08:20PM ณ อีกมุมหนึ่งภายในดันเจี้ยน
“ตอนนี้คนของทางสมาพันธ์ช่วยเหลือประชาชนได้บางส่วนแล้วครับคุณซาบุโร่พวกเขาแจ้งว่าเตรียมส่งกำลังเสริมเข้ามาเพิ่มในเร็ว ๆ นี้”
หนึ่งในสมาชิกกลุ่มกองกำลังของกิลด์ ผู้ใช้สัตว์อัญเชิญที่มีความสามารถในการทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารระยะไกลเอ่ยขึ้น
ด้วยความที่เครื่องมือสื่อสารในโลกยุคปัจจุบันบางประเภทไม่สามารถใช้งานภายในดันเจี้ยนได้เนื่องจากมีคลื่นสัญญาณรบกวนอันเข้มข้นความสามารถเฉพาะตัวประเภทนี้ของเหล่าผู้ตื่นรู้จึงนับเป็นสิ่งจำเป็น
ขณะนี้คณะกองกำลังฮันเตอร์จำนวนสิบห้าคนกำลังเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางอุโมงค์รถไฟใต้ดินที่บัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์รากไม้พวกมันชอนไชตามกำแพง จนสามารถเห็นรอยแตกเป็นลายงา

ทีมของพวกเขาคอยกำจัดมอนสเตอร์ทุกตัวตลอดเส้นทางที่เคลื่อนผ่านโดยมีฮันเตอร์ระดับโกลด์ที่ชื่อซาบุโร่เป็นผู้นำ
ซึ่งระดับฝีมือกองกำลังของพวกเขานั้นหากเป็นในช่วงเวลาปกติ สามารถลุยดันเจี้ยน แรงก์ B ได้อย่างไม่ยากเย็น
“มีฮันเตอร์ระดับแกนนำจากกิลด์ใหญ่มาปฏิบัติการพร้อมเพรียงกันแบบนี้ อีกไม่นานก็จบแล้วมั้ง”
“งั้นพวกเราก็ต้องเร่งค้นหาเพื่อสร้างผลงานกันบ้างแล้ว”
เสียงพูดคุยเล่นในทีมทำให้ซาบุโร่จำต้องเอ่ยเตือนสติทุกคนอย่างเคร่งขรึม
“นี่เป็นอาบีสดันเจี้ยนพวกมอนสเตอร์มีส่วนผสมจากหลากหลายเผ่าพันธุ์มากเกินไป มีโอกาสที่พวกเราจะเจอเข้ากับมอนสเตอร์ระดับสูงเสมอเพราะฉะนั้นพวกนายอย่าหย่อนยานกันเชียวล่ะ”
นอกจากจะเป็นอาบีสดันเจี้ยนแล้วตัวเกทของมันยังมีสีดำ ซึ่งเป็นคุณลักษณะของดันเจี้ยนประเภทที่ผสมผสานหลอมรวมกับพื้นที่ดั้งเดิม ทำให้พบเห็นสิ่งปลูกสร้าง วัตถุและสถานที่ต่าง ๆยังคงปรากฏ แต่ไม่สามารถอิงกับโครงสร้างแผนที่ หรือแบบแปลนดั้งเดิมของมันได้
“รับทราบครับ/ค่ะ”
ลูกทีมต่างตอบรับอย่างพร้อมเพรียงแววตาที่มองผู้นำของพวกเขา แสดงให้เห็นถึงความเคารพและเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
‘ยามางูจิซาบุโร่’ พยักใบหน้าอันมีนัยน์ตาเฉียบแหลมขึงขัง เหนือร่างกายกำยำดุจโขดหิน อยู่ในชุดเกราะหนารูปแบบซามูไรเต็มยศ ตั้งแต่หัวจรดเท้าโดยอุปกรณ์แต่ละชิ้นถูกคราฟจากวัตถุดิบเกรดชั้นดีมีขวานศึกขนาดใหญ่สะพายเก็บไว้บริเวณด้านหลัง
“ทุกคนเตรียมพร้อม”
ซาบุโร่ส่งสัญญาณให้ทุกคนระวังตัวหลังเห็นสัญญาณมือจากหนึ่งในสมาชิกทีมผู้ทำหน้าที่สอดแนมอยู่แนวหน้า
“พวกเรเวนเจอร์ครับหัวหน้า”
ซาบุโร่ได้รับรายงานทันทีหลังตามมาสมทบกับหน่วยสอดแนมบริเวณรากไม้ขนาดใหญ่ที่ทางด้านหน้าเป็นเหมือนเถาวัลย์ขนาดยักษ์ทอดยาวเชื่อมต่อกับปากอุโมงค์ที่อยู่อีกฟากฝั่ง
เมื่อมองไปเบื้องล่างก็พบเห็นฮันเตอร์เกือบยี่สิบชีวิตกำลังสู้กับมอนสเตอร์จำนวนมากที่มีรูปลักษณ์คล้ายเผ่าฮาร์พีทว่าจะแตกต่างกันตรงลักษณะทางกายภาพที่แลดูใกล้เคียงค้างคาวมากกว่านกเมื่อเพ่งมองจนแน่ชัดจึงพบว่าพวกมันคือ ‘คาแมซอธซ์’ถูกจัดให้อยู่ในประเภทผีดูดเลือดชั้นต่ำ พวกมันมีปีกขนาดใหญ่และกรงเล็บอันแหลมคม

ศพของพวกมันจำนวนมากกองทับถมจนไม่อาจนับได้ ดูเหมือนว่าบริเวณนี้จะเป็นถิ่นที่อยู่ของพวกมัน
โดยตอนนี้กลุ่มคณะของซาบุโร่ยืนอยู่บริเวณหน้าทางขาดบนขอบปลายอุโมงค์พื้นที่ด้านหน้าเป็นโถงสูงขนาดใหญ่ ปกคลุมด้วยกิ่งก้านของต้นไม้ยักษ์ทิ่มแทงออกมาจากแนวกำแพงมีเถาวัลย์ขนาดยักษ์พอให้คนเดินเชื่อมต่อกันเป็นทางทอดยาวไปถึงเส้นทางอุโมงค์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
นับจากจุดที่กลุ่มของซาบุโร่ยืนจนถึงพื้นด้านล่างนั้นมีความสูงไม่ต่ำกว่ายี่สิบเมตรทำให้สามารถยืนสังเกตการณ์โดยที่กลุ่มฮันเตอร์ด้านล่างไม่รับรู้การมาถึงของพวกเขาได้
“เอายังไงดีคะหัวหน้าพวกเราต้องลงไปช่วยคนพวกนั้นไหม”
หนึ่งในสามาชิกที่ร่วมมุงดูเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่จริงจัง
“ฉันว่าไม่จำเป็น—มี ‘ซูโด’ อยู่ในทีมด้วย มอนสเตอร์ระดับนั้นไม่คณามือพวกเขานักหรอก”
ฮันเตอร์ที่มีความสามารถในการสอดแนมเอ่ยตอบคำถามนั้นแทน
เสียงกรงเล็บที่ขูดข่วนและการโจมตีของคาแมซอธซ์ดังขึ้นเป็นระยะแต่กองกำลังฮันเตอร์กลุ่มดังกล่าวกลับดูไม่สะทกสะท้านพวกเขายังคงเคลื่อนไหวอย่างสง่างามและคล่องแคล่วฮันเตอร์คนหนึ่งกระโดดลอยตัวขึ้นสูง ใช้เวทมนตร์สร้างกระแสลมอันคมกริบตัดผ่านปีกของคาแมซอธซ์ที่พุ่งเข้ามามันร้องเสียงหลงก่อนที่จะร่วงลงสู่พื้นดิน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเพื่อนร่วมทีม
ในขณะที่ฮันเตอร์อีกคนหนึ่งใช้อาคมธาตุไฟบรรจงวาดมือเป็นวงกลมเปลวเพลิงสีแดงเจิดจ้าพุ่งออกจากมือของเขาแผดเผาคาแมซอธซ์ที่พยายามจะโจมตีจากด้านข้าง เปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและในไม่ช้าก็เหลือเพียงเถ้าถ่านที่ปลิวไปตามลม
อีกฟากหนึ่งของสนามรบฮันเตอร์หญิงคนหนึ่งถือกระบี่สีเงินวาววับ กระบี่ปกคลุมไปด้วยออร่าปราณที่หมุนวนอยู่รอบๆ ใบดาบ เธอพุ่งเข้าปะทะกับคาแมซอธซ์อย่างไม่ลังเล ใบดาบฟันลงไปยังร่างของมอนสเตอร์การโจมตีของเธอทั้งพลิ้วไหว สง่างามและทรงพลังราวกับกำลังเต้นรำไปบนลานประลองแห่งความตาย
เสียงฟาดฟันของโลหะกระทบกับกรงเล็บและเสียงเวทมนตร์ที่ถูกปล่อยออกมาเป็นจังหวะเหล่าฮันเตอร์ลูกทีมของซูโดต่างมีทักษะการต่อสู้อันโดดเด่นพวกเขาทำงานร่วมกันอย่างเป็นทีมทั้งใช้การโจมตีและการป้องกันที่ประสานกันอย่างลงตัวทุกคนมีบทบาทเฉพาะตัวในการต่อสู้แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับคาแมซอธซ์ที่มีจำนวนมากกว่าแต่กองกำลังนี้ก็สามารถต่อสู้ได้อย่างมั่นใจและทรงประสิทธิภาพ
“เอ๊ะนายหมายถึงซูโดที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่คนนั้นน่ะรึ?”
“กิลด์นั้นก็มีชื่อนี้อยู่คนเดียวนั่นแหละถึงจะก่อปัญหาสารพัดไว้มากมาย แต่ในแง่ฝีมือก็นับว่าเป็นของจริงเลยล่ะได้ข่าวว่าหมอนั่นเพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นโกลด์ฮันเตอร์เมื่อการสอบครั้งล่าสุดที่ผ่านมาด้วย”
“ไม่ต้องสนใจพวกนั้นเราไปกันเถอะ”
หลังจากลอบสังเกตสถานการณ์อยู่ชั่วครู่และฟังลูกทีมสนทนากันอย่างออกรส ซาบุโร่จึงสั่งให้ทุกคนเดินทางต่อ
ทว่าทันทีที่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวบนเถาวัลย์ขนาดยักษ์ก็ได้ยินเสียงลอยทักขึ้นมา
“เฮ้ เฮ้~ นึกว่าใครที่ไหน คิดจะข้ามหัวกันไปแบบนี้โดยไม่ลงมาทักทายมันเสียมารยาทนะรู้ไหม”
เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมเพรียวภาพลักษณ์คล้ายแยงกี้ดาด ๆ ตามข้างถนนที่ชื่อว่า ‘ซูโด เรียวทาโร่’ เขายืนอยู่ตรงกลางสนามรบร่างกายของเขาเต็มไปด้วยออร่าที่แผ่ออกมาอย่างน่ากลัว
“ไม่จำเป็นต้องเสียเวลายังมีผู้คนอีกมากมายรอความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่”
ซูโดที่ได้ยินคำตอบจากซาบุโร่เช่นนั้นจึงหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นขณะที่มือขวาถือขวานหัวหอกปักลงพื้นส่วนมือซ้ายคว้าลำคอคาแมซอธซ์ตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นทุรนทุรายไว้ขณะที่มันบินพุ่งโจมตีเข้ามา
“กร๊ากพวกแกได้ยินกันไหมวะ ‘ยังมีคนอีกมากมายรอความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่’คิดว่าตัวเองกำลังสวมบทบาทเป็นฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรมกันอยู่รึไง?ฟังแล้วอยากจะขำเลยว่ะพวก”
ซูโดดัดเสียงล้อเลียนคำพูดขณะที่สมาชิกในทีมของตนช่วยผสมโรงอีกต่อ
“แต่ลูกพี่ก็กำลังขำอยู่ไม่ใช่เหรอครับฮ่าฮ่า~”
ความครื้นเครงที่กลุ่มคนด้านล่างแสดงออกทำเอาลูกทีมของซาบุโร่เกิดอาการยั๊วจัดแทนหัวหน้าซึ่งยังคงนิ่งเฉย
“หนอย...แก!”
“ลงไปสั่งสอนพวกมันหน่อยไหมครับคุณซาบุโร่!”
“ฉันเอาด้วยเริ่มรู้สึกคันมืออยากซัดหน้าไอ้พวกเวรนี่ขึ้นมาแล้วบ้างเหมือนกัน”
“ถึงจำนวนเราจะน้อยกว่า แต่ก็ไม่หวั่นหรอกนะครับ”
ทุกคนกัดฟันกล่าวอย่างหมดความอดทนเตรียมพร้อมกระโจนลงสู่ด้านล่างได้ทุกเมื่อ
ในขณะที่ชูโดจ้องมองด้วยแววตาระยับแฝงเล่ห์กลเปรียบดั่งฉลามรองับเหยื่อที่พร้อมว่ายเข้ามาติดกับ
“พอได้แล้ว! มีสติกันหน่อย”
คนที่มีสติที่สุดอย่างซาบุโร่เอ่ยปรามทุกคนอย่างใจเย็น ไม่ใส่ใจการยั่วยุจากอีกฝ่ายแม้แต่น้อยเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกข่มขวัญและเจตนาฆ่าที่ดุจจับต้องได้หากว่าเป็นสถานการณ์ปกติ ตนเองนั้นไม่เคยหวั่นที่จะต้องปะทะกับอีกฝ่าย
“อย่าไปสนใจถ้อยคำขยะพวกนั้นดูเจตนาหมอนั่นไม่ออกกันเลยหรือไง”
ซาบุโร่พยายามระงับความใจร้อนของลูกทีมนำทุกคนเดินทางต่อไป ไม่ให้ความสนใจอีกฝ่าย
“ชิน่าเบื่อชะมัด นึกว่าจะได้ละเลงเลือดกันสักตั้ง”
ซูโดที่เห็นเช่นนั้นก็แค่นหัวเราะในลำคอก่อนลงมือหักคอมอนสเตอร์ที่จับไว้ แล้วเหวี่ยงทิ้งไปบนซากกองพะเนินศพของพวกมัน
“ความคิดนายมันอ่อนหัดเกินไปซาบุโร่โลกนี้ไม่มีที่ว่างให้สำหรับคนอ่อนแอที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้หรอกโว้ย”
คำพูดของซูโดถูกโยนไล่ตามหลังมาแม้ไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ เลยก็ตาม
ท่ามกลางการต่อสู้ที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงการออกกำลังกายของกองกำลังซูโดเสียงคำรามดังก้องของคาแมซอธซ์ตัวหนึ่งที่ยังไม่ยอมแพ้ดังขึ้นอีกครั้งมันพุ่งเข้าใส่กลุ่มฮันเตอร์ด้วยความเร็วสูง ซูโดหัวเราะเบา ๆ เพียงยกอาวุธทำท่าแทงใส่อากาศหน้าอกของคาแมซอธซ์ตัวดังกล่าวก็เกิดเป็นรูโหว่ ก่อนที่เสียงคำรามของมันจะดับสิ้นลงในที่สุด