จ้าวหรงค่อย ๆ ชักกระบี่ออกจากฝัก แกร๊ง คมกระบี่สะท้อนแสงลอดผ่านพุ่มไม้ ดวงตาของเขาเ็าราวกับน้ำแข็ง
"เดิมทีข้าเพียงคิดจะสั่งสอนเ้าเล็กน้อย แต่เ้ากลับกล้าต่อปากต่อคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
เขาก้าวเข้ามาทีละก้าว แรงกดดันของผู้ฝึกตนขั้นจุดประกายิญญาระดับสี่แผ่ออกมา พลังิญญาอันหนักอึ้งกดทับลงบนร่างของเหวินซาน จนลมหายใจเริ่มติดขัด เหวินซานกำกระบี่แน่น เพียงแรงกดดันที่แผ่ออกมา ความแตกต่างสองขั้นนี้ มิใช่สิ่งที่มรรคากระบี่เพียงเล็กน้อยของเขาจะชดเชยได้
ฉัวะ!
คมกระบี่กวาดผ่านอากาศ เหวินซานรีบเบี่ยงตัวหลบ ปลายกระบี่เฉือนผ่านแขนซ้ายจนเืซึมออกมาทันที โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเด็กหนุ่มหมุนตัววิ่งสุดกำลัง
"คิดจะหนีรึ สายไปแล้ว" จ้าวหรงแค่นหัวเราะ ก่อนเร่งฝีเท้าตามติดไม่ห่าง ทั้งสองพุ่งผ่านป่าทึบอย่างรวดเร็ว เหวินซานไม่ได้วิ่งสะเปะสะปะ สายตาของเขากวาดมองทุกสิ่งรอบตัว
สายตาของเหวินซานจดจ้องไปยังรังขนาดมหึมาบนกิ่งไม้สูงเหนือหัว สลับกับมองไปยังจ้าวหรงที่กำลังเร่งฝีเท้าไล่ล่าเขามาอย่างไม่ลดละ
เหวินซานเหลือบมองระยะห่างที่ค่อย ๆ ถูกไล่ร่นลงทุกลมหายใจ หากปล่อยไว้เช่นนี้ อีกไม่นานเขาจะถูกตามทันแน่นอน
เมื่อเห็นจังหวะที่เหมาะสม เหวินซานก็แสร้งสะดุดหกล้มลงกับพื้น แต่ในชั่วพริบตานั้น เขากลับคว้าก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นขึ้นมาแล้วขว้างออกไปสุดแรง ก้อนหินนั้นพุ่งเข้าหาจ้าวหรง
จ้าวหรงที่กำลังพุ่งตัวเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยวเห็นก้อนหินปลิวผ่านหน้าไป ก็ตวัดกระบี่ฟันออกไปตามสัญชาตญาณด้วยความรำคาญ "เ้าหนูสกปรก!"
ิญญากระบี่อันคมกริบพุ่งฉีกอากาศออกไปราวกับสายฟ้า มันฟาดเข้าที่ก้อนหินจนแตกละเอียด ทว่าในจังหวะเดียวกันนั้นเอง วิถีของกระบี่กลับไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น มันพุ่งผ่านก้อนหินแล้วเข้าปะทะกับกิ่งไม้ที่ยึดรังลิงอสูรไว้เต็มแรง
กร๊อบ!
เสียงกิ่งไม้หักดังสนั่นหวั่นไหว รังไม้ขนาดใหญ่เอียงวูบ ลูกลิงอสูรที่อยู่ข้างในร้องระงมด้วยความใ จ้าวหรงชะงักฝีเท้าลงทันทีเมื่อเห็นเศษไม้และรังเริ่มร่วงหล่นลงมาตรงหน้าเขา สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความมั่นใจเป็ความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง
บนกิ่งไม้ แม่ลิงอสูรขนาดมหึมาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ดวงตาสีแดงก่ำของมันจ้องมองมนุษย์ผู้ถือกระบี่ที่ยืนอยู่ใต้รัง มันเห็นทั้งเศษไม้ที่หักกระจัดกระจายและลูกน้อยที่กำลังกรีดร้อง ความแค้นของสัตว์อสูรที่หวงลูกยิ่งกว่าชีวิตพุ่งพล่านถึงขีดสุด
"บัดซบ... ข้าไม่ได้ตั้งใจ!" จ้าวหรงสบถออกมาด้วยความลนลาน แต่สายเกินไปแล้ว
จ๊ากกกก!
เสียงคำรามสนั่นหวั่นไหวะเืไปทั่วป่า แม่ลิงอสูรกระโจนลงมาจากรังหมายเอาชีวิต ตามมาด้วยลิงอสูรอีกหลายสิบตัวที่โถมเข้าใส่เขาจากทุกทิศทางเหมือนคลื่นมนุษย์ จ้าวหรงที่ตกอยู่ในสภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานทำได้เพียงฟันกระบี่ออกไปอย่างบ้าคลั่งเพื่อป้องกันตัว
ส่วนเหวินซานที่อาศัยจังหวะความชุลมุนนั้นพุ่งตัวออกไปทางพุ่มไม้หนาทึบ เขาไม่ได้หันกลับไปมองแม้แต่ครั้งเดียว เสียงคำรามของสัตว์อสูรและเสียงปะทะของพลังิญญาดังไล่หลังมาไม่ขาดสาย
ฝูงลิงอสูรโถมเข้าหาจ้าวหรงจากทุกทิศทาง เสียงกรีดร้องแหลมดังประสานกันจนทั่วทั้งป่าสั่นะเื จ้าวหรงฟันกระบี่ออกไปอย่างต่อเนื่อง ิญญากระบี่กวาดลิงอสูรระดับหนึ่งสองตัวกระเด็นชนต้นไม้ แต่ยังไม่ทันตั้งหลัก ตัวที่สามและตัวที่สี่ก็กระโจนเข้ามาแทนที่ทันที กรงเล็บแหลมคมฉีกแขนเสื้อของเขาจนขาด เืสดไหลออกจากาแยาวบริเวณต้นแขน
“สัตว์เดรัจฉาน!” จ้าวหรงคำรามด้วยความโกรธ ก่อนะเิพลังิญญาออกจากร่าง คลื่นพลังผลักลิงอสูรที่อยู่ใกล้ที่สุดกระเด็นออกไปหลายตัว แต่ฝูงลิงกลับไม่ถอย เสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากเบื้องบน แม่ลิงอสูรระดับสามกระโจนลงมาจากกิ่งไม้ ร่างใหญ่ของมันบดบังแสงเหนือศีรษะ อุ้งเท้าหนักฟาดลงมาราวกับค้อนเหล็ก จ้าวหรงยกกระบี่ขึ้นรับ
ตูม!
พื้นดินใต้เท้าแตกร้าว แรงปะทะกดเขาจนเข่าข้างหนึ่งทรุดลงกับพื้น เืสดทะลักออกจากมุมปาก เขาฝืนเหวี่ยงกระบี่สวนกลับ ปลายคมกรีดหน้าอกของแม่ลิงเป็แผลยาว แต่นอกจากจะไม่ทำให้มันถอยแล้ว กลิ่นเืยิ่งทำให้ฝูงลิงรอบด้านคลุ้มคลั่งกว่าเดิม
ลิงอสูรหลายตัวกระโจนเกาะแขนและแผ่นหลังของเขา กรงเล็บจิกผ่านอาภรณ์เข้าไปในเนื้อ จ้าวหรงสะบัดพวกมันออกอย่างแรง แต่ทุกครั้งที่ผลักตัวหนึ่งออกไป อีกหลายตัวก็เข้ามาแทนที่
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่สิบลมหายใจ ร่างของเขาก็เต็มไปด้วยาแ ใบหน้าของจ้าวหรงเริ่มซีดลง เขาอาจสังหารลิงอสูรระดับหนึ่งเหล่านี้ได้ทีละตัว แต่ภายใต้การโจมตีของแม่ลิงระดับสอง เขาไม่มีเวลามากพอจะกำจัดพวกมันทั้งหมด หากยังถูกล้อมอยู่ต่อไป เขาต้องตายที่นี่แน่
แม่ลิงคำรามลั่นก่อนพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง จ้าวหรงกัดฟันแน่น มือซ้ายรีบล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบยันต์สีเหลืองซีดแผ่นหนึ่งออกมา ยันต์หลบหนีแผ่นนี้เป็สมบัติคุ้มชีวิตที่อาจารย์มอบให้ เดิมทีเขาตั้งใจเก็บไว้ยามเผชิญอันตรายนอกสำนัก แต่เวลานี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
“เหวินซาน” เขาเอ่ยชื่อนั้นลอดไรฟัน ก่อนกำยันต์แน่นจนแหลกละเอียด
พรึ่บ!
แสงสีขาวพุ่งออกจากเศษยันต์ห่อหุ้มร่างของจ้าวหรงไว้ในพริบตา ในจังหวะที่อุ้งเท้าของแม่ลิงฟาดลงมาพอดี
ปัง!
แม้ร่างของเขาจะเริ่มเลือนหาย แต่แรงปะทะยังคงทะลุผ่านแสงคุ้มกัน กระแทกแผ่นหลังจนกระดูกส่งเสียงลั่น จ้าวหรงกระอักเืออกมาคำโตก่อนร่างจะถูกพลังของยันต์ดึงหายไปจากวงล้อม
ชั่วพริบตาต่อมา จ้าวหรงปรากฎตัวขึ้นห่างออกไปหนึ่งลี้ เขากลิ้งไปตามพื้นก่อนกระแทกเข้ากับโคนต้นไม้ ชุดศิษย์สายในขาดวิ่น าแทั่วร่างยังคงมีเืไหลไม่หยุด เสียงคำรามของฝูงลิงดังไล่มาจากด้านหลัง
เขาฝืนลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อไปแม้ทุกย่างก้าวจะทำให้าแฉีกกว้างกว่าเดิม จนกระทั่งฝูงลิงหยุดลงที่ชายขอบอาณาเขตของพวกมัน
จ้าวหรงที่กำลังหวาดระแวงเงยหน้ามองขึ้นไปบนกิ่งไม้สูง ก็พบว่าแม่ลิงไม่ได้ไล่ตามมาอีกแล้ว มันเพียงยืนส่งเสียงคำรามข่มขู่ทิ้งท้ายด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความดุร้าย ก่อนจะรีบหันหลังกลับไปยังทิศทางที่ลูกของมันอยู่ด้วยความห่วงใย
ตัดมาที่ประตูป่าอสูร ชายชราผู้เฝ้าป่ายังคงนั่งจิบชาอยู่ใต้ศาลาเช่นเดิม เมื่อเห็นเหวินซานเดินโซเซกลับมาด้วยสภาพมอมแมมและมีรอยเืซึมออกมาจากแขนซ้าย ชายชราก็วางถ้วยชาลงแล้วเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย
เหวินซานโค้งตัวลาแล้วปลีกตัวออกมานั่งพักอยู่ห่างๆ เขาเฝ้ารอด้วยความเงียบงัน ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ในขณะที่อาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าบริเวณประตูป่าอสูรก็มีแรงกดดันอันรุนแรงพุ่งทะยานออกมา
พรึ่บ!
ร่างของจ้าวหรงปรากฎตัวขึ้นด้วยความทุลักทุเล ชุดศิษย์สายในขาดวิ่น าแฉกรรจ์ทั่วร่างทำให้เืสดไหลนองพื้นจนแทบจะยืนไม่อยู่ จ้าวหรงกระอักเืคำโตก่อนจะทรุดฮวบลงต่อหน้าชายชราผู้เฝ้าประตูด้วยสภาพปางตาย
ชายชรากวาดสายตาสลับไปมาระหว่างเหวินซานกับจ้าวหรง รอยเืบนแขนของคนหนึ่ง และาแฉกรรจ์ของอีกคน ทำให้คิ้วสีขาวของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย "บังเอิญนัก"เขาพึมพำเพียงเท่านั้น ก่อนรีบส่งพลังิญญาประคองอาการของจ้าวหรง
ในจังหวะที่เหวินซานกำลังจะเดินออกมาจากบริเวณนั้น สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับจ้าวหรงที่กำลังเงยหน้าขึ้นมาด้วยความเ็ป
เหวินซานหยุดเดิน มองอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่ง ก่อนเอ่ยเพียงประโยคเดียว
"ศิษย์พี่... ครั้งหน้าหากจะฆ่าผู้อื่น ก็อย่าประมาท"
ชายชราผู้เฝ้าประตูชะงัก มือที่กำลังส่งพลังิญญารักษาาแหยุดไปชั่วขณะ เขาเหลือบมองเหวินซาน ก่อนหันไปมองจ้าวหรง แววตาฉายความครุ่นคิด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
เหวินซานประสานมือให้ชายชรา ก่อนหันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก
จ้าวหรงจ้องแผ่นหลังของเขา ดวงตาแดงก่ำด้วยความแค้น แต่ร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะลุกขึ้น
สามวันหลังเหตุการณ์ในป่าอสูร ข่าวเื่ศิษย์สายในถูกลิงอสูรโจมตียังคงเป็หัวข้อสนทนาของคนทั้งสำนัก
จ้าวหรงแม้จะรอดชีวิตกลับมาได้ แต่สภาพของเขากลับน่าเวทนา แขนซ้ายเต็มไปด้วยรอยเขี้ยวและาแลึกหลายแห่งจากการถูกอสูรเล่นงาน ใบหน้าซีดขาวจากการเสียเืมาก ทำให้เขาต้องกักตัวพักรักษาแผลอยู่หลายวัน
เขานอนนิ่งอยู่บนเตียงรักษา มือขวาบีบผ้าปูจนยับย่น เมื่อศิษย์รับใช้เอ่ยชื่อเหวินซาน เส้นเืบนขมับของเขาก็ปูดขึ้นทันที “อย่าเพิ่งแตะต้องมัน” เขากล่าวเสียงแหบ “ข้าจะจัดการด้วยตนเอง”
ในขณะเดียวกัน ทางด้านเหวินซาน แม้ภายนอกจะดูนิ่งสงบ แต่ภายในใจเขารู้ดีว่าจ้าวหรงไม่มีทางรามือแน่ ความห่างชั้นของระดับพลังและสถานะในสำนักทำให้เขาตกเป็รองอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากวันนั้น เหวินซานลดเวลานอนเหลือเพียงสองชั่วยาม ยามเช้าดูแลสวน ยามบ่ายฝึกกระบี่ ส่วนยามค่ำปิดถ้ำหลอมโอสถ จนบางวันมือที่ถือพู่กันสั่นเพราะแทบไม่มีแรงเหลือ
เช้าวันหนึ่งขณะที่เหวินซานกำลังรดน้ำสมุนไพรอยู่ภายในสวน ศิษย์ผู้ช่วยคนหนึ่งก็รีบเดินเข้ามา "ศิษย์น้องเหวิน" เด็กหนุ่มวางถังน้ำลง ก่อนประสานมือ "มีเื่ใดหรือ"
"ผู้าุโกู้เรียกพบ" เหวินซานชะงักเล็กน้อย "ผู้าุโกู้หรือ"
"ใช่ ท่านให้เ้าตามข้าไปเดี๋ยวนี้" เหวินซานไม่ได้ถามต่อ รีบล้างมือ จัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนเดินตามศิษย์ผู้ช่วยไปยังตำหนักโอสถ ภายในตำหนักกลิ่นสมุนไพรหอมอบอวลไปทั่วห้อง
เตาหลอมขนาดใหญ่หลายใบกำลังลุกโชน ศิษย์สายในหลายคนกำลังช่วยกันคัดแยกสมุนไพรอย่างขะมักเขม้น ตรงกลางห้องผู้าุโกู้หยวนชิงกำลังตรวจสอบตำรับโอสถอยู่บนโต๊ะหิน
เมื่อเห็นเหวินซานเดินเข้ามา ชายชราจึงเงยหน้าขึ้น พร้อมเผยรอยยิ้มอ่อนโยน "มาแล้วหรือ"
เด็กหนุ่มรีบประสานมือคารวะ "ศิษย์คารวะผู้าุโกู้" ผู้าุโกู้พยักหน้าเบา ๆ "ข้าได้อ่านรายงานสมุนไพรที่เ้าส่งมาตลอดหลายเดือน ละเอียดและแม่นยำกว่าศิษย์สายในหลายคนเสียอีก"
เขาหยิบสมุนไพรสองต้นที่มีลักษณะคล้ายกันขึ้นมาวางบนโต๊ะ "คนส่วนใหญ่มองว่าทั้งสองต้นนี้เหมือนกัน แต่เ้ากลับแยกความแตกต่างได้ทุกครั้ง"
ผู้าุโกู้วางสมุนไพรลง ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจัง "อีกสามวัน ข้าจะหลอมโอสถระดับสองชุดหนึ่ง ต้องใช้ผู้ช่วย ข้าอยากให้เ้ามาช่วย" เหวินซานเบิกตาเล็กน้อย โอสถระดับสอง สำหรับศิษย์สายนอกนับเป็โอกาสที่หาได้ยากยิ่ง เขารีบประสานมือคำนับทันที
"ศิษย์ยินดีอย่างยิ่งขอรับ"
ผู้าุโกู้ยิ้มอย่างพึงพอใจ "ดี เช่นนั้นอีกสามวัน มาพบข้าที่ตำหนักโอสถแต่เช้า"
่บ่ายหลังจากจัดการงานในสวนสมุนไพรเสร็จ เหวินซานก็คิดถึงอาเหมียวขึ้นมา นับั้แ่ทั้งสองสอบผ่านเป็ศิษย์สายนอก ต่างคนต่างยุ่งกับหน้าที่ของตนเอง เหวินซานต้องดูแลสวนสมุนไพร ศึกษาตำรา ฝึกกระบี่ และหลอมโอสถ ทั้งสองแทบไม่มีโอกาสพบหน้ากันเลย
"แวะไปหาเสียหน่อย..." เหวินซานพึมพำ ก่อนเปลี่ยนทิศทางเดินไปยังเขตถ้ำพักของศิษย์สายนอก ไม่นานนักเขาก็มาหยุดอยู่หน้าถ้ำหมายเลขที่อาเหมียวพักอาศัย
"อาเหมียว" เหวินซานร้องเรียกเบา ๆ แต่ภายในกลับเงียบสนิท เขารออยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่มีเสียงตอบรับ ขณะนั้นเองศิษย์สายนอกผู้หนึ่งที่เดินผ่านมาพอดีก็เอ่ยขึ้นว่า "เ้ามาหาอาเหมียวหรือ"
เหวินซานพยักหน้า "ใช่"
อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ "เช่นนั้นคงคลาดกันแล้ว อาเหมียวรับภารกิจนอกสำนักไปเมื่อสามวันก่อน"
เหวินซานชะงักเล็กน้อย "ภารกิจนอกสำนัก?"
"ใช่ เป็ภารกิจเก็บสมุนไพรและคุ้มกันขบวนสินค้าแถวเมืองหลิงเหอ เห็นว่าต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนจึงจะกลับ"
เหวินซานพยักหน้าช้า ๆ "เช่นนั้นเอง" ศิษย์สายนอกยิ้มก่อนกล่าวต่อ "ก่อนออกเดินทางเขายังพูดถึงเ้าอยู่ บอกว่าถ้าเ้าแวะมาให้ฝากบอกว่าไม่ต้องเป็ห่วง เขาจะรีบกลับมา"
เหวินซานอดหัวเราะไม่ได้ "หมอนั่น..." อีกฝ่ายหัวเราะตาม "แล้วก็ยังบอกอีกว่า อย่ามัวแต่หลอมโอสถจนลืมกินข้าว ไม่อย่างนั้นกลับมาคงผอมกว่าเดิมอีก" เหวินซานยิ้มพลางส่ายหน้า "นิสัยไม่เคยเปลี่ยนจริง ๆ"
เขาหันมองถ้ำที่ปิดเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหมุนตัวเดินจากไป เด็กหนุ่มเดินกลับไปยังถ้ำพักของตน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการช่วยผู้าุโกู้หลอมโอสถในอีกสามวัน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เหวินซานทุ่มเทให้กับการฝึกฝนจนความสามารถในการหลอมโอสถของเขาพัฒนาขึ้นอย่างก้าวะโ โอสถระดับหนึ่งหลายชนิดที่เขาเคยศึกษามาล้วนถูกเขาหลอมจนสำเร็จหลายชนิด
สามวันต่อมาเหวินซานเดินทางมายังตำหนักโอสถแต่เช้าตามคำสั่งของผู้าุโกู้ ภายในตำหนักเงียบสงบกว่าทุกครั้ง เตาหลอมขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายอยู่กลางห้อง กลิ่นสมุนไพรหลายร้อยชนิดลอยอบอวลจนทำให้ผู้คนรู้สึกสดชื่น
ผู้าุโกู้หยวนชิงกำลังคัดแยกสมุนไพรอยู่หน้าโต๊ะหิน เมื่อเห็นเหวินซานเดินเข้ามา เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย "มาแล้วหรือ"
เหวินซานรีบประสานมือ "ศิษย์คารวะผู้าุโ"
"อืม วันนี้ไม่ต้องรีบลงมือ มายืนดูข้าง ๆ ก่อน"
เหวินซานรับคำ แล้วเดินเข้าไปยืนด้านข้างอย่างเงียบ ๆ บนโต๊ะหินมีสมุนไพรนับสิบชนิดวางเรียงอย่างเป็ระเบียบ แต่ละชนิดล้วนแผ่กลิ่นอายิญญาเข้มข้นกว่าที่เขาเคยเห็นมากนัก เด็กหนุ่มอดถามไม่ได้ด้วยความสนใจที่ปิดไม่มิด "ผู้าุโ... สมุนไพรเหล่านี้แตกต่างจากที่ศิษย์เคยใช้มาก"
กู้หยวนชิงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเหลือบมองศิษย์สายนอกผู้มีแววตาสงบนิ่งคนนี้ "แน่นอน เพราะวันนี้ ข้าจะหลอมโอสถระดับสองขั้นปลาย"
เหวินซานชะงัก "โอสถระดับสองขั้นปลาย" กู้หยวนชิงหัวเราะเบา ๆ "ดูเหมือนเ้ายังไม่เข้าใจ เช่นนั้นข้าจะอธิบายให้ฟัง"
กู้หยวนชิงยื่นสมุนไพรสีแดงเข้มให้เขา “ลองส่งพลังเข้าไป”
เหวินซานทำตาม แต่เพียงพลังัักับใบสมุนไพร แรงต้านก็สะท้อนกลับมาจนปลายนิ้วชา
“นี่คือความแตกต่างของวัตถุดิบระดับสอง” ชายชรากล่าว “เพียงควบคุมสมุนไพรยังยากถึงเพียงนี้ แล้วเ้าคิดว่าการหลอมมันจะง่ายหรือ”
"โอสถระดับหนึ่ง ขั้นต้นกลางและปลาย เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนจุดประกายิญญาใช้สมุนไพรพื้นฐาน วิธีหลอมไม่ซับซ้อน ศิษย์สายนอกส่วนใหญ่ หากพยายามมากพอ ก็สามารถหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นกลางได้" เหวินซานพยักหน้าช้า ๆ
กู้หยวนชิงกล่าวต่อ "แต่โอสถระดับสอง เริ่มใช้สมุนไพรที่มีพลังิญญาสูงกว่า การควบคุมไฟต้องละเอียดกว่าเดิมหลายเท่า หากผิดพลาดเพียงลมหายใจเดียว โอสถทั้งเตาจะกลายเป็เถ้าถ่าน"
เขาหยิบสมุนไพรสีแดงเข้มขึ้นมา "โอสถระดับนี้ เหมาะกับผู้ฝึกตนั้แ่จุดประกายิญญาขั้นแปดขึ้นไป ราคาสูงกว่าโอสถระดับหนึ่งหลายสิบเท่า" เหวินซานตั้งใจฟังทุกคำ
กู้หยวนชิงจึงกล่าวต่อ "เหนือระดับสอง ยังมีระดับสาม ระดับสี่ ไปจนถึงระดับห้า แต่ยิ่งระดับสูง ไม่ได้หมายถึงเพียงสมุนไพรที่ดีขึ้น ผู้หลอมเองก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน" เขามองไปยังเตาหลอมเบื้องหน้า ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เพราะการหลอมโอสถไม่ใช่เพียงใช้ไฟหลอมสมุนไพร แต่ใช้พลังิญญาของผู้หลอม หลอมรวมเจตจำนงของตนลงไปด้วย หากพลังไม่พอ ต่อให้มีตำรับอยู่ในมือ ก็ไม่มีวันหลอมโอสถระดับสูงสำเร็จ"
เหวินซานนิ่งไป ราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง "เช่นนั้น หากวันหนึ่งศิษย์แข็งแกร่งขึ้น ก็สามารถหลอมโอสถที่สูงขึ้นได้เช่นกันหรือ"
กู้หยวนชิงหัวเราะอย่างพอใจ "ถูกต้อง นักปรุงโอสถไม่ใช่เพียงผู้ศึกษาสมุนไพร แต่ต้องเป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งด้วย ยิ่งโอสถระดับสูง ก็ยิ่งต้องใช้พลังิญญามหาศาลในการควบคุม" เขาหันมายิ้มให้เหวินซาน
"วันนี้ เ้าจะได้เห็นด้วยตาของตนเอง ว่าการหลอมโอสถระดับสอง แตกต่างจากโอสถระดับหนึ่งเพียงใด"