คนในห้องเรียนร้องอุทานด้วยความใ บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบกริบลงในทันที จนกระทั่งเสียงของกู้หลิงเยว่ดังขึ้นมา
“อิ้นหราน! นายเป็อะไรไหม?” เธอวิ่งตึก ๆ เข้ามาพลางมองฉีอิ้นหรานด้วยความเป็ห่วงเป็ใย อยากจะยื่นมือไปจับมือของเขาแต่ก็ไม่ค่อยกล้า สุดท้ายทำได้แค่ออกปากถามอย่างระมัดระวัง “เจ็บมากไหม?”
ห่าวซือฉีเดินตามเข้ามาทีหลัง พอเห็นสถานการณ์แบบนี้ก็อึ้งไปเหมือนกัน คาดไม่ถึงเลยว่าฉีอิ้นหรานจะยอมเอาตัวเข้าป้องเจียงมั่วขนาดนี้! เธอรีบส่งสายตาไล่ให้คนพวกนั้นไสหัวไปทันที การทำให้เจียงมั่วาเ็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร แต่ถ้าทำให้ฉีอิ้นหรานเจ็บตัวล่ะก็ เื่นี้กลายเป็เื่ใหญ่แน่!
ฉีอิ้นหรานเม้มปากแน่น สายตาเหี้ยมเกรียม แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
กู้หลิงเยว่ทั้งเป็ห่วงทั้งปวดใจ และยังแอบหงุดหงิดที่ฉีอิ้นหรานเมินเฉยต่อความหวังดีของเธอ สุดท้ายเธอเลยเอาความโกรธทั้งหมดไปลงที่เจียงมั่วแทน “เจียงมั่ว พี่ใหญ่ต้องพยายามตั้งมากว่าจะส่งเธอเข้าเรียนที่อวี้เต๋อได้ แต่เธอกลับมาก่อเื่วุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ ทำแบบนี้มันคุ้มค่ากับความหวังดีของพี่ใหญ่แล้วเหรอ?!”
เจียงมั่วก้มหน้าหลบสายตา เม้มปากแน่นสนิทไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวเพราะรู้สึกผิด
พอเห็นแบบนั้น กู้หลิงเยว่ก็ยังคงบ่นต่อไม่หยุด “ตอนแรกที่ฉันเดินมาหาเธอ ก็แค่อยากจะมาถามดูว่าเมื่อคืนเธอหายไปไหนมาถึงไม่ยอมกลับบ้าน คิดไม่ถึงเลยว่าพอมาถึงจะเจอเธอ... เธอจะช่วยทำให้พี่ใหญ่สบายใจหน่อยไม่ได้หรือไง? ฉันรู้ว่าสภาพแวดล้อมตอนเด็กของเธอมันไม่ดี เื่ยกพวกตีกันพวกนี้สำหรับเธอมันอาจจะเป็เื่ปกติ แต่ตอนนี้เธออยู่ที่อวี้เต๋อนะ ช่วยเพลา ๆ เื่พวกนี้ลงหน่อยได้ไหม?”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา สายตาของคนรอบข้างที่มองมาก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด พวกผู้ชายสองสามคนเริ่มมองเจียงมั่วด้วยสายตาตื่นเต้นและลามก มองปราดเดียวก็รู้ว่าในหัวคงกำลังจินตนาการเื่ไม่ดีอยู่แน่ ๆ
เจียงมั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าแสดงความรำคาญใจออกมาอย่างชัดเจน จู่ ๆ เธอก็ผลักกู้หลิงเยว่ให้ออกห่าง แล้วหันไปคว้าข้อมือของฉีอิ้นหรานแทน “ไป ไปห้องพยาบาลของโรงเรียนตอนนี้เลย!”
กู้หลิงเยว่เหลือบมองตรงจุดที่เจียงมั่วแตะต้องตัวชายหนุ่ม ในใจนึกรังเกียจขยะแขยง แต่ใบหน้ายังคงฝืนยิ้มอย่างงดงาม เธอคิดว่าเจียงมั่วจะต้องโดนฉีอิ้นหรานสะบัดมือทิ้งอย่างไม่ไยดีแน่ ๆ ทุกคนต่างก็รู้กันทั่วว่า ฉีอิ้นหรานเกลียดการโดนเนื้อต้องตัวเป็ที่สุด ขนาดแค่เข้าใกล้มากเกินไปเขายังไม่ชอบเลย
แต่สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงก็คือ ฉีอิ้นหรานไม่ได้แค่ไม่สะบัดมือเจียงมั่วทิ้ง เขากลับยอมปล่อยให้เธอจูงมืออยู่อย่างนั้น แล้วเดินตามเธอไปหน้าตาเฉย ดูท่าทางจะพึงพอใจมากด้วยซ้ำ
ความริษยาในใจของกู้หลิงเยว่ราวกับผงดินปืนที่ถูกจุดชนวน มันะเิตู้มขึ้นมาในอกทันทีจนทำให้เธออึดอัดแทบบ้า เธอลืมตาค้าง ปลายนิ้วซีดขาว
“อิ้นหราน ให้ฉันไปเป็เพื่อนด้วยคนนะ!” พูดจบเธอก็ขยับไปยืนข้างกายฉีอิ้นหรานอย่างเป็ธรรมชาติ หวังจะเข้าไปแทนที่เจียงมั่ว และยังคิดจะยื่นมือไปควงแขนเขาด้วย แต่ในวินาทีนั้นเอง เธอรู้สึกได้ถึงสายตาคมกริบและดุดันคู่หนึ่งที่ตวัดมามองตรงตัวเธอ
ร่างของกู้หลิงเยว่ชะงักไปเล็กน้อย เธอขบฟันพลางหันไปมองฉีอิ้นหรานด้วยดวงตากลมโตที่ดูไร้เดียงสา
“อยู่ห่าง ๆ ฉัน” น้ำเสียงของฉีอิ้นหรานเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“อิ้น... อิ้นหราน นายกำลังพูดกับฉันเหรอ?” เสียงของกู้หลิงเยว่เริ่มสั่นเครือ
ฉีอิ้นหรานเลิกคิ้ว ไม่ยอมตอบคำถามอีก แต่เจตนาของเขามันชัดเจนอยู่แล้ว
กู้หลิงเยว่หยุดฝีเท้าลง ค่อย ๆ ปล่อยมือออก น้ำตารื้นคลอเบ้าจวนจะไหลริน ห่าวซือฉีรีบเข้ามาประคองไหล่เธอเอาไว้ แล้วแกล้งหวังดีช่วยปลอบว่า “หลิงเยว่ เธออย่าเสียใจไปเลย เธอน่ะทั้งแสนดีทั้งเรียนเก่งขนาดนี้ ยัยเจียงมั่วจะเอาอะไรมาเทียบได้? คุณชายฉีก็แค่เห่อของใหม่ไปงั้นแหละ ถึง่วันสองวันนี้เขาจะดูทำตัวพิเศษกับเจียงมั่วหน่อย แต่เื่หลังจากนี้ใครจะไปรู้ล่ะ?”
พอได้ยินแบบนั้น นิ้วมือของกู้หลิงเยว่ก็กำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว “อิ้นหรานเขา... ทำตัวพิเศษกับเจียงมั่วยังไงเหรอ?”
“โอ๊ย! จริง ๆ ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอก ก็ตอนนี้สองคนนั้นเป็เพื่อนร่วมโต๊ะกันนี่นา เื่บางอย่างมันก็ดูธรรมดามากอย่าง เช่น แบ่งการบ้านให้ลอก เลิกเรียนก็เดินกลับด้วยกันบ้าง เื่พวกนี้มันธรรมดามาก ๆ เลยนะ เธออย่าเก็บไปคิดมากเลย...”
ทว่า ในหัวของกู้หลิงเยว่กลับเหมือนจะะเิออกมา เมื่อคืนนี้เจียงมั่วเดินกลับไปกับฉีอิ้นหรานงั้นเหรอ? แถมยังไม่ยอมกลับบ้านทั้งคืนอีก! เธอรู้สึกแน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก
“อ้าว? หลิงเยว่? หลิงเยว่ เธอเป็อะไรไปน่ะ?”
กู้หลิงเยว่ได้สติกลับมา ก็เห็นนิ้วมือทั้งห้าของห่าวซือฉีกำลังโบกไปมาอยู่ตรงหน้า เธอหลุบตาลง ดูหงอยเหงาไร้ชีวิตชีวา “ซือฉี เธอกลับไปก่อนเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียวสักพัก”
“เธอทำท่าทางแบบนี้ จะไม่เป็อะไรแน่เหรอ?”
“ฉันไม่เป็ไร เธอกลับไปก่อนเถอะ!”
ห่าวซือฉียังคงมองกู้หลิงเยว่ด้วยความไม่สบายใจอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะยอมเดินหันหลังกลับไปด้วยท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ
แต่ทันทีที่เธอเลี้ยวผ่านหัวมุมบันไดไป สีหน้าท่าทางที่เป็ห่วงเป็ใยเมื่อครู่ก็หายไป และเปลี่ยนเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์สะใจที่แผนการประสบความสำเร็จ
ทางด้านกู้หลิงเยว่ พอเห็นเงาร่างของห่าวซือฉีลับสายตาไปโดยสมบูรณ์แล้ว ถึงได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหากู้เหลียน
“พี่ใหญ่ พี่กำลังยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ?”
กู้เหลียนที่ปลายสายยิ้มรับ “ไม่ยุ่งหรอก ทำไมโทรศัพท์มาหาพี่เวลานี้ล่ะ มีเื่อะไรหรือเปล่า?”
“คือ...” กู้หลิงเยว่ทำท่าทางลังเลใจอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็เหมือนตัดสินใจครั้งใหญ่ได้ ถึงยอมพูดออกมา “พี่ใหญ่ ฉันได้ยินมาว่ามีคนทะเลาะวิวาทจนาเ็ที่ห้องแปดค่ะ น้องเจียงมั่วก็เหมือนจะเกี่ยวโยงกับเื่นี้ด้วย พี่ช่วยมาที่โรงเรียนหน่อยได้ไหมคะ ฉันกลัวน้องเจียงมั่วจะเสียเปรียบ...”
กู้เหลียนขมวดคิ้วแน่น พลางเอามือนวดขมับ “ได้ เดี๋ยวพี่จะรีบไป”
...
ห้องพยาบาลของโรงเรียน
คุณหมอถือฟิล์มเอกซเรย์ขึ้นมาดีดเล่นพลางพูดแซว “โห ถึงขั้นกระดูกร้าวเลยนะ ไปทำอะไรมาล่ะเนี่ย? ไปฟัดกับใครมา? หมอว่าพวกเธอที่เป็วัยรุ่นสมัยนี้น่ะ มีเรี่ยวแรงขนาดนี้ทำไมไม่เอาไปตั้งใจเรียนหนังสือ ดันชอบทำตัวเป็นักเลง คิดว่ามันเท่นักหรือไง? ในสายตาของพวกหมอน่ะ มันเหมือนคนบ้าไม่มีผิด! มานี่เลย มาให้หมอใส่เฝือกซะดี ๆ ”
ฉีอิ้นหรานนั่งนิ่งไม่ขยับ ส่วนคุณหมอก็เริ่มเร่งด้วยความหงุดหงิด จนเจียงมั่วต้องช่วยดันตัวเขาอีกแรง “รีบเข้าไปสิ จะได้หายไว ๆ ไม่ต้องห่วงนะ ค่ารักษาพยาบาลฉันจ่ายเอง”
ฉีอิ้นหรานตวัดสายตามองเธออย่างไม่สบอารมณ์ สายตาคู่นั้นมองเธอราวกับมองคนปัญญาอ่อนไม่มีผิด ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงยอมเค้นคำพูดออกมาคำหนึ่ง “น่าเกลียด!”
เจียงมั่วพูดไม่ออก ได้แต่ดันตัวฉีอิ้นหรานไปตรงหน้าคุณหมอ พร้อมทั้งกำชับไปด้วย “คุณหมอคะ ช่วยพันเฝือกให้หนา ๆ เลยนะคะ ฉันกลัวว่าวันไหนเขาเห็นว่ามันเกะกะลูกตา แล้วจะเกิดบ้าจี้ทุบมันทิ้งซะก่อน”
สายตาของฉีอิ้นหรานคมกริบเหมือนอยากจะฆ่าคนให้ตาย
หลังเดินออกมาจากห้องพยาบาลของโรงเรียน ฉีอิ้นหรานก็ยืนนิ่งอยู่ตรงประตูไม่ยอมก้าวขา เจียงมั่วจึงหันไปมองเขาด้วยความแปลกใจ “อะไรของนาย? ยังอยากขอใบลาป่วยอีกเหรอ?”
ฉีอิ้นหรานยกมุมปากขึ้น มันเป็รอยยิ้มมีเลศนัยราวกับตัวร้ายในนิยายไม่มีผิด “ฉันรู้สึกว่าวันนี้แดดแรงไปหน่อยนะ”
“หือ?”
“แดดมันร้อน เธอช่วยกางร่มให้ฉันหน่อยสิ!”
เจียงมั่วตาโต รู้สึกเหลือเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินจากปากเขา ก่อนจะพูดอย่างหมดความอดทนว่า “เฮ้ย นี่มันไม่ใช่แล้ว นายเป็ผู้ชายตัวโตขนาดนี้ แดดแค่นี้ต้องถึงขั้นกางร่มเลยเหรอ? ฉันที่เป็ผู้หญิงยังไม่ทำตัวสำอางเท่านายเลย!”
ฉีอิ้นหรานหัวเราะในลำคอ พลางตอบเธออย่างกวนประสาท “เจียงมั่ว ตอนนี้ฉันเป็ผู้ป่วยอยู่นะ!”
เขาชูมือข้างที่เข้าเฝือกขึ้นมาแกล้งทำเป็อ่อนแอไร้เรี่ยวแรง“เธอมันไร้น้ำใจจริง ๆ เจียงมั่ว เธอไม่คิดบ้างล่ะว่า มือข้างนี้ของฉันมันเจ็บเพราะใคร? นี่ถ้าเป็ในยุคโบราณ เธอต้องยอมเป็ทาสรับใช้ฉันเพื่อตอบแทนบุญคุณแล้ว!”
เจียงมั่ว “...”
ไอ้หมอนี่มันหน้าด้านหน้าทนเกินไปแล้ว!
สุดท้ายเธอก็ทำอะไรไม่ได้ เจียงมั่วจึงต้องยอมเดินกลับไปที่ห้องพยาบาลของโรงเรียนเพื่อไปขอยืมร่มมาคันหนึ่ง ระหว่างทางเธอก็อดไม่ได้ที่จะถามฉีอิ้นหรานขึ้นมา “พวกสาว ๆ ที่เป็ติ่งของนายรู้หรือเปล่าเนี่ย ว่าตัวจริงของนายเป็ฉีอิ้นหรานแบบนี้?”