หยวนิเย่ยิ้มให้กับไป๋เหรินซี ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นว่าที่ด้านหลังของไป๋เหรินซี มีบ่าวรับใช้สาวคนหนึ่งเดินเข้ามา
นางอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปี ใบหน้าอ่อนหวาน รูปร่างอรชร ส่วนชุดสีเขียวอ่อน ออร่าของนางอยู่ในระดับปรมาจารย์ยุทธ์
“ นี้คือสาวใช้ของข้า นางมีชื่อว่า หนานลู่ ” ไป๋เหรินซีกล่าว
“ หนานลู่ทำความเคารพคุณชายหยวน ” หนานลู่กล่าวพร้อมกับย่อตัวทำความเคารพ
“ งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ เดี๋ยวคุณชายมู่จะรอนาน ” หยวนิเย่กล่าว
ชุนหานหยิบบันไดมาวางไว้ที่พื้นเพื่อให้หยวนิเย่และไป๋เหรินซีเข้าไปด้านใน แน่นอนว่าหนานลู่ก็เข้าไปด้วย
จากจวนตระกูลไป๋ไปยังหอดาราฟ้าใช้เวลาประมาณสองเค่อ
เนื่องจากหอดาราฟ้าอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง ซึ่งมันอยู่คนละฝั่งกับทิศที่หยวนิเย่อยู่
หลังจากที่มาถึงหยวนิเย่ก็ให้ชุนหานไปจอดรถม้ารออยู่ที่ที่จอดรถม้าที่หอดาราฟ้าเตรียมเอาไว้ให้
ส่วนหยวนิเย่และคนอื่นๆก็เดินเข้าไปในหอดาราฟ้า
เมื่อเข้ามาในหอดาราฟ้าแล้ว พนักงานก็พาทั้งสี่คนขึ้นไปที่ชั้นสี่ทันที
เนื่องจากตัวตนของมู่อวิ๋นนั้นยิ่งใหญ่และมีเื้ัที่ทรงพลัง จึงไม่แปลกที่เขาจะสามารถใช้งานห้องส่วนตัวที่ชั้นสี่ได้
บนชั้นสี่มีห้องส่วนตัวเพียงแค่สามห้องเท่านั้น
ห้องที่มู่อวิ๋นอยู่เป็ห้องลำดับที่สองเท่านั้น เนื่องจากห้องแรกจะมีไว้สำหรับแขกที่ทรงพลังและเป็ตัวตนระดับเหนือยุทธ์ขึ้นไป
พนักงานสาวโค้งคำนับและเปิดประตูห้องให้กับทั้งสี่คนเข้าไปด้านใน
เมื่อหยวนิเย่เดินเข้าไปในห้อง เขาก็พบว่าภายในห้องมีรุ่นเยาว์หลายสิบคนกำลังนั่งอยู่
ภายในห้องมีคนที่หยวนิเย่คุ้นหน้าอยู่ไม่กี่คนก็คือหวงเฉาและสหายของเขาอีกสองคน
ภายในห้องอาหารมีความกว้างขวางอย่างมาก สามารถจุคนได้มากกว่าสองถึงสามร้อยคนได้อย่างไม่มีปัญหา
ห้องอาหารแห่งนี้ถูกจัดคล้ายๆกับเกือกม้า โดยที่หัวโต๊ะจะอยู่้าสุดและค่อยๆมีคนนั่งทางฝั่งซ้ายขวาค่อยๆไล่ลงมาเรื่อยๆ
ทุกๆคนในห้องก็หันมามองผู้มาใหม่ด้วยความสนใจ
ในตอนแรกที่พวกเขาเห็นหยวนิเย่ พวกเขาก็พากันสงสัยว่าชายหนุ่มคนนี้คือใคร แต่เมื่อพวกเขาเห็นไป๋เหรินซีที่อยู่ด้านหลังของชายหนุ่มคนนี้ก็แสดงสีหน้ายิ้มแย้มขึ้นมา เพราะทุกคนเข้าใจดีว่างานเลี้ยงในค่ำคืนนี้จัดขึ้นมาก็เพราะไป๋เหรินซี
“ คุณชายหยวน ศิษย์น้องเหรินซีพวกเ้ามาแล้ว เชิญๆเข้ามาข้างในก่อน ” มู่อวิ๋นลุกขึ้นยืนแล้วก็เดินเข้าไปหาทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
หยวนิเย่ถูกจัดให้นั่งอยู่ที่ด้านหน้าของโต๊ะอาหาร ส่วนโต๊ะของไป๋เหรินซีก็อยู่ด้านข้างของหยวนิเย่ เนื่องจากมู่อวิ๋นรู้ดีว่าถ้าหากเขาไม่จัดโต๊ะอย่างนี้อาจจะถูกศิษย์น้องไป๋ไม่พอใจได้
“ สหายทุกท่าน ข้าขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จัก นี้คือสหายหยวนิเย่ ” มู่อวิ๋นกล่าวพร้อมกับผายมือไปหาหยวนิเย่
ทุกๆคนก็พากันยกจอกเหล้าขึ้นมาพร้อมกับชูให้กับหยวนิเย่
หยวนิเย่เองก็ชูจอกเหล้าขึ้นมาพร้อมกับยิ้มให้กับรุ่นเยาว์เ่าั้
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ พวกเขาสามารถดื่มเหล้าได้โดยไม่มีปัญหาเพราะพวกเขามีความสามารถในการสร่างเมาได้ดีกว่าคนธรรมดามาก
“ ข้าหยวนิเย่ยินดีที่ได้พบกับสหายทุกท่าน ” หยวนิเย่กล่าวพลางดื่มจอกเหล้าไปด้วย
หลังจากนั้นทุกๆคนก็นั่งประจำที่
“ ข้าได้ยินมาว่าสหายหยวนไม่ได้เข้าร่วมกับกองกำลังไหน แต่มีความแข็งแกร่งในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ นับว่าเป็อัจฉริยะคนหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ทราบว่าสหายหยวน้าเข้าร่วมกับตำหนักหมื่นวิถีไหม? ” มู่อวิ๋นถามขึ้น
ทุกๆคนพากันใ พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าหยวนิเย่จะไม่ได้เข้าร่วมกับกองกำลังไหนแต่กลับบ่มเพาะพลังมาถึงระดับนี้ ทำให้ทุกๆพากันนับถือและชื่นชมขึ้นมา นอกจากนี้ก็ยังแฝงไปด้วยความอิจฉาเพราะอย่างที่รู้กันว่าตำหนักหมื่นวิถึไม่ใช่ว่าใครจะเข้าได้ จะต้องเป็อัจฉริยะเท่านั้นถึงจะเข้าร่วมได้
“ ข้าต้องทำให้สหายมู่ผิดหวังแล้ว ข้าไม่ได้คิดที่จะเข้าร่วมกองกำลังไหนเลยในตอนนี้ ” หยวนิเย่ปฏิเสธ
เมื่อหยวนิเย่ปฏิเสธก็ทำให้รุ่นเยาว์ทั้งหมดก็พากันมองไปที่หยวนิเย่ด้วยความไม่พอใจ
“ สหายหยวน คุณชายมู่อุตส่าห์ชวนเ้าเข้าร่วมกับตำหนักหมื่นวิถีแต่เ้ากลับปฏิเสธความหวังดีอย่างนั้นหรือ? ” หวงเฉาเป็คนกล่าวขึ้นพร้อมกับแสดงสีหน้าไม่พอใจขึ้นมา
ทันใดนั้นคนอื่นๆเองก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ
ไป๋เหรินซีมองไปที่หยวนิเย่ด้วยความเป็ห่วง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ได้กล่าวอะไร เพราะตอนที่อยู่บนรถม้ามาที่หอดาราฟ้า หยวนิเย่ได้บอกกับนางว่า ขอให้นางอยู่เฉยๆเดี๋ยวเขาจะจัดการทุกอย่างเอง
“ ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น เพียงแต่ข้าชอบความอิสระไม่ชอบความวุ่นวาย เพราะฉะนั้นการนั่งอยู่ที่จวนพร้อมกับมองดูท้องฟ้าหรือฝูงปลาในสระ ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับกวาดสายตามองดูรุ่นเยาว์ทุกๆคน
“ ฮ่าๆ สหายหยวนเ้าน่าสนใจจริงๆ ” หวงเฉาหัวเราะ คนอื่นๆเองก็หัวเราะเช่นเดียวกัน
จากนั้นมู่อวิ๋นก็มองไปยังรุ่นเยาว์คนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากตนเท่าไหร่
“ สหายหยวน ถ้าหากเ้าไม่ว่าอะไร ข้าขอท้าประลองแลกเปลื่ยนกับเ้าได้ไหม? ” ชายหนุ่มอายุประมาณสิบเจ็ดปีกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของเขาก็อยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์
ทุกๆคนต่างก็มองหน้ากันก่อนที่จะเข้าใจเจตนาของมู่อวิ๋น
“ ท้าประลองกับข้า? น่าสนใจดีนิ แต่ข้าไม่จำเป็ต้องลงมือหรอก เพียงแค่บ่าวรับใช้ของข้าก็สามารถเอาชนะพวกเ้าทุกคนในห้องนี้แล้ว ถ้าหากไม่ใช่ข้าจะยอมคุกเข่าขอโทษเลย ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทุกๆคนที่อยู่ในห้องเมื่อได้ยินคำพูดที่โอหังของหยวนิเย่ พวกเขาก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ แม้กระทั้งมู่อวิ๋นเองก็ไม่พอใจเหมือนกัน
“ สหายหยวนจะบอกว่าแม้แต่ข้าก็ไม่สามารถเอาชนะบ่าวรับใช้ของเ้าได้งั้นหรือ? ” มู่อวิ๋นถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า
“ แล้วเ้าได้ยินว่าข้ากล่าวว่าอะไรล่ะ? งั้นข้าก็จะกล่าวย้ำอีกครั้งแล้วกันภายในห้องนี้นอกจากข้าแล้วทุกๆคนก็ไม่สามารถเอาชนะบ่าวรับใช้ของข้าได้เลย ” หยวนิเย่กล่าว
“ อย่างนั้นก็ดี ข้าเองก็อยากรู้ว่ามันจะเป็อย่างที่สหายหยวนกล่าวมาหรือไม่? ” มู่อวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าก่อนที่จะสั่งให้ทุกๆคนย้ายโต๊ะอาหารของตัวเองออกเพื่อให้กลายเป็พื้นที่โล่งให้สามารถต่อสู้กันได้
“ การประลองในครั้งนี้เป็การประลองธรรมดาเท่านั้น ไม่จำเป็ต้องถึงขั้นาเ็สาหัส ” มู่อวิ๋นกล่าว สายตาของเขามองไปยังรุ่นเยาว์ที่จะเป็คนท้าประลอง
“ อย่างนั้นก็ได้เพราะถึงอยา่งไรข้าก็ไม่ใช่คนที่ออกไปสู้ ” หยวนิเย่กล่าวก่อนที่จะเดินไปยังมุมๆหนึ่งของห้อง
“ มันจะไม่เป็อะไรจริงๆหรือิเย่? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง นางกลัวว่าเหม่ยเจียงจะได้รับาเ็กลับมา
“ เ้าไม่ต้องเป็ห่วงหรอก เมื่อข้ามั่นใจเ้าก็ควรมั่นใจในตัวข้าและนาง ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ
“ ข้าจะลองเชื่อใจเ้าดูสักครั้งแล้วกัน ” ไป๋เหรินซีมองไปยังเหม่ยเจียงที่ยืนอยู่ตรงกลางห้อง
หวงเฉายืนอยู่ตรงกลางระหว่างเหม่ยเจียงและชายหนุ่มที่้าประลองกับหยวนิเย่
“ เอาล่ะในเมื่อทั้งสองคนพร้อมแล้วอย่างนั้นก็เริ่มการประลองได้ ” หวงเฉากล่าวจบเขาก็ถอยหลังไปอยู่ที่กลุ่มของมู่อวิ๋นยืนอยู่
“ แม่นาง ข้ามีนามว่าฟู่หลันแห่งนิกายห้าขุนเขา ในเมื่อข้าเป็บุรุษข้าจะให้แม่นางเป็คนเริ่มก่อน ” ฟู่หลันกล่าวอย่างมั่นใจ
คนอื่นๆก็พากันส่งเสียงเชียร์ออกมา
“ ข้าเหม่ยเจียง ไม่มีกองกำลังเป็เพียงบ่าวรับใช้ของนายน้อยเท่านั้น ในเมื่อเ้าให้ข้าเริ่มก่อนเช่นนั้นก็ระวังตัวด้วย ” เหม่ยเจียงยิ้มก่อนที่จะหายตัวไปทันที
เพียงชั่วพริบตาที่เหม่ยเจียงหายตัวไป จู่ๆร่างของฟู่หลันก็ลอยกระเด็นไปไกลจนกระแทกเข้ากับกำแพงห้องก่อนที่จะตกลงมานอนหมดสติบนพื้น
ร่างของเหม่ยเจียงยืนอยู่ตรงจุดที่ฟู่หลันยืนอยู่ พร้อมกับฝ่ามือที่ยื่นออกมาด้านหน้า
ทุกๆคนในห้องยกเว้นหยวนิเย่ต่างก็ใ เพราะทุกๆคนรู้ดีว่าฟู่หลันแม้ว่าจะไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุดในห้องนี้แต่เขาก็นับว่าเป็อัจฉริยะแล้ว แต่ฟู่หลันกลับสลบหลังจากที่ถูกโจมตีในฝ่ามือเดียว
ทุกๆคนรีบวิ่งไปดูอาการของฟู่หลันด้วยความเป็ห่วง แต่เมื่อพบว่าฟู่หลันเพียงแค่หมดสติก็พากันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
สีหน้าของมู่อวิ๋นเต็มไปด้วยความมืดมนและจริงจัง เขามองไปที่เหม่ยเจียงที่ยืนอยู่กลางห้องด้วยสีหน้าเ็าแต่ก็แฝงไปด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย เพราะเขาเองก็ยังมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเหม่ยเจียง แค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเหม่ยเจียงนั้นแข็งแกร่งจริงๆและถึงขั้นอาจจะแข็งแกร่งกว่าตัวเขาเลยด้วยซ้ำ
“ ิเย่ เ้ามั่นใจใช่ไหมว่านางเป็เพียงสาวใช้? ” ไป๋เหรินซีถามออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ เพราะนางเองก็มองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเหม่ยเจียง นอกจากนี้นางก็ยังรู้ว่าถ้าหากเป็นาง นางก็คงจะพ่ายแพ้เหมือนกับฟู่หลันอย่างแน่นอน
“ แล้วเ้าไม่ได้ยินนางเรียกข้าว่านายน้อยหรือ? ” หยวนิเย่ถามขึ้นก่อนที่สีหน้าของหยวนิเย่จะเปลื่ยนไปและส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเ็ป
ไป๋เหรินซีหยิกเอวของหยวนิเย่พร้อมกับถลึงตาใส่
“ มีใครอยากที่จะประลองกับข้าอีกหรือไม่? ” เหม่ยเจียงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ
ทุกๆคนต่างก็มองหน้ากันด้วยความลังเล เนื่องจากพวกเขาส่วนมากก็มีความแข็งแกร่งในระดับบรรพจารย์ยุทธ์เท่านั้น มีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่อยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์ คือมู่อวิ๋นและไป๋เหรินซี
“ อย่าคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งแล้วจะทำอะไรก็ได้ จะว่าไปเมื่อกี้สหายหยวนบอกว่า บ่าวรับใช้ของเ้าสามารถเอาชนะทุกคนที่อยู่ในห้องนี้นอกจากตัวสหายหยวนเอง และถ้าหากบ่าวรับใช้ของสหายหยวนแพ้ สหายหยวนจะคุกเข่าขอโทษใช่หรือไม่? ” มู่อวิ๋นถามพร้อมกับมองไปยังหยวนิเย่
“ ย่อมเป็เช่นนั้น ” หยวนิเย่พยักหน้ารับ
“ เช่นนั้นข้าอยากจะรู้ว่าบ่าวรับใช้ของเ้าจะสามารถเอาชนะผู้ติดตามของข้าคนนี้ได้หรือไม่? ” มู่อวิ๋นกล่าวพร้อมกับเรียกชื่อหนึ่งออกมา
“ ออกมาหน่อย เชาชิง ” มู่อวิ๋นกล่าวขึ้น
ทันใดนั้นก็มีชายวัยกลางคนเหมือนกับคนวัยวี่สิบปี รูปร่างกำยำเดินออกมาจากด้านหลังห้อง
ต้องบอกว่าภายในห้องอาหารนี้จะมีห้องที่อยู่ด้านหลังซึ่งเป็ห้องที่เอาไว้เก็บของต่างๆที่จะนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะอาหาร
หยวนิเย่และคนอื่นๆมองดูเชาชิงทันที
นอกจากหยวนิเย่แล้ว คนอื่นๆต่างก็รู้จักเชาชิง
“ นั้นมันผู้ติดตามของคุณชายมู่ไม่ใช่หรือ นึกไม่ถึงเลยว่าคุณชายมู่จะสั่งให้เชาชิงออกมาต่อสู้ ”
“ ท่านเชาชิงเป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิยุทธ์ ตัวตนระดับนี้คุณชายมู่ถึงกับเชิญออกมาสู้กับบ่าวรับใช้เพียงคนเดียวเท่านั้น นี้ไม่ใช่ว่าจะเป็การฆ่ากระต่ายด้วยมีดฆ่าวัวงั้นหรือ? ”
รุ่นเยาว์ทั้งหลายพากันมองไปยังเชาชิงด้วยความประหลาดใจ
หยวนิเย่เองก็มองไปยังเชาชิงด้วยแววตาจริงจังเล็กน้อย
ไป๋เหรินซีมองดูด้วยความไม่พอใจและเดินออกมาด้านหน้า
“ มันจะไม่มากไปหน่อยหรือศิษย์พี่มู่ บ่าวรับใช้ของิเย่ยังอายุน้อยแต่ท่านกลับให้เชาชิงออกมาสู้แบบนี้? ” ไป๋เหรินซีกล่าวออกมา
“ ศิษย์น้องไป๋เ้าจะพูดแบบนั้นไม่ถูกนะ ในเมื่อสหายหยวนเป็คนกล่าวเองว่าบ่าวรับใช้ของเขาสามารถเอาชนะทุกๆคนในห้องยกเว้นตัวของสหายหยวนเอง ” มู่อวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ไป๋เหรินซีกำลังจะกล่าวอะไรออกมา จู่ๆนางก็ถูกหยุดเอาไว้โดยหยวนิเย่
“ ไม่จำเป็ต้องไปเถียงอะไรไร้สาระแบบนั้นหรอก ” หยวนิเย่กล่าวก่อนที่จะมองไปยังเหม่ยเจียง
“ เหม่ยเจียง ข้าอนุญาตให้เ้าใช้พลังได้เต็มที่ ” หยวนิเย่กล่าว
ทันใดนั้นทุกๆคนก็มองไปที่หยวนิเย่สลับกับเหม่ยเจียงด้วยความสับสน พวกเขารู้ว่าเหม่ยเจียงจะแข็งแกร่งกว่าที่พวกเขาเห็น
แม้แต่เชาชิงก็ยังมองไปที่หยวนิเย่และเหม่ยเจียงด้วยความไม่พอใจ