยะประชิดตัวหญิงสาวสู้แรงเขาได้ยากนักเขาพยายามจะใช้เชือกมัดนาง แต่หญิงสาวพยายามดิ้นสุดแรงจนสามารถสะบัดตัวหลุดจากอุ้งมือเขาได้
ในขณะที่กำลังจะลุกนางก็รู้สึกเจ็บที่ท้ายทอยก่อนสติทั้งหมดจะดับวูบลง
หยางเสียลืมตาขึ้นเพราะได้ยินเสียงจักจั่นร้องดังกังวานทั่วบริเวณหญิงสาวนอนนิ่ง รอจนปรับสายตาได้จึงค่อยขยับตัวช้าๆนางรู้สึกปวดระบมแถวต้นคอ เ้าของร่างบางตกอยู่ในสภาพถูกมัดมือไพล่หลังนอนอยู่บนพื้นหญ้าเพราะเป็คืนเดือนมืดผืนฟ้าเบื้องบนจึงมืดมิดราวถูกคลุมไว้ด้วยผ้าดำผืนใหญ่มีเพียงดวงดาวส่องแสงอยู่ลิบลับ
ยังดีที่ต้าเป่ยไม่ได้ทำอะไรนางมากไปกว่าตีที่ท้ายทอยแล้วจับมัดไว้หยางเสียเดินออกจากพงหญ้า เสียงเ้าแมลงตัวน้อยยังร้องระงมทั่วทั้งบริเวณดูเหมือนว่านางจะเป็สิ่งมีชีวิตที่ตัวโตที่สุด
หญิงสาวพยายามขยับมือไปมาเพื่อให้เชือกคลายแต่ทำอย่างไรเชือกก็ไม่หลุด นางตัดสินใจเดินกลับค่าย เวลาผ่านมาเท่าไรแล้วหนอที่พักพิงแห่งเดียวที่มียังจะอ้าแขนเปิดรับคนที่ดูเหมือนหนีออกจากค่ายอย่างนางอีกหรือไม่หยางเสียคิดว้าวุ่นใจยิ่งนัก
ต้าเป่ยนะต้าเป่ย...เ้าคนขี้ขลาด!
บริเวณถนนหน้าค่ายทหารจินเฉิงก่าน องค์ชายฝานจิ้งในฉลองพระองค์เต็มยศหลังเสด็จกลับจากวังหลวงประทับอยู่บนหลังอาชาทรงคู่พระทัยตามด้วยทหารผู้ติดตามอีกสามนาย
“หยุดดดดด...!” ผู้บังคับบัญชาที่เสด็จนำหน้าทรงกระตุกบังเหียนบังคับม้าทรงให้หยุดที่หลังต้นไม้นอกกำแพงค่ายมีสิ่งผิดปรกติชวนให้ ทรงสงสัย
“พวกเ้าเข้าไปก่อน” พระองค์รับสั่งกับองครักษ์ที่ติดตามสายพระเนตรยังจับจ้องหลังต้นไม้ใหญ่
“แต่...ที่หลังต้นไม้” นายกองเยี่ยท้วงขึ้นใช่เพียงพระองค์เท่านั้นที่สังเกตเห็น
“เถอะ...ไปเสีย ข้าจัดการเองได้”เพราะไม่อาจขัดรับสั่ง นายกองเยี่ยจึงควบม้านำจากไป
องค์ชายฝานจิ้งทรงบังคับม้าย่างเหยาะเข้าใกล้เงาที่วอบแวบอยู่หลังต้นไม้“เ้าออกมาได้แล้ว”
หยางเสียซึ่งกำลังพยายามหาทางปีนข้ามกำแพงค่าย แต่ยังไม่สำเร็จเพราะติดที่มือนางยังถูกมัดอยู่พลันได้ยินเสียงฝีเท้ากุบกับของม้าหลายตัว นางจึงรีบหลบเข้าหลังต้นไม้แต่เห็นได้ชัดว่าสายเกินไป
...มีคนเห็นจนได้!
“ข้าบอกให้ออกมาได้แล้ว!” น้ำเสียงดุดันทรงอำนาจทำให้หญิงสาวจำต้องโผล่หน้าก้าวออกจากที่กำบังแม้เป็คืนเดือนมืด หากแสงไฟจากคบบนกำแพงส่องให้เห็นชัด ชายหนุ่มบนหลังม้าก้มศีรษะใช้สายตาคมกล้ามองมายังนางดิ้นทองที่ปักอยู่บนชุดสีเข้มของเขาสะท้อนรับกับแสงคบไฟดูภูมิฐานเขาช่างดูสูงศักดิ์และน่าเกรงขามยิ่ง
เขาคือพี่ชายคนนั้น!
“เป็ทหารไยไม่อยู่ในค่าย คิดจะหนีทหารรึ”
หยางเสียละล่ำละลัก “ข้ากำลังหาวิธีกลับเข้าไปข้างในต่างหากไม่ได้คิดหนี”
พระเนตรคมกริบนั้นหรี่ลงเล็กน้อยที่เห็นชายหนุ่มหน้านวลยืนเอามือไขว้หลังไว้ตลอดเวลา“ไม่รักษากฎระเบียบของค่าย โทษหนักไม่ต่างกันทางที่ดีเ้ากลับไปตามทางที่เ้ามาเสียดีกว่า”
“ข้ายินดีรับโทษทัณฑ์ ถ้าสอบสวนแล้วตัวข้าผิดจริง!” หยางเสียแหงนคอตั้งบ่าโต้กลับก่อนที่จะถอยหลังเพราะชายหนุ่มลงจากหลังม้าและกำลังก้าวยาวๆ เข้าหานาง
“ท่าน!” หยางเสียกำลังจะถามว่าเขาจะทำอะไรชายหนุ่มร่างสูงก็จับตัวนางหันหน้าเข้าหากำแพง
“ถูกมัดอยู่รึ” องค์ชายฝานจิ้งตรัสพร้อมกับช่วยแก้เชือกให้เ้าคนตัวเล็ก...ไปทำเื่ให้ใครเขม่นอีกไม่ทรงนึกรู้เลยว่าเหตุทั้งหมดล้วนมาจากพระองค์เอง
เมื่อเป็อิสระแล้วหยางเสียก็สะบัดมือไล่ความเมื่อยขบ เชือกเส้นนั้นทิ้งรอยบาดที่ข้อมือจนเืซิบ
“ขอบคุณขอรับ” หญิงสาวมองเขา นางชั่งใจชั่วครู่ก่อนถามออกไป“ท่านเป็ทหารที่นี่จริงหรือไม่ เมื่อครู่ข้าเห็นท่านขี่ม้ามากับพวกนายทหารของค่าย”
องค์ชายฝานจิ้งทรงส่ายพระพักตร์...ทรงเป็แม่ทัพไม่ได้เป็ทหารชั้นผู้น้อยอย่างที่อีกคนเข้าใจ
“เฮ้อ...โล่งอก ท่านไม่ได้เป็ทหารค่ายนี้ก็ดีแล้วคิดเสียว่าไม่เห็นข้าแล้วกัน” พูดจบหยางเสียก็หันหน้าเข้าต้นไม้ก่อนจะเริ่มปีนขึ้นไป
ยังความแปลกพระทัยให้เ้าของวรกายสูงยิ่งนัก “ทำอะไรของเ้า”
“กลับเข้าค่ายอย่างไรเล่าพี่ชาย” หยางเสียบอกตามซื่อ
เล่นปีนโผล่พรวดเข้าไปแบบนั้นไม่แคล้วถูกธนูยิงตกลงมาตายเปล่า สติเขายังดีอยู่หรือ!
“ลงมา!” พระสุรเสียงรับสั่งเด็ดขาด
เมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มกังวานอย่างมีอำนาจหยางเสียผู้ไม่เคยยอมทำตามคำสั่งใครง่ายๆ หากไม่ใช่ผู้บังคับบัญชากลับยอมรับคำสั่งของชายหนุ่มอย่างง่ายดายหญิงสาวยอมลงมาจากต้นไม้แต่โดยดี
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าไปทำอะไรมาจึงกลับเข้าค่ายไม่ทันแต่ข้ามีวิธีช่วยให้เ้ากลับเข้าไปในนั้น แค่พิสูจน์ตัวกับข้าว่าตัวเ้าองอาจสามารถสมกับคำว่าทหารหาญ”สามครั้งสามคราแล้วที่เ้าหนุ่มคนนี้โผล่เข้ามาในสายพระเนตร พระองค์ทรง้าพิสูจน์ว่าเขาคู่ควรให้ทรงชุบเลี้ยงหรือไม่หากแม้นชะตาต้องกันจริง เ้าหนุ่มนี่คงผ่านการทดสอบได้ไม่ยาก
หยางเสียยิ้ม...ค้าง นางหุบยิ้มเร็วพลันเมื่อต้องผจญกับข้อเสนอของเขา หลงดีใจว่าชายหนุ่มจะยื่นมือเข้าช่วย
์...ชีวิตข้ายังยุ่งยากไม่พอหรือไร
ชายหนุ่มโยนกระบี่ที่พาดบนหลังม้าให้นางรับไว้ “ประลองกระบี่กับข้า”
“หา!” หยางเสียใกับวิธีพิสูจน์ตัวของเขา พวกผู้ชายตัดสินปัญหาทุกอย่างด้วยการประลองฝีมืออย่างเดียวเลยหรือไร!
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก อยากกลับเข้าค่ายใจจะขาด“ก็ได้ๆ ขอทราบนามท่านก่อนแล้วกันพี่ชาย อย่างน้อยข้าก็น่าจะรู้ว่าข้ากำลังจะสู้กับใครตัวข้านามว่าหยางเสีย”
หยางเสีย...พระโอษฐ์แย้มพรายก่อนเอ่ยนามกรอันเลื่องลือของพระองค์
“ข้า...ฝานจิ้ง”
[1] ๑๙.๐๐ – ๒๑.๐๐ น.