ไม่นานนัก ซูตงเฉินก็รีบเดินผ่านเรือนรับรองที่สร้างขึ้นชั่วคราวระหว่างเรือนด้านหน้ากับเรือนหลัง
รูปลักษณ์ของเขาสง่างาม ราวกับห้อมล้อมด้วยลม ฝน สายฟ้าแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม บ่าวรับใช้มารวมตัวกันที่เรือนด้านใน พวกนางต่างตัวสั่นเทาและถอยไปด้านข้างด้วยความหวาดกลัว
แววตาของซูตงเฉินราวกับอสนีบาต เขากวาดสายตาอย่างรวดเร็ว และรีบสาวเท้าเข้าไปในห้อง
สตรีร่างใหญ่ที่มีท่าทางราวกับสาวใช้ยืนอยู่หน้าประตู นางสบตากับซูตงเฉินใบหน้าพลันซีดขาว ก่อนจะก้มศีรษะลงต่ำและกล่าวรายงานกับคนในห้อง"แม่ทัพซูมาถึงแล้วเ้าค่ะ"
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องของหญิงชราผู้หนึ่งดังออกมาจากด้านในว่า "บุตรสาวผู้น่าสงสารของข้า...จะให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร?... "
ซูตงเฉินก้าวเข้าไปภายในห้อง พลางมองสถานการณ์ด้านในด้วยท่าทีใจเย็น
ซูอวี้จ้งถอดเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกออก เสื้อผ้าบนร่างกายของเขาไม่ยับย่นแม้แต่น้อย เขายืนอยู่ด้านข้างอย่างสงบ เรียวคิ้วหล่อเหลาของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มอย่างเ็าฉุยจินบ่าวรับใช้ส่วนตัวของเขาอีกคนยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าโกรธจัด เผชิญหน้ากับสตรีร่างกำยำสองคน
เมื่อเห็นบิดาของตนเข้ามา ร่างกายที่ตึงเครียดของซูอวี้จ้งก็ผ่อนคลายลงทันทีแววตาเผยให้เห็นความดีใจ "ท่านพ่อ"
เมื่อซูตงเฉินเห็นว่าเขาไม่ได้รับาเ็จึงพยักหน้าให้เขา และถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า"เกิดเื่อันใดขึ้น? "
หญิงชราที่ศีรษะประดับไปด้วยเพชรพลอยนั่งกอดหญิงสาวบนเตียง พลางส่งเสียงร่ำไห้โอดครวญราวกับนางกำลังจะตายหญิงสาวผู้นั้นก้มศีรษะลงต่ำ เสื้อผ้าขาดวิ่น ปิ่นปักผมบิดเบี้ยว นางยกมือปิดใบหน้าและร้องไห้คร่ำครวญ
ด้านข้างของพวกนางมีสตรีวัยกลางคนถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลางพูดปลอบโยนแ่เบาซูตงเฉินเดินเข้ามาได้พักใหญ่ นางกลับเพิ่งรู้ตัวว่าเขาเข้ามา หญิงชรารีบลุกขึ้นและแย้มยิ้มเล็กน้อย"ท่านคือแม่ทัพใหญ่ซูกระมัง? ข้าคืออันหย่วนโหวฮูหยิน”
ซูตงเฉินเห็นท่าทางของนางดูเ้าเล่ห์คิดไม่ซื่อ ทว่าเขายังคงสงบนิ่ง ดวงตาที่เฉียบคมของเขาทำให้นางต้องหดตัวกลับตามสัญชาตญาณจากนั้นเขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "อันหย่วนโหวฮูหยินข้าได้ยินมาว่าท่านใช้กำลังบังคับกักขังบุตรชายของข้า คิดจะทำอันใดหรือ? ”
เมื่ออู๋ซื่อ (*อันหย่วนโหวฮูหยิน) เห็นว่าซูตงเฉินหาได้แสดงสีหน้าใดๆ นางก็ถึงกับยิ้มไม่ออก และพูดอย่างเคร่งขรึมทันทีว่า"ไม่ใช่พวกเราที่บังคับกักขังบุตรชายของท่าน ทว่าเป็เพราะบุตรชายของท่านที่รังแกหลานสาวของข้าข้าจึงต้องให้เขารั้งอยู่ก่อน รอให้ผู้ใหญ่ของเขามา จะได้ตัดสินใจกันต่อไป"
“รังแกหรือ? ” ซูตงเฉินยกยิ้มเ็า “บุตรชายของข้าอายุเพียงสิบสองปี อันหย่วนโหวฮูหยินกลับใส่ความเสียใหญ่โตคิดจะทำอันใดหรือ? ”
ซูอวี้จ้งใบหน้าแดงก่ำ “สาวใช้รินน้ำชาหกใส่เสื้อผ้าของข้าข้าเพียง้าหาสถานที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้น ทว่าบ่าวรับใช้ของจวนอันหย่วนโหวพาข้ามาที่นี่ผู้ใดจะรู้ว่าข้างในมีสตรีที่มีท่าทางผิดปกติเช่นนี้ เมื่อเห็นข้า นางก็ร้องไห้เสียงดังราวกับคนบ้า เตี่ยนจินกับฉุยจินก็อยู่ข้างกายข้าตลอด ข้าไม่ได้แตะต้องนางแม้แต่น้อย เมื่อข้า้าออกไปไม่รู้ว่าสาวใช้กลุ่มหนึ่งโผล่มาจากที่ใด พวกนางยืนขวางทางข้า ไม่ให้ข้าไปไหน ช่างไร้เหตุผลยิ่งนัก คิดว่าจวนอันกั๋วกงของข้าเป็คนโง่หรือ”
ท่าทีของอู๋ซื่อแข็งกร้าวอย่างมาก "เป็เพียงคำพูดแก้ตัวของเ้าฝ่ายเดียวถึงจะเป็คนของจวนอันกั๋วกง ทว่าจะรังแกผู้อื่นได้หรือ เ้าทำลายชื่อเสียงของหลานสาวข้าอายุสิบสองปีก็ไม่ใช่เด็กแล้ว จะคิดเอาฝ่ายเดียวว่าเป็เด็กไม่ได้ หลานสาวของข้าก็อายุเพียงสิบสามปีเช่นกัน เป็เวลาที่นางควรหาคู่ครองได้แล้ว ทว่าตอนนี้ทุกอย่างกลับพังทลายจะให้นางมีชีวิตต่อไปอย่างไร? ”
“มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่เรียนรู้วิธียั่วยวนบุรุษั้แ่อายุยังน้อย หรือว่าคนในครอบครัวเป็เช่นนี้ทุกคนคานล่างไม่ตรง คานบนก็เบี้ยว” ซูตงเฉินมองอู๋ซื่อด้วยสายตาเย้ยหยัน
อู๋ซื่อทั้งอับอายทั้งขุ่นเคือง นางรู้ดีว่าตอนนั้นนางเองก็เข้าหาอันหย่วนโหว ทั้งยังท้องก่อนแต่งงาน เื่นี้ทำให้นางอับอายขายหน้าอย่างมากตอนนั้นพวกเขาพยายามปกปิด ทว่าบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ไม่ใช่คนโง่เดือนที่บุตรคนแรกของนางคลอดก่อนกำหนดก็สามารถคาดเดาได้แล้ว หลายปีผ่านไปมีบ่าวรับใช้และหมอที่มาตรวจดูการตั้งครรภ์รวมถึงหมอตำแยทำคลอด พวกเขาต่างพูดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็การตอกย้ำชื่อเสียงด้านท้องก่อนแต่งของนางกระทั่งบุตรสาวของนางก็หาคู่ครองได้ยากพอสมควร นางพยายามหาคู่ครองมาตลอด ทว่ากลับไร้ผล
คำพูดและการกระทำของซูตงเฉินหยาบคายอย่างมาก ทว่านางไม่สามารถหักล้างสิ่งใดได้แม้แต่น้อยจึงทำได้เพียงหายใจเข้าลึกๆ และพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า"ในเมื่อแม่ทัพซูไร้มารยาทเช่นนี้ ดูเหมือนพวกเราจะไม่มีอันใดต้องพูดกันอีกตอนนี้ข้าได้ให้คนไปเชิญอันกั๋วกงฮูหยินมาแล้ว เพื่อให้นางตัดสินอย่างยุติธรรม"
"การแต่งงานเป็เื่ใหญ่ ต้องกระทำตามคำสั่งของบิดามารดาเท่านั้น"ซูตงเฉินไม่สนใจคำข่มขู่ของนาง "ข้าเป็บิดาของจ้งเอ๋อร์ ไม่มีผู้ใดสามารถตัดสินการแต่งงานของเขาหรือบังคับให้เขาแต่งงานกับภรรยาที่ไม่อยู่ในกรอบในธรรมและไม่เชื่อฟังได้แน่นอน”
เมื่อหญิงสาวที่อยู่บนเตียงได้ยินคำพูดนี้ก็ร้องไห้เสียงดังและพูดว่า "ข้าอยากตาย" จากนั้นนางก็้าวิ่งเอาศีรษะโขกกำแพง
สตรีที่กอดนางอยู่รีบวิ่งเข้าไปคว้าตัวนางไว้ พลางร้องเสียงดังว่า"โอ้ พวกเ้าพยายามบีบคั้นเราให้ตาย"
บรรดาสาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ เอาแต่ปากน้ำตา ก่อนจะรีบวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกันจากนั้นจึงคุกเข่าลงและโค้งคำนับ "ท่านแม่ทัพ โปรดไว้ชีวิตด้วยเถิดได้โปรดให้โอกาสคุณหนูของเราด้วยเ้าค่ะ... "
ซูตงเฉินมองเหตุการณ์ที่วุ่นวายนี้ ราวกับว่าเขาเป็คนอันธพาลรังแกสตรีบังคับขู่เข็ญพวกนาง เขาจึงอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้และโบกมือให้บุตรชายของตน"จ้งเอ๋อร์ เ้ามาทางนี้"
รอจนกระทั่งบุตรชายเดินมาถึง เขาก็ตบไหล่ของบุตรชายเพื่อปลอบใจ จากนั้นจึงพูดกับบ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านข้างว่า"ฉุยจิน บอกพวกเขาไปสิว่า อีกสมญานามของข้าชื่อว่าอะไร? "
ฉุยจินยืดอกเล็กน้อย พลางพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า"แม่ทัพเรามีสมญานามว่า ‘มัจจุราชซู’ ”
บ่าวรับใช้เ่าั้ไม่รู้จักสมญานามนี้จริงๆ เมื่อได้ยินก็ใมาก ได้รับสมญานามว่ามัจจุราช เขาจะต้องสังหารคนโดยไม่กะพริบตาแน่นอน สาวใช้หลายคนบ้างก็ร้องไห้ บ้างก็เอะอะสร้างปัญหาพวกนางกำลังบีบบังคับให้เขาต้องทำเช่นนั้นหรือ?
อันหย่วนโหวฮูหยินนิ่งขรึม รู้สึกว่าครานี้คงยากจัดการแล้ว
ซูตงเฉินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "หากเ้ายืนยันที่จะมอบ... ให้กับบุตรชายข้าข้าก็ไม่รังเกียจที่จะให้บุตรชายข้าได้ชื่อว่า ‘ดวงกินภรรยา' รอเวลาผ่านไปไม่กี่ปี บุตรชายของข้าก็โตขึ้นแล้ว ยังต้องกังวลอีกหรือว่า เขาจะไม่ได้แต่งงานกับสตรีที่เพียบพร้อม?”
คำพูดเหล่านี้นับว่ารุนแรงอย่างมาก แม้แต่หญิงสาวที่กำลังร้องไห้แทบขาดใจก็ไม่กล้าร้องไห้อีกเลยร่างกายของนางแข็งค้างอยู่อย่างนั้น ทำได้เพียงสะอึกสะอื้นแ่เบา
ซูอวี้จ้งมีกำลังใจมากขึ้นหลังจากได้ยินคำพูดที่ดุดันเด็ดเดี่ยวของบิดาตนเองความอัปยศและความอับอายเมื่อครู่มลายหายสิ้น ตอนนี้เขามีท่าทีราวกับดูละครฉากหนึ่งพลางกวาดสายตามองสาวใช้น้อยใหญ่พวกนั้นด้วยความสนใจอย่างมาก เขาเองเพิ่งเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงประโยคหนึ่งที่บิดาเคยสอนไว้ว่า‘เมื่อเผชิญกับความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงวิธีการที่แยบยลเ้าเล่ห์ดั่งเสือกระดาษที่สามารถทำลายได้ในทันทีไม่มีประโยชน์อะไรเลย"
ทุกคนที่อยู่ภายในห้องหรือนอกห้องไม่มีใครกล้าส่งเสียงสถานการณ์ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
หลังผ่านไปครู่หนึ่ง ด้านนอกพลันมีเสียงดังอึกทึก ที่แท้อู๋ซื่อกลัวว่าเหตุการณ์จะไม่ใหญ่พอนางจึงส่งคนไปตามอันหย่วนโหวไท่ฮูหยิน อันกั๋วกงฮูหยิน รวมถึงฮูหยินและอนุที่แต่งเข้ามาในเรือนแทบทุกคนเมื่อเจินซื่อได้ยินข่าว นางก็รีบให้คนไปแจ้งเยี่ยนเฟ่ยทันที เขาจึงมาถึงเรือนด้านหลังในเวลาเกือบจะพร้อมๆกับพวกนาง
ซูตงเฉินได้พูดคำที่รุนแรงออกมาแล้ว อู๋ซื่อไม่กล้าบีบบังคับเขาอีก นางอธิบายโดยใช้คำว่า ‘เข้าใจผิด’ ความรับผิดชอบจึงตกอยู่ที่บ่าวรับใช้ที่นำทางและบ่าวรับใช้ที่ไม่ดูแลเ้านายของตนเองให้ดี
แผนการของคนโง่เรือนหลังสองสามคนเป็เพียงเื่ตลกและจบลงด้วยวิธีแก้ต่างว่าเป็เื่เข้าใจผิด
ซูตงเฉินสั่งให้คนสนิทสองคนพาบุตรชายคนเล็กไปหาบุตรชายคนโตที่เรือนด้านนอกจากนั้นก็อยู่ทักทายเยี่ยนเฟ่ยครู่หนึ่ง เยี่ยนเฟ่ยแสดงท่าทีราวกับรู้จักกันมานานและเป็สหายที่แยกกันไม่ออก ทำให้เจินซื่อหัวเราะอย่างมีเลศนัย
ซูตงเฉินมองตามด้านหลังเจินซื่อที่เดินออกไปด้วยท่าทีสง่างาม พลางแย้มยิ้มอ่อนโยนและพูดว่า"ฮูหยินของเ้าผู้นี้น่าทึ่งจริงๆ"
"ใช่" เยี่ยนเฟ่ยแย้มยิ้ม "โชคดีที่นางได้พบข้า ในยุคสมัยนี้ไม่ใคร่จะยอมรับสตรีที่มีลักษณะเช่นนาง"
ซูตงเฉินเดินอยู่ภายในสวนพร้อมกับเขาอย่างเชื่องช้าหิมะบนพื้นถูกกวาดออกไปแล้ว ทว่าบนดอกไม้ ต้นไม้ ูเาจำลอง และบนศาลายังคงมีหิมะสีขาวโพลนเปี่ยมไปด้วยภาพที่งดงาม ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย
วันนี้เยี่ยนเฟ่ยสวมเสื้อคลุมหนังสีน้ำตาลแดงพร้อมผ้าไหมคาดเอวสวมกวานรูปเมฆสีม่วงบนศีรษะ ดูสง่างามกว่าซูตงเฉินเล็กน้อย ทว่าเมื่อเดินอยู่ข้างกายซูตงเฉินผู้เ็ากลับทำให้รู้สึกกลมกลืนอย่างน่าประหลาด
เยี่ยนเฟ่ยแย้มยิ้มและพูดว่า "แม่เลี้ยงของข้าผู้นี้เป็คนโง่เขลานางคงคิดว่าทุกคนเป็เหมือนบิดาของข้า เพียงใช้วิธีการเ้าเล่ห์ เช่น ให้บุรุษไปที่เตียงของหลานสาวนางก็สามารถจัดการเขาได้อย่างไรก็ตาม นางอายุเพียงสิบสองสิบสามปี ทว่าช่างไร้ยางอายยิ่งนักจิตใจมืดมนจนไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย ข้ามองว่าทำให้นางป่วยไปเลยน่าจะดีให้นางได้ลิ้มรสความรู้สึกที่พี่ชายของข้าต้องล้มหมอนนอนเสื่อเป็เวลานาน เพราะแผนการของนางกับเหล่าไท่ไท่”
“อืม ให้นางป่วยน่าจะดี” ซูตงเฉินเห็นด้วยอย่างมาก “รอจนนางป่วยก็สามารถยึดอำนาจการดูแลเรือนมาได้ จัดการเื่ภายในให้เรียบร้อยถึงจะสามารถจัดการเื่ภายนอกได้ ฮูหยินของเ้าเก่งกาจ ให้นางควบคุมเหมาะสมที่สุด”
"ใช่" เยี่ยนเฟ่ยหันกลับมามองหน้าซูตงเฉิน "ทำตามที่เ้าพูดก็แล้วกันอย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าจะมีเื่ใหญ่เกิดขึ้นในไม่ช้า เป็อะไรหรือ? พบจุดเชื่อมต่อภารกิจแล้วหรือ? ”
"อืม" ซูตงเฉินพยักหน้าเล็กน้อย"ตามการวิเคราะห์ของข้าและการคำนวณของลั่วหลี บุตรแห่งโชคชะตาก็คือบุตรชายคนเล็กของข้าและจุดเชื่อมต่อภารกิจนี้... ควรจะเป็ความตายของข้า ข้าต้องตายให้ถูกต้องและถูกเวลาใช้ความตายเพื่อช่วยให้จ้งเอ๋อร์อยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง ขอเพียงข้าทำได้โลกก็จะสามารถกลับไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องจนกระทั่งถึงสมัยหลานชายของจ้งเอ๋อร์ หรือราวหกสิบปีหลังจากนี้จึงจะสามารถทำให้ประวัติศาสตร์ดำเนินไปในเส้นทางที่ถูกต้องจากนั้นก็เข้าสู่โลกต้นกำเนิด”
สีหน้าของเยี่ยนเฟ่ยดูย่ำแย่มากทีเดียว "ต้องตายด้วยหรือ? "
“ใช่” ซูตงเฉินพยักหน้าโดยไม่ลังเล “ข้าเป็คนเลี้ยงเขาจนเติบใหญ่ ความรักที่เขามีต่อข้านั้นลึกซึ้งอย่างมากหากข้าไม่ตาย ฮ่องเต้จะไว้วางพระทัย เอ็นดูเขา และฝึกฝนเขาได้อย่างไร? เขาคงไม่มีทางเกิดความคิดที่แน่วแน่และไม่ย่อท้อ หากไม่มีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นเพื่อแก้แค้นเขาก็ไม่มีทางไปถึงจุดสูงสุด”
"พูดไปก็ใช่" เยี่ยนเฟ่ยถอนหายใจ"พวกเราเคยปฏิบัติภารกิจมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้"
พวกเขาพบเจอเื่คาดไม่ถึงมากมายขณะปฏิบัติภารกิจและพวกเขาก็เคยตายมาก่อนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พวกเขาเคยเจอเหตุการณ์ที่ต้องวางแผนการตายให้พอดีช้าก็ไม่ได้ สายเกินไปก็ไม่ได้ เยี่ยนเฟ่ยรู้สึกไม่สบายใจนักเพราะในฐานะที่เขาเป็ผู้ช่วย เขาไม่เพียงต้องดูซูตงเฉินตายกับตาตนเองเท่านั้น ทว่ายังต้องแก้ไขทันทีเมื่อเวลาการตายของซูตงเฉินเบี่ยงเบนไปเขาต้องแน่ใจว่าการตายของซูตงเฉินนั้นตรงเวลาพอดี
เยี่ยนเฟ่ยเพิ่งหลุดพ้นจากจิตใจที่จมดิ่งในตอนที่คู่หูของเขาเสียสละเพื่อตนเองทว่าตอนนี้เขากลับต้องช่วยคู่หูของตนให้ตายหากเขาไม่สามารถใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลเพื่อรับมือ ซูตงเฉินอาจไม่ผ่านการทดสอบในครั้งนี้เพื่อให้ซูตงเฉินผ่านด่านนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่แน่ว่าเขาอาจต้องส่งซูตงเฉินไปตายด้วยน้ำมือของตนเอง
แกนสมองสั่งการช่างร้ายกาจยิ่งนัก ถือว่าเป็แผนการลึกล้ำหมดจดแม้การทดสอบนี้จะมุ่งเป้าไปที่ซูตงเฉินเป็หลัก ทว่ายังเป็การทดสอบครั้งใหญ่สำหรับเยี่ยนเฟ่ยด้วยเช่นกัน