บทที่169ความเงียบจากแดนศักดิ์สิทธิ์
เถาหมิงซานไหวสั่น พลังธรรมชาติผันแปร ฮุ่ยจวินสัมผัสถึงจึงขมวดคิ้วสิ่งใดกันที่เคลื่อนภูเขาเขย่าธรรมชาติได้ มันแม้มิต้องเพ่งสมาธิหรือปลดปล่อยพลังญาณยังสัมผัสถึงได้มากขนาดนี้
เห็นหัวคิ้วที่ขมวดเป็นปมของฮุ่ยจวิน ไป๋เหิ่นซินจึงกล่าวถาม
“มีสิ่งใดหรือ"
หากมิใช่ผู้ฝึกญาณย่อมมิอาจสัมผัสได้ถึงการแปรเปลี่ยนของพลังธรรมชาติที่กระทันหันแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าตัวตนแห่งเทวะวจนะ มันยังจะกล่าวในสิ่งที่รับรู้ได้อย่างไร
“ข้าเพียงสังหรณ์ใจไม่ดี"
“สังหรณ์ใจ?”
“เกรงว่าขืนอยู่ที่นี่ต่ออาจมิใช่เรื่องดีพวกเราไปกันเถิด"
มิรอให้ไป๋เหิ่นซินเอ่ยวาจาอีก มันก็แบกร่างของนางขึ้นพร้อมทะยานออกไปส่วนสายตายังคงมองไปที่ขุนเขาที่ทอดยาว รู้สึกได้ถึงพลังธรรมชาติสายหนึ่งได้ลากตัดผ่านขุนเขาพลังสายนี้ทั้งลึกล้ำ แกร่งกร้าวและยากหยั่งถึง สัมผัสภายนอกให้ผู้คนรู้สึกว่ามันจะตัดเขาเถาหมิงซานออกทั้งแถบแต่แท้จริงรอยตัดนั้นกลับเป็นการตัดมิติที่สมบูรณ์แบบอยู่ต่างหาก
คนที่กระทำเช่นนั้นได้ต้องเป็นยอดคนระดับใดหรือมันเป็นเซียนที่มิเคยปรากฏมาก่อนบนผืนปฐพีแห่งนี้
พอได้พักฟื้นชั่วครู่ อาการของฮุ่ยจวินก็นับว่าดีขึ้นหลายส่วนแล้วอาการของไป๋เหิ่นซินก็ถูกประครองจนทรงตัว ดังนั้นมันจึงแบกไป๋เหิ่นซินโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพักฝีเท้าก็รักษาความเร็วได้อย่างไม่ขาดตก เดินทางอาศัยยามราตรีค่ำคืนเดียว มันกับไป๋เหิ่นซินก็ได้ออกจากเขาเถาหมิงซานแล้ว
ไม่รู้เพราะความโชคดีหรือมีสิ่งแอบแฝงใดตลอดรายทางมันจึงไม่พบผู้ไล่ล่าขัดขวาง สตรีกลางคนนางนั้นก็เงียบหายจากการไล่ล่าติดตามพัวพันตอนแรกกว่าจะลงจากเขามันต้องเผชิญกับอุปสรรคเป็นตาย บัดนี้เพียงเตะขาออกและทิ้งตัวลงจากกลางอากาศมันก็ได้ออกจากเขาเถาหมิงซานแล้ว
ทว่าแม้ลงจากเขาได้ ฮุ่ยจวินก็ยังคงไม่ประมาทซ่อนตัวดูท่าทีอย่างเคร่งขึม เห็นกลุ่มชาวบ้านเขตชายแดนหาของป่าล่าสัตว์มันก็แฝงไปกับกลุ่มคนเหล่านี้สุดท้ายออกจากอาณาเขตเขาเถาหมิงซานมุ่งหน้าขึ้นสู่แคว้นหลุนได้อย่างปลอดภัย
“ส่งข้ากลับนิกาย”
เสียงแหบพร่ากล่าวขึ้นอย่างโรยแรง
ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ
“มิได้ ทางไปนิกายเทวะวจนะยังอีกยาวไกลต้องใช้เวลานานกว่าจะไปถึง อีกทั้งต้องข้ามแม่น้ำร้อยลี้ ข้าเกรงว่าจะประคองอาการท่านต่อไปมิได้เทพดาเร้นกายเพียงอยู่ตรงหน้า นั่นจึงอาจเป็นทางออก”
ไป๋เหิ่นซินนึกถึงคำกล่าวของบุรุษชราท่าทางแปลกประหลาดที่อยู่ในกะท่อมเดิมของเทพดาเร้นกาย
“คำพูดของบุรุษชราผู้นั้นนับว่ามีส่วนที่น่าเชื่อถือเทพดาเร้นกายคือไม่พบจะประเสริฐที่สุด"
“เหตุใดจึงคิดลบเพียงนี้ บางทีท่านผู้เฒ่าอาจถูกชะตาต่อตัวท่านก็ได้"
ไป๋เหิ่นซินยกยิ้มเย็นชา พอนางนึกถึงเรื่องราวในอดีตนางก็กล่าวเสียงทุ้มต่ำออกมา
“มันไม่เคยถูกชะตาในตัวข้าตั้งแต่แรก”
“ท่านพูดราวกับว่าเคยพานพบท่านผู้เฒ่าแล้ว”
ปากกล่าววาจา สองขาวูบไหว ยิ่งใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาภาพผืนดินที่เต็มไปด้วยกองหิมะขาวโพลนก็เริ่มปรากฏให้เห็นตามรายทาง ว่ากันว่าทางตอนเหนือของแคว้นหลุนคือสถานที่ที่หนาวเหน็บมากที่สุดมีชั้นหิมะและน้ำแข็งปกคลุมตลอดปี ไม่เหมาะแก่การดำรงชีพ พอมาประสบด้วยตัวของตนเองดูท่าแล้วคำกล่าวเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริง
พอประสบกับอากาศที่หนาวเย็นเสียดกระดูกอาการของไป๋เหิ่นซินยิ่งดูไม่สู้ดี ฮุ่ยจวินจึงไม่แบกนางที่เบื้องหลัง ทว่ามันได้พลิกร่างของนางมาอุ้มไว้ที่อ้อมอกถ่ายเทพลังลมปราณเจ็ดดาราเพิ่มความอบอุ่นแก่นางไปพร้อมกับฝีเท้าที่เร่งความเร็วยิ่งขึ้นจนถึงตอนนี้ไป๋เหิ่นซินไม่มีปฏิกิริยาขัดขืนเหมือนดั่งตอนแรก นางเริ่มชินที่จะอยู่ภายใต้อ้อมกอดของบุรุษหนุ่มผู้นี้ไปแล้ว
อาการบาดเจ็บทำให้นางโรยแรงลงไปอีก อากาศหนาวบีบให้สตินางเหม่อลอยลงไปเรื่อยๆพิษในกายคล้ายจะแผ่ลามขึ้นมาทุกขณะ ทำให้นางตอนนี้ตาลาย สติก็เลื่อนลอย มองแพทย์ไร้นามตรงหน้าเป็นฮุ่ยจวินบุรุษในห้วงแห่งความทรงจำของนางผู้นั้นไปได้
ไป๋เหิ่นซินมองด้านข้างใบหน้าของบุรุษหนุ่มด้วยแววตาที่ไหวสั่นน้ำตาเอ่อคลอออกมาอย่างไม่รู้ตัว น้ำใสกระจ่างที่ดวงตาจึงหยาดหยด ความอบอุ่นจากน้ำตาหยดนี้ปลุกนางขึ้นมาจากภวังค์และความเหม่อลอยพี่ฮุ่ยจวินของนางตายไปแล้ว น่าโมโหนักที่นางกลับกล้ามองแพทย์ไร้นามผู้นี้เป็นพี่ฮุ่ยจวินของตน
ตลอดรายทางบ้านเรือนของผู้คนเริ่มเบาบางยิ่งหิมะขาวโพลน น้ำแข็งเกาะหนา บ้านเรือนของผู้คนก็ยิ่งหายไป ฮุ่ยจวินไม่เคยไปแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มันเคยสู้กับคนของแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นการต่อสู้อยู่ที่พรรคภูษิตฟ้า การเดินทางมุ่งสู่แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ครานี้จึงอาศัยการถามทางจากปากต่อปากดีที่แดนเหนือสุดบ้านเรือนของผู้คนไม่มี เส้นทางที่มุ่งไปก็ตรงดิ่งทอดสู่ทางตอนเหนือการค้นหาที่ตั้งแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์จึงไม่ยากเท่าใดนัก
เดินทางอีกพักใหญ่หนทางที่ทอดสู่เบื้องหน้าก็ถูกถมไปด้วยปุยหิมะที่ขาวโพลนจนหมดสิ้นสายลมที่พัดผ่านก็หนาวเย็นเสียดกระดูกมากว่าเดิม เสียงไอของไป๋เหิ่นซินจึงยิ่งถี่กระชั้นฮุ่ยจวินหยิบโอสถรักษาประคองตามอาการที่นางเป็น โคจรลมปราณกระตุ้นตัวยาอีกหลายที ระหว่างที่รักษาอยู่นี้เบื้องหน้าของมันก็ปรากฏกำแพงหินขัดขนาดใหญ่ที่ทอดตัวขวางอาณาบริเวณไปไกล
มองจากภายนอก กำแพงหินนี้ดูมีอายุมากกว่าหนึ่งร้อยปีเพราะรอยกัดเซาะและรอยแตกระแหงของกำแพงดูเด่นชัดเป็นอย่างมาก ยิ่งหิมะตกทับถม รอยแตกระแหงถูกเติมเต็มด้วยปุยขาวโพลนยิ่งเห็นร่อยรอยความโบราณอย่างชัดตา สถานที่ดูเก่าแก่แต่ใหญ่โต ทั้งยังตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางแดนเหนือสุดที่หนาวเหน็บเช่นนี้เห็นทีจะเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนแคว้นหลุนมักเอ่ยถึงแล้ว
ในที่สุดฮุ่ยจวินก็พาไป๋เหิ่นซินมาถึงแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์
“อดทนอีกนิด หนทางอยู่เบื้องหน้าแล้ว"
ชายหนุ่มกล่าวไปพลางกอดกำชับร่างของไป๋เหิ่นซินไปพลางตัวของนางเย็นมาก จนราวกับคนที่ไม่มีชีวิต เช่นนั้นมันจึงจำเป็นต้องกอดนางให้แน่นยิ่งขึ้นเร่งเร้าพลังลมปราณและถ่ายทอดออกอย่างสุดกำลังมากขึ้น การรักษาความอบอุ่นให้แก่นางนับเป็นการยืดเวลาแห่งชีวิตของนางได้อีกหนทางหนึ่ง
ฮุ่ยจวินเร่งฝีเท้าเพียงชั่วธูปไหม้มันกับไป๋เหิ่นซินก็ไปถึงกำแพงหินพอเข้ามาใกล้กำแพง พวกมันค่อยพบว่ากำแพงแห่งนี้สูงใหญ่จนราวกับสุดลูกหูลูกตา มองออกไปด้านข้างแทบไม่เห็นพื้นที่ใดอีกไม่แม้แต่มองข้ามกำแพงไปเห็นสิ่งที่ดำรงอยู่ข้างใน ดูลึกลับทั้งยังแฝงกลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์ตามที่มีการเล่าขานอย่างแท้จริง
“มีใครอยู่หรือไม่ ข้าแพทย์ไร้นามขอรบกวนเข้าพบท่านประมุข"
เสียงที่กล่าวออกแฝงด้วยพลังลมปราณสามส่วนกระแสเสียงนี้จึงก้องกังวานสะท้อนข้ามกำแพงหินที่สูงใหญ่ได้ ทว่าถึงเสียงของมันจะดังเพียงใดภายในกำแพงหินกลับมีแต่ความเงียบเชียบตอบรับคืนกลับ
ครานี้ฮุ่ยเพิ่มพลังถึงห้าส่วน มันตะเบ็งเสียงถ่ายทอดวาจาซึ่งกอปรไปด้วยพลังลมปราณอีกหนเสียงกล่าวดังกว่าคราแรกเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่ตอบรับก็เพียงเป็นความเงียบเชียบดังเดิมภายในแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์เงียบสนิทราวกับว่าเป็นแดนร้างที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต
“เปล่าประโยชน์ บางทีพวกมันอาจรู้ว่าเป็นข้ามาพวกมันถึงนิ่งเฉย”
ไป๋เหิ่นซินกล่าวออกมาไม่กี่ประโยคก็ไออย่างรุนแรงหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่นางค่อยกล่าวต่อ
“อย่าว่าแต่เทพดาเร้นกายจะช่วยหรือไม่คนจากวิหารมุทราอย่างข้า เพียงจะเข้าแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังยาก"
ฮุ่ยจวินเคยรู้จักตัวตนส่วนลึกของคนจากแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มาบ้างมันจึงไม่เชื่อว่าคนเหล่านั้นจะถือความบาดหมางส่วนตัวจนเห็นคนตายแล้วไม่ช่วย
“อาจเกิดปัญหาขึ้นกับพวกมัน… หรือการมาของเทพดาเร้นกายบ่งบอกถึงปัญหา"
ฮุ่ยจวินจึงอุ้มไป๋เหิ่นซินไปนั่งหลบลมหิมะอันหนาวเหน็บใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้านดกครึ้มเมื่อไม่มีผู้ตอบรับจากแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมิอาจจะเข้าไปภายในได้ในตอนนี้มันก็จะรอดูท่าทีหน้าปากประตูทางเข้าแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์นี้ไปก่อน สถานที่ก็มาถึงแล้วรออีกหน่อยก็มินับว่าเสียหายอันใด
ฮุ่ยจวินจึงจัดแจงสถานที่พักเพื่อหลบลมหิมะชั่วคราวไฟกองใหญ่ก็ได้ถูกจุดขึ้น ตัวยาสมุนไพรได้ถูกนำมาปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ระหว่างที่รอมันก็ยังคงหาวิธีรักษาไป๋เหิ่นซินอย่างต่อเนื่องวิธีการฝังเข็มก็ดัดแปลง วิธีใดที่เห็นว่ามีความเป็นไปได้มันได้ลองกระทำหมดทุกทาง แต่ท้ายที่สุดยังปรากฏผลลัพธ์แค่การประคองอาการแก่นางองค์ประกอบสุดท้ายที่มันพยายามค้นหาตลอดมายังไม่ค้นพบ เช่นนั้นมันจึงยังต้องการคำชี้แนะจากเทพดาเร้นกายแพทย์อันดับหนึ่งผู้มากประสบการณ์ผู้นี้
ฮุ่ยจวินกับไป๋เหิ่นซินรอหน้าประตูแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มาห้าวันเต็มห้าวันมานี้ภายในแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังเงียบไม่ปรากฏการเคลื่อนไหว ราวกับว่าพวกมันตัดขาดจากโลกตัดขาดจากคน ไม่สนสิ่งใดที่เกิดขึ้นภายนอกกำแพงหินอีกแล้ว จนถึงตอนนี้ฮุ่ยจวินมิอาจรั้งรอได้สมุนไพรที่มีมันก็รักษาประคองอาการไป๋เหิ่นซินจนแทบหมดสิ้น หากมิได้รับคำชี้แนะจากเทพดาเร้นกายในเร็ววันผลลัพธ์ที่ออกมาคงไม่เป็นดั่งใจปรารถนา
“ข้าแพทย์ไร้นาม มีเรื่องเดือดร้อนขอความช่วยเหลือสหายข้าถูกพิษร้ายยากแก้ไข พวกท่านมากด้วยคุณธรรมคงมิปล่อยให้คนตายต่อหน้า ได้โปรดให้เราได้พบประมุขของพวกท่านหรือไม่ก็ขอพบท่านเทพดาเร้นกายซักหน"
วาจาของฮุ่ยจวินที่ตะเบ็งออกแฝงด้วยพลังลมปราณถึงแปดส่วนหากจะบอกว่าไม่มีคนได้ยินคงเป็นไปไม่ได้ นี่แสดงให้เห็นอย่างชี้ชัดแล้วว่า แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ไม่ต้อนรับมันหรือแท้จริงอาจเป็นเทพดาเร้นกายที่บอกผู้คนให้เมินเฉยต่อมัน
เทพดาเร้นกายคือคนที่บังคับมิได้ ขอร้องก็มิได้หากไม่มีวาสนาและไม่ถูกชะตาอย่างไรก็ยากพบพานมัน หรือวาสนาของฮุ่ยจวินได้ใช้หมดไปเมื่อคราวช่วยเหลือฮุ่ยไป๋ในอดีตไปแล้ว
“ท่านเทพดาเร้นกาย ได้โปรดช่วยข้าอีกครั้งพิษนี้พิสดารนัก ออกฤทธิ์ที่จุดชีพจรลมปราณพิเศษ แต่มีอาการกำเริบแผ่ลามที่โลหิต สมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่สุดบนโลกสามชนิดเจ็ดพิษร้ายแห่งพงไพรก็มิอาจรักษา พิษร้อนทำให้คนหนาวเหน็บ พิษเย็นทำให้คนร้อนลวก นับเป็นความพิสดารที่แม้แต่แปดสิบเก้าเข็มเงินเปิดนภาก็ยังมิอาจรักษาได้"
ฮุ่ยจวินครานี้มิได้ร้องขอให้แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์เปิดประตูแต่มันกลับถ่ายทอดอาการและความพิสดารของพิษออกไป บางทีอาการที่ยากเอาชนะนี้ อาจดึงดูดความสนใจของเทพดาเร้นกายผู้ที่ไม่เคยรักษาสิ่งใดแล้วไม่หายอย่างมันได้ทว่าอาการพิษที่ชายหนุ่มถ่ายทอดกระแสเสียงออกมา แม้ทำให้หัวคิ้วของบุรุษชราผู้หนึ่งกดลงได้บ้างแต่ก็มิทำให้มันต้องขมวดคิ้วเป็นปมแน่นเท่ากับเมื่อตอนได้ยินถึงวิชาฝังเข็มชั้นสูงของมันแปดสิบเก้าเข็มเงินเปิดนภา คือเคล็ดวิธีการฝังเข็มชั้นสูงของมัน ทั่วปฐพีไม่มีใครรับรู้ยิ่งขั้นตอนการฝังที่ละเอียดยิบนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนรู้ ชั่วชีวิตมันไม่เคยรับศิษย์มันจึงไม่มีศิษย์สืบทอดวิชา แต่พอนึกถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อหกปีผ่าน มันก็ต้องลูบเคราและพึมพำออกมาด้วยความตกใจ
“เจ้าเด็กนี่ อาศัยเวลาไม่กี่ปี กลับเข้าถึงแปดสิบเก้าเข็มเงินเปิดนภาเทียบเทียมเราแล้วหรือมิเลว มิเลว”
ขณะที่มันพึมพำกล่าววาจา มันก็มิได้สังเกตว่าใบหน้าของตนเป็นเช่นไรแต่สตรีชราผมขาวโพลนที่นอนใบหน้าซีดเผือดอยู่บนเตียงน้ำแข็งกลับได้เห็นรอยยิ้มที่ปิติยินดีเจืออยู่บนใบหน้าที่เหี่ยวย่นซึ่งยากจะได้เห็นบนใบหน้าของบุรุษชราได้โดยง่ายนางจึงพอคาดเดาเรื่องราวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าว่า
“เมื่อแรกพบมัน มิน่าข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยต่อวิชาแพทย์ของแพทย์ไร้นามผู้นี้นักที่แท้มันก็เป็นศิษย์ของท่าน"
บุรุษชราส่ายศีรษะปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
“ก็แค่เด็กหัวรั้นที่พอมีแววและสามารถจับพลัดจับพลูในวิชาแพทย์ของข้าเท่านั้น”
“จะไม่ยอมช่วยมันจริงหรือ”
“วิกฤติการณ์แห่งแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์จะเกิดเพราะคนนอก"
“เจ้ายังเชื่อคำทำนายที่ไร้สาระนั่น"
“ข้าเป็นคนทำนาย ต่อให้ผู้อื่นบอกว่าไร้สาระข้ายังจะด่าตัวเองว่าไร้สาระได้อย่างไร"
“นี่เจ้าเป็นหมอรักษาคนหรือเป็นหมอดูกันแน่"
“ไม่ว่าข้าจะเป็นหมออะไร ข้าก็ต้องรักษาเจ้าให้ได้…ไม่ว่าจะโรคที่เป็นอยู่ หรือวิกฤติตามคำทำนาย ข้าจะปกป้องเจ้าจากทุกสิ่งเหล่านั้น"
สตรีชราผมขาวยิ้มอย่างขมขื่น
“เจ้าไม่คิดว่าเจ้าก็เป็นเหมือนบุรุษหนุ่มผู้นั้นหรือมันเองก็คงต้องการรักษาชีวิตสตรีนางนั้นเหมือนเจ้าที่ต้องการรักษาข้า ใยไม่ช่วยเหลือพวกมัน"
“แม้แต่เจ้าข้ายังช่วยไม่ได้ ข้าจะไปช่วยผู้อื่นทำไมโดยเฉพาะสตรีนางนั้นที่มันพามา ดูอย่างไรข้าก็มิถูกชะตาแม้เพียงนิด"