“ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเ้าแล้วกัน” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น จากนั้นก็ดับไฟที่ตะเกียง แต่เมื่อก้าวขาขึ้นไปนอนบนเตียงเป็ต้องถอนหายใจ พร้อมทั้งลงจากเตียงเพื่อไปช้อนร่างบางขึ้นมานอนบนเตียงด้วยกัน
“ว้าย” เซี่ยซูมี่ร้องเสียงหลง ในความมืดเธอมองไม่เห็นว่าชายหนุ่มเปลี่ยนใจแล้วมาอุ้มร่างเธอขึ้นมา
“ไปนอนด้วยกันบนเตียงนั่นแหละดีที่สุดแล้ว” ซ่งเวยหลงตัดสินใจ เพราะหากปล่อยให้นางนอนที่พื้นเขาเองก็คงจะนอนไม่หลับเช่นเดียวกัน
“แต่ว่า” เซี่ยซูมี่กำลังจะเอ่ยค้าน
“หากเ้ายังไม่หยุดพูดข้าจะทำให้เ้าเงียบเดี๋ยวนี้เลยนะ หากไม่เชื่อเ้าจะลองดูก็ได้” ชายหนุ่มพูดขู่ เพราะทั้งสองคนเสียเวลากับเื่นี้นานเกินไปแล้ว สู้เอาเวลาที่ถกเถียงกันป่านนี้คงหลับได้เป็ตื่นแล้ว
เซี่ยซูมี่รีบคว้ามือมาปิดปากตัวเองไว้ในทันที เธอไม่ควรท้าทายอำนาจใด ๆ ของชายบ้านป่า แม้ว่าจะรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่ก็ได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาคงไม่ทำอะไรเด็กอายุ 15 ปีเช่นเธอหรอก นี่มันพรากผู้เยาว์เลยนะ
“หึ” ซ่งเวยหลงหัวเราะในลำคอด้วยความพอใจที่หญิงสาวเงียบได้เสียที เมื่อล้มตัวนอนลงจริง ๆ เตียงมันไม่ได้แคบอย่างที่นางพูด ออกจะกว้างเกินไปเสียด้วยซ้ำ หญิงสาวขยับตัวจนชิดผนังของบ้าน ส่วนตัวเขานั้นก็นอนชิดริมขอบเตียง เหลือช่องว่างตรงกลางให้นอนอีกราว ๆ 2 คนเห็นจะได้
“ขะ ข้าควรนอนด้านนอกไม่ใช่หรือเ้าคะ” เธอเป็หญิงควรนอนริม เพราะเวลาตื่นเธอต้องตื่นก่อนสามี ลุกนั่งจะได้ไม่รบกวน
“เ้านอนตรงนั้นถูกแล้ว ข้าตื่นเช้าอีกไม่กี่ชั่วยามต้องออกไปดูกับดักสัตว์” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น
“เ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่รับคำอย่างง่ายดาย เพราะเธอเริ่มง่วงไม่อยากจะต่อปากต่อคำอีกต่อไปแล้ว วันนี้เดินทางเข้าเมืองทั้งวันเลยรู้สึกล้าเกินกว่าที่จะมาคิดระแวงกัน
ซ่งเวยหลงพยายามข่มตาหลับ แต่เป็เพราะตนตื่นแล้วจึงยากที่จะข่มตาให้นอนหลับได้ เมื่อหันไปอีกทีร่างบางที่นอนข้าง ๆ ก็ผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอไปแล้ว คงจะเหนื่อยจากการเดินทางไม่น้อย อีกทั้งยังเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ราวกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อน จะเป็ไปได้อย่างไรกัน เขาเองก็ไม่อยากจะเก็บเอาเื่ไร้สาระมาคิดให้ปวดหัว แต่เมื่อคิดไปคิดมาก็เผลอหลับไปั้แ่ตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็เป็เวลาที่ตนต้องออกไปดูกับดักที่วางเอาไว้เสียแล้ว
แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นร่างบางนอนขดด้วยความหนาว อาจจะเป็เพราะว่านางเอาผ้าห่มไปปูนอนที่พื้นแล้วไม่ได้เก็บขึ้นมา ตนจึงเอาผ้าผืนของเขานั้นห่มให้กับหญิงสาว จากนั้นก็เข้าป่าเพื่อไปดูกับดักสัตว์
“อือ” เซี่ยซูมี่ตื่นในเช้าของอีกวัน เมื่อได้นอนเต็มอิ่มก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที อีกทั้งที่นี่ยังอากาศบริสุทธิ์มาก ให้ความรู้สึกคล้ายว่าได้ลาพักร้อนเพื่อมาดื่มด่ำกับธรรมชาติ หลังจากที่บิดี้เีเสร็จแล้วก็เข้าไปทำกิจวัตรประจำวัน อากาศ่เช้านี่ก็หนาวเอาเื่เหมือนกัน หญิงสาวห่อตัวด้วยความหนาว จากนั้นก็เดินไปในครัวเพื่อทำอาหารเช้ารอสามี เขาบอกเอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้วว่าต้องตื่นเช้าเพื่อไปล่าสัตว์ วันนี้จึงไม่ต้องเสียเวลาเดินตามหา
สรุปว่าตนกลายมาเป็สาวชาวป่าจริง ๆ แล้วสินะ อยากจะลองขึ้นเขาดูบ้างสักครั้งว่ามีอะไรบ้าง ป่าในยุคนี้คงจะอุดมสมบูรณ์มาก จะหาประโยชน์อะไรจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดีนะ แต่ก่อนอื่นต้องรีบเตรียมอาหารเพื่อรอสามีในนามเสียก่อน
เซี่ยซูมี่ทำอาหารง่ายๆ สำหรับมื้อเช้า เนื้อกระต่ายที่หมักเอาไว้ยังเหลืออยู่ จึงนำมันมาผัดแต่อาจจะต้องใช้เครื่องเทศเพื่อดับกลิ่นคาว ซึ่งก็หาได้ไม่ยากเลยเพราะบริเวณรอบ ๆ บ้านมีสมุนไพร เครื่องเทศเต็มไปหมด นี่มันคือชีวิตที่เคยโหยหามาตลอดนี่นา หลบหนีจากความวุ่นวายแล้วมาใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ที่เมื่อก่อนถอยไม่ได้เพราะมีอีกหลายพันชีวิตที่จะต้องดูแล เมื่อก้าวขึ้นหลังเสือแล้วก็ยากที่จะลงได้
หลังจากที่ทำอาหารรอสามีแล้ว ตอนนี้ราว ๆ ยามเฉินที่นั่งรอสามีกลับมาจากล่าสัตว์ ซึ่งตัวเซี่ยซูมี่เองก็ไม่รู้ว่าสามีจะกลับมาตอนไหน หญิงสาวเข้าไปพับผ้าห่ม จากนั้นก็ทำความสะอาดบ้าน ก่อนอื่นเลยจะต้องสร้างบ้านที่แข็งแรงและดีกว่านี้ให้ได้เสียก่อน วันก่อนที่เข้าเมืองเพื่อไปซื้อของ ไม่เพียงแต่เลือกซื้อของอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสำรวจสิ่งของที่ชาวบ้านขายกันอีกด้วย อีกทั้งยังจดจำราคาสิ่งของต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ หรือว่านี่จะเป็พร์ที่ติดตัวมา นั่นก็คือความจำอย่างนั้นหรือ สิ่งของที่ได้เห็นก็มีเพียงสินค้าพื้นบ้านทั่ว ๆ ไป ที่จะมีราคาแพงหน่อยก็คงจะเป็พวกของใช้ เครื่องนุ่งห่มแล้วก็เครื่องประดับ แต่ตัวเองไม่ถนัดทางด้านนี้เลยนี่สินะจะทำอย่างไรดี
เซี่ยซูมี่นั่งคิดว่าตัวเองจะทำอย่างไรต่อไปดี ก็บังเอิญได้ยินเสียงสัตว์ร้อง ซึ่งหากเดาไม่ผิดก็น่าจะเป็สามีนั่นเองที่พาพวกมันมา
“กลับมาแล้วหรือเ้าคะ?” เซี่ยซูมี่พูดออกไปั้แ่อยู่ในบ้าน จากนั้นก็เดินออกไปดูสามีที่หน้าบ้าน ว่าเสียงสัตว์ที่ได้ยินนั้นคือเสียงของอะไร
“อืม” ซ่งเวยหลงรับคำในลำคอ เพราะเขากำลังสาละวนกับการขังลูกหมูป่าทั้ง 3 ตัวในคอก
“หมูป่าหรือเ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ถามย้ำ เมื่อเห็นเ้าลูกหมูอายุน่าจะประมาณ 1-2 เดือนส่งเสียงร้องอยู่ในคอกข้างๆบ้าน
“อืม แม่ของมันตกลงไปในกับดักที่ข้าทำเอาไว้ แต่ลูกของมันกลับรอดชีวิต ก็เลยเอาพวกมันมาเลี้ยงรอให้โตกว่านี้ก่อนค่อยเอาไปขายให้หลงจู๊ในเมือง” ซ่งเวยหลงอธิบาย
“แล้วท่านพี่จะไปขนมันมาอย่างไรล่ะเ้าคะ? ข้าได้ยินมาว่าหมูป่าตัวไม่ใช่เล็กๆ” เซี่ยซูมี่ถามขึ้น อย่าบอกนะว่าเขาจะให้ไปช่วยแบกหมูป่าน้ำหนักเป็ร้อย ๆ ชั่งกลับบ้าน
“เรียกอาจื่อไว้แล้ว อีกชั่วครู่ก็คงตามมา” ซ่งเวยหลงพูดน้ำเสียงเนือยๆ หล่อนคิดว่าตนจะให้ไปช่วยแบกหมูหรืออย่างไรกัน แค่โดนลมพัดก็จะปลิวแล้ว ไปเป็ภาระน่ะสิไม่ว่า
“ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่เ้าคะ? อยากจะเดินสำรวจรอบ ๆ ป่า” เซี่ยซูมี่ขออนุญาตสามี เพราะหากแม้ว่าเขาจะไม่อนุญาตถึงอย่างไรก็จะสะกดรอยตามไปอยู่แล้ว
“ตามใจเ้าเถิด เดินไม่ไหวอย่ามาเป็ภาระข้าก็พอ” ซ่งเวยหลงไม่ได้ว่าอะไร เพราะกับดักที่หมูป่าตกลงไปนั้นไม่ได้ไกลจากบริเวณบ้านของตนสักเท่าไหร่ เขามักจะทำกับดักเอาไว้ใกล้ๆ บริเวณรอบ ๆ บ้าน เพราะเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ หากว่ามันมาทีเผลอก็อาจจะโดนมันทำร้ายได้เช่นกัน
“ถ้าเช่นนั้นรอข้าสักครู่นะเ้าคะ” เซี่ยซูมี่เข้าไปเปลี่ยนชุดเป็ชุดเก่า ๆ เช่นเดิม เดินป่าคงไม่ดีแน่หากใส่ชุดใหม่ไป
เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย คนที่สามีเรียกว่าอาจื่อก็มาพอดี เขาเพียงยิ้มทักทายเท่านั้น ซึ่งสามีเองก็ไม่คิดที่จะแนะนำเพื่อนของเขาให้รู้จัก เซี่ยซูมี่ได้แต่ยิ้มและก้มหัวให้เขาเล็กน้อย เพื่อแสดงการทักทายและเดินตามหลังสามีไปอย่างเงียบๆ ระหว่างทางเซี่ยซูมี่ก็สังเกตเส้นทางไปด้วย เผื่อว่าพลัดหลงกับสามีจะได้หาทางกลับบ้านถูก สองข้างทางเห็นผลไม้ป่ามากมาย นั่นมันลูกพลับนี่นา น่าจะเอามาตากแห้งไว้ขาย คนแถวนี้เขาไม่นิยมกินกันหรืออย่างไร
ถึงจุดหมายที่สามีบอก ซึ่งมาคำนวณดูแล้วมันก็ไม่ได้อยู่ห่างจากบริเวณบ้านไปมากเท่าไหร่ แล้วทำไมเขาถึงกลัวว่าตนจะเดินไม่ไหวกันนะ
“ท่านพี่เ้าคะ ข้าขอตัวไปเก็บลูกพลับตรงโน้นได้หรือไม่เ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ถามสามีอย่างเกรงใจ ต่อหน้าคนอื่นเธอต้องให้เกียรติสามี เพราะยุคสมัยนี้สามีคือทุกสิ่งทุกอย่างเป็เ้าชีวิต
“อย่าไปไกลมาก พี่ดึงเ้าหมูป่าขึ้นได้แล้วจะไปตาม” ซ่งเวยหลงพยักหน้าเป็เชิงอนุญาต จากนั้นก็มองตามหลังของภรรยาไป จนพบว่าเธอไปหยุดที่ต้นพลับต้นหนึ่งจึงหันมาสนใจกับดักตรงหน้าต่อ
“ข้าคิดว่าเ้าจะไม่สนใจนางเสียอีก” อาจื่อสหายคนสนิทพูดขึ้นหลังจากที่เงียบปากอยู่นาน เดิมทีเขาเป็คนช่างพูด แต่เป็เพราะสหายไม่ยอมแนะนำภรรยาให้รู้จัก ตนจึงคิดว่าทั้งสองคงไม่ลงรอยกันเท่าไหร่
“พูดมาก รีบดึงมันขึ้นมาเถอะ” ซ่งเวยหลงไม่ได้ตอบคำถาม เื่ภายในบ้านห้ามนำออก และเื่ภายนอกห้ามนำเข้า เขาไม่จำเป็ต้องเล่าเื่ภายในบ้านของตนเองให้ใครฟัง และไม่คิดที่จะสนใจเื่ของคนอื่น
“ไม่เล่าก็ไม่เล่าตามใจเ้าเถอะ” อาจื่อไม่เซ้าซี้เพราะรู้จักนิสัยของเพื่อนชายดี วันนี้ช่างเป็วาสนาของตนยิ่งนักที่ได้มาช่วยเพื่อนเอาหมูป่าตัวใหญ่ออกจากกับดักในครั้งนี้
ทั่วทั้งหมู่บ้านนี้ไม่มีใครไม่รู้จักฝีมือของซ่งเวยหลง ว่าเขานั้นเก่งกาจมากเพียงไหน ไม่ใช่ว่ามีเขาเพียงคนเดียวที่เป็นายพรานล่าสัตว์ แต่ไม่ค่อยมีใครยึดอาชีพนี้ทำงานเลี้ยงชีพ ส่วนมากแล้วแค่ล่าเพื่อเป็อาหารของครอบครัวในฤดูหนาวเท่านั้น สัตว์ป่าดุร้ายไม่ใช่ใครก็จะล่าได้ง่าย ๆ ส่วนมากแล้วก็ทำไร่ทำนากันเพื่อเลี้ยงชีพทั้งนั้น
หลังจากที่พยายามกันอยู่ครึ่งชั่วยาม สองหนุ่มก็ลากหมูป่าขึ้นมาจากหลุมกับดักได้สำเร็จ เซี่ยซูมี่ที่กำลังเก็บลูกพลับจนเกือบจะเต็มตะกร้าที่พกติดตัวมาด้วย แต่เมื่อยกขึ้นสะพายหลังกลับพบว่าลุกไม่ขึ้น ช่างไม่ประมาณตนเอาเสียเลย ลืมไปว่าร่างนี้บอบบางมากแค่ไหน แม้จะผอมแต่ไม่ใช่ผอมแบบสุขภาพดี ผอมแบบผอมแห้งแรงน้อย พร้อมที่จะปลิวตามลมได้ทุกเมื่อ
“เก็บไปทำอะไรมากมายเพียงนี้? มันมีอยู่ทั่วทั้งป่าจะมาอีกเมื่อไหร่ก็ย่อมได้” จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงสามีดังเข้ามาใกล้ และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเขายืนค้ำหัวอยู่
“มีมากขนาดนั้นเลยหรือเ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ตาโต เพราะรู้สึกว่าจะเจอช่องทางหาเงินแล้ว
“มากมายนัก ไม่ค่อยมีคนกินเพราะมันมีรสฝาด” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น เขาเองก็เคยลองกินแล้ว มันมีรสฝาดจึงไม่คิดที่จะกินมันอีก
“รสชาติดีเยี่ยมต่างหากล่ะเ้าคะ ข้าจะทำให้ท่านพี่กินเอง” เซี่ยซูมี่คิดว่าที่เขาบอกว่ามีรสฝาดนั้น อาจจะเป็เพราะกินตอนที่ผลของมันมีสีเหลือง แต่จะให้ดีต้องกินตอนมันสุก สีส้มรสชาติจะหวานกรอบมาก ๆ เลยด้วย แต่เดี๋ยวก่อนนะ หากว่า่นี้ลูกพลับมีสีเหลืองเต็มต้นขนาดนี้ แสดงว่าก็ใกล้จะเข้าสู่หน้าหนาวแล้วน่ะสิ
“ถือว่าข้าเตือนเ้าแล้วก็แล้วกัน” ซ่งเวยหลงี้เีต่อปากต่อคำ เพราะหากเขาชักช้ากว่านี้จะทำให้หมูป่าหมดราคา ไม่รู้ว่ามันตายมานานเท่าไหร่แล้ว โชคดีที่ตอนนี้ตัวมันยังอุ่น ๆ อยู่ต้องรีบไปขายเพื่อเรียกราคา
“ท่านพี่เ้าคะ ฤดูหนาวนี่หนาวมากหรือไม่เ้าคะ” เซี่ยซูมี่ไม่สนใจคำขู่ของสามี เพราะรู้ว่ามีของอร่อยอยู่ตรงหน้า
“หนาวไปจนถึงกระดูกเลยล่ะ อีกไม่กี่เดือนก็จะเข้าหน้าหนาวแล้วล่ะ เราคงต้องเริ่มเตรียมเสบียงกันในไม่ช้านี้” ซ่งเวยหลงขมวดคิ้วสงสัย แม่นางผู้นี้ทำราวกับว่าไม่เคยเจอฤดูหนาว แล้วนางโตมาได้อย่างไรกันถึง 15 ปี