บทที่ 17: ค้นหาความลับของบันทึก
เป็อย่างที่ลูซีฟคิด ไม่มีใครอ่านตรงข้อความภาษาไทยออกแม้แต่ภาษาโซรูซเทจก็ไม่อ่านมันเขาแค่พลิกหน้าหนังสือไปเรื่อยเท่านั้น แล้วบันทึกเล่มนั้นถูกส่งกลับมาให้ลูซีฟถือไว้แทนที่จะเป็อีวานลอเรน เ้าของบันทึกที่แท้จริง
“ฝากมันไว้ที่คุณก่อนก็แล้วกัน”
“หืม? ทำไมเป็ผมล่ะ” ลูซีฟเลิกคิ้ว ไม่เข้าใจสิ่งที่เทจคิดสักนิดถึงมันจะเป็เื่ดีที่ฝากไว้กับเขา แต่ก็อยากรู้เหตุผลเช่นกัน
มันคงไม่ใช่ความเชื่อใจอะไรเทือกนั้นหรอกนะ
“เพราะเราคุ้นเคยกับการจับตาดูคุณ ให้เก็บไว้กับคุณที่น่าสงสัยนั่นแหละดี”
“...”
สุดท้ายก็ยังเป็เขาที่น่าสงสัยไม่เปลี่ยน ปั๊ดโธ่!
แล้วอะไรคือการคุ้นเคยกับการจับตาดูเขา ตำรวจผู้มีพลังพิเศษมีอาชีพเสริมเป็สตอล์กเกอร์กันหรือยังไง
สตอล์กเกอร์กันมาเป็อาทิตย์แล้วยังไม่พบอะไรด้วยเขายังน่าสงสัยอยู่อีกเหรอฮะ!
ลูซีฟอยากพ่นคำพูดหยาบคายใส่หน้ารองสารวัตรคนนี้จริงๆแต่จนแล้วจนรอดก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างอึดอัด
เอาเถอะ ก็ยังมีเื่ดีที่อย่างน้อยเขาก็ได้เอาบันทึกนี้กลับบ้านโดยไม่น่าสงสัย...ไม่สิ ต้องบอกว่าจะไม่น่าสงสัยไปมากกว่านี้แล้ว
อยากจะหัวเราะทั้งน้ำตาจริงๆ
สถานที่เกิดเหตุถูกถ่ายไว้ด้วยกล้องราคาแพงที่ตำรวจตั้งใจขนมาเป็กล้องใหญ่ฟิล์มตัวใหญ่ถ่ายภาพแบบขาวดำ เพราะนี่เป็บ้านของขุนนางพวกเขาไม่สามารถรักษาสภาพสถานที่ไว้ได้เหมือนกับบ้านของคนทั่วไปหลังจากถ่ายเสร็จแล้วคราบเืและหลักฐานทั้งหมดที่ไม่ว่าจะเหลืออยู่หรือไม่ก็ตามจะถูกชำระออก
เพื่อนๆคนอื่นนอกจากอีวานล้วนกลับบ้านไปโดยมีตำรวจตามไปส่ง ลูซีฟออกไปจากคฤหาสน์ตระกูลลอเรนพร้อมกับเทจส่วนตำรวจหน้าละอ่อนที่ชื่อแคชไปส่งแคลร์และอังเดร ทั้งสองคนนี้บ้านอยู่ทางเดียวกัน
ในระหว่างมาส่งลูซีฟเทจไม่ได้ถามอะไรเป็พิเศษและลูซีฟก็ไม่ได้พูดอะไร เขามองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าและลูบปกหนังสือเบาๆท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิด
จนกระทั่งรถม้าหยุดลง พวกเขามาถึงจุดหมายแล้วแต่คนขับรถม้าไม่พูดและลูซีฟก็ไม่ได้รีบร้อนลงเทจเลิกคิ้วมองชายหนุ่มผู้สงบนิ่งอย่างประหลาดใจ
“ถึงบ้านแล้วนะลูซีฟ ไม่รีบกลับเหรอ?”
“ไม่ใช่ว่าคุณมีเื่จะถามผมหรือไง” ลูซีฟหันกลับมามองดวงตาดูเฉยชาอย่างประหลาด “อดทนไม่พูดมาตลอดทางคงอึดอัดแย่”
“...” เทจหรี่ตามองลูซีฟ ความรู้สึกภายในค่อนข้างสับสน
เห็นชายหนุ่มมองหน้าต่างตลอดนึกว่าเขาไม่สังเกตเห็นท่าทางอยากจะถามแต่ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรเพราะท่าทีสงบนิ่งครุ่นคิดนั่นอาจจะหมายถึงการคิดเกี่ยวกับคดีอย่างจริงจังอยู่ก็เป็ได้ทว่าเมื่ออีกฝ่ายเปิดโอกาสให้ถามเทจก็ถามทันที
“ในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรงคุณคิดยังไงเกี่ยวกับคดีนี้”
“คิดว่าคุณควรไปสืบแทนที่จะมาหาผมถามไปตอนนี้ก็ไม่ได้อะไรหรอก แค่วงไสยเวทประหลาดนั่นก็ปวดหัวจะแย่แล้ว” ลูซีฟตอบตามตรง
เขาคิดว่าตัวเองรอดพ้นจากคดีนี้แล้วเลยไม่ให้ความสนใจมันอีกไม่นึกว่าจะต้องมาเป็พยานในคดีซ้ำอีกครั้งไปซะได้เื่นี้ดูแล้วน่าจะไม่ใช่เื่บังเอิญ คืนนี้เขาจะถามแซมซึ่งน่าจะรู้ที่มาที่ไปของวงไสยเวทนั่นแน่ๆ
ถ้ามันเกี่ยวพันถึงชีวิตนี้อีกครั้งเขาก็จำเป็จะต้องเก็บกวาดกลุ่มคนร้ายนั้นให้สิ้นไปต่อให้ต้องร่วมมือกับตำรวจเพื่อไล่กวดอีกฝ่ายลูซีฟก็จะทำ
ความตายเป็เื่ธรรมดาและเป็ธรรมชาติแต่การถูกฆ่าตายไม่ใช่ ถ้าจะตายเพราะถูกฆ่าเขาไม่มีทางยินยอม
“คุณรู้เื่วงไสยเวทนั่นไหม” เทจถามเพื่อนทดสอบให้แน่ใจชายหนุ่มคนนี้รู้เื่พลังพิเศษจริงหรือไม่ จะมีโอกาสได้อีกฝ่ายมาเข้าหน่วยของเขาหรือเปล่า
“ไม่ แต่ผมอ่านภาษาที่เขียนอยู่บนวงไสยเวทนั้นได้บ้าง”ลูซีฟนึก “ภาษาเด็มเชลจากยุคสมัยแรก เก่าแก่กว่าภาษาโซรูซเสียอีก ถึงจะแปลกไปหน่อยแต่ก็พอเข้าใจได้ว่าใช้เพื่อความขลัง”
“ที่แปลกนั่นคือคุณแล้ว อ่านภาษาเด็มเชลออกได้อย่างไร”เทจขมวดคิ้วไม่เข้าใจ
“ผมเป็นักศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรม ไม่แปลกที่จะรู้”ข้ออ้างนี้ใช้โกหกได้เป็อย่างดีจริงๆ แต่ยิ่งเห็นสีหน้าประหลาดๆ ของเทจก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ภาษาเด็มเชลอ่านยากขนาดนั้นเลยหรือ?
“ลูซีฟ ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ทุกคนจะอ่านภาษาเด็มเชลได้คุณก็รู้ว่าภาษาเด็มเชลคือภาษาในยุคเทพ นอกจากอักขระที่มีพลังแล้ว การอ่านมันได้หมายถึงคุณเข้าถึงอำนาจวิเศษด้วยและถ้าอ่านออกเสียงได้ด้วยเท่ากับคุณถืออำนาจเสมือนเทพในมือ”
“ขนาดนั้นเชียวเหรอ... ไม่น่าจะใช่นะมันก็แค่อักษรทั่วไปเอง” ฟังคำอธิบายที่จริงจังของเทจแล้วเขาไม่คิดว่าภาษาเด็มเชลจะมีมนต์ขลังขนาดนั้น
ด้วยความเข้าใจของเขา ถึงโลกใบนี้จะมีพลังพิเศษแต่เขายังรู้ว่าพลังนั้นมาจากสามสิ่งร่างกาย จิตและธาตุ ดูได้จากสามเหลี่ยมแห่งประเภทพลังกายภาพ ิญญาและเวทมนต์
ธาตุเป็พลังภายนอก จิตเป็พลังภายใน
กายเป็ภาชนะ ขับเคลื่อนหมุนเวียนพลังทั้งภายนอกและภายใน
อักษรเป็สื่อที่แสดงถึงพลังในรูปแบบหนึ่งเท่านั้นยังมีสื่ออีกหลายรูปแบบที่อธิบายได้อย่างวัตถุวิเศษที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเช่นเดียวกับอักษร
แซมก็บอกว่าความเข้าใจของเขาก็นับได้ว่าถูกต้อง ภาษาเป็สิ่งที่ตายได้[1]และจะเป็ภาษาสูญ[2] ในสักวันหนึ่งเมื่อผู้คนหลงลืมและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อักษรเหลือไว้เป็สัญลักษณ์ที่จะไม่ถูกอ่านอีกเมื่ออ่านไม่ได้ก็นำมาใช้งานไม่ได้ ฉะนั้นจึงไม่อาจนับได้ว่าอักษรเป็สิ่งที่มีพลังเป็ที่ตัวบุคคลต่างหากที่มีพลังแท้จริง
แต่คนในยุคนี้ไม่เข้าใจ แม้แต่ผู้วิเศษก็ยังไม่เข้าใจ
เทจ โคเลอร์ยังคงแสดงสีหน้าประหลาดอย่างต่อเนื่องเมื่อดูสีหน้าที่ไม่เชื่อถือของลูซีฟอย่างน้อยนักประวัติศาสตร์และวรรณกรรมในความคิดของเขาก็จะมีความเชื่อแปลกๆเกี่ยวกับเื่ลึกลับอะไรบ้างไม่ใช่เหรอ
ทำไมพอเป็ลูซีฟ ฮิลเกรมถึงไม่เป็อย่างที่คิดเอาไว้เลย
ชักจะแปลกขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
“แล้วก็... แนะนำว่าคดีนี้ไม่ได้มีผู้ลงมือแค่คนเดียว ไม่ใช่แค่คนหรือสองคนแต่เป็ ‘กลุ่มคน’ อาจจะเป็องค์กรหรืออะไรสักอย่าง” ลูซีฟเพิ่มคำแนะนำให้กับตำรวจตรงหน้า“อีกเื่หนึ่งคิดว่าคุณต้องหาศพเพิ่มอีกศพแล้วล่ะ วงไสยเวทเติมเต็มไปสิบวงแล้ว นับจากจำนวนศพที่เกิดในคดีโดยไม่นับรวมผมเข้าไปด้วยในคดีก่อนหน้าก็เจ็ดศพและในคฤหาสน์บารอนอีกสองศพ...ขาดไปหนึ่ง”
วงไสยเวทนั่นดูแล้วไม่ได้วาดด้วยมืุ์ถึงตอนฆ่าลูซีฟจะวาดด้วยมือเพราะคนลงมือเป็คนละคนกันก็ตาม แต่ผลลัพธ์ที่แสดงออกจะบอกถึงจำนวนเหยื่ออย่างแม่นยำแน่นอนไม่อย่างนั้นฆาตกรคนก่อนจะไม่รู้ว่าเขายังไม่ตายในทันที
แล้วอีกศพอยู่ที่ไหนกันล่ะ?
นี่เป็ปัญหาที่พวกตำรวจต้องไปขบคิดเพิ่มเติมกันเอาเองลูซีฟไปคิดจะวิ่งวุ่นไปด้วยแน่ เขาจะรอเก็บเกี่ยวข้อมูลในภายหลังจากพวกตำรวจ ประหยัดเงินและประหยัดเวลาด้วย
“เข้าใจแล้ว พวกเขาจะค้นหาคิดว่าน่าจะเจอในเร็วๆ นี้” รองสารวัตรเข้าใจเื่นี้จะให้ผู้วิเศษค้นหา ใช้เวลาไม่นานนัก
ลูซีฟไม่สนใจในวิธีการของเขาแค่พยักหน้ารับฟังก่อนจะขอตัวลงจากรถม้าเพื่อกลับเข้าบ้าน เขาต้องคิดก่อนว่าจะพูดเื่นี้กับพ่อและน้องชายของเขาอย่างไรไม่ให้อีกฝ่ายกังวลเพราะคงยากที่จะปกปิดเื่ใหญ่นี้
ทางตำรวจเองก็คงเร่งรีบร้อนรนสืบคดีแน่ๆ เพราะมีเหยื่อสิบรายแล้วอีกแค่สองคนก็จะเติมเต็มวงไสยเวทได้สำเร็จ ถึงตอนนั้นคำสาปสัมฤทธิ์ผลแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลฮามิลตันบ้าง
ดูจากความซวยที่เปรียบเสมือนพื้นฐานชะตาชีวิตเขาไปแล้วเขาจะต้องถูกลากเข้าไปพวกพันอีกอย่างไม่ต้องสงสัย น่าจะเตรียมคำอธิบายไว้ล่วงหน้าด้วยดีกว่า
หลังจากบอกเื่เหตุฆาตกรรมไปแล้วก็เป็ไปตามคาดทั้งอลันและมาร์ชตื่นตูมอย่างมาก ถามเขาถึงเหตุการณ์และสำรวจร่างกาย แน่นอนว่าร่างนี้ไม่มีแผลอะไรอีกแล้วนอกจากแผลเก่าที่ยังคงแกล้งทำว่าาเ็ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ฟื้นฟูาแหายสนิทได้ในหนึ่งสัปดาห์ เขาปกติจนไม่รู้จะปกติยังไงแล้ว
เมื่อปลอบใจและยืนยันหนักแน่นว่าตัวเองไม่เป็อะไรก็กลับไปพักผ่อนในห้องเขาไม่ได้ล้มตัวลงนอน แต่กลับนั่งบนเก้าอี้ในห้องอย่างใจเย็น สมุดบันทึกของดาเรียนอยู่ในมือไม่อาจวางลงและจิตใจก็ไม่ได้สงบเลย
นึกหวาดหวั่นขึ้นมาเมื่อจะเปิดบันทึกนี้อีกครั้งไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายในบันทึกนี้บ้าง จะเป็ความลับที่น่าใหรือว่าเหตุร้ายแรงอะไรบางอย่าง
หายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้งทั้งทำสมาธิและเตรียมใจ เขาเปิดหน้าหนังสือด้วยใจที่ระทึกผ่านหน้าแรกไปสู่หน้าที่สอง ภาษาโซรูซทั้งหน้าเป็ทฤษฎีบางอย่างลูซีฟไม่ได้เสียเวลาอ่านหรือตีความ เขากวาดสายตาเร็วๆ ไปตามบรรทัดต่างๆเพื่อหาข้อความภาษาไทยที่อาจจะมีอยู่ในแต่ละหน้า
หน้ากระดาษถูกพลิกครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งมาถึงหน้าว่างสี่หน้าสุดท้าย เขาก็ไม่พบอักษรภาษาไทยเลยตลอดหน้ากระดาษกว่าสองร้อยหน้า
มีแต่ช่องว่างแปลกๆ ทุกหน้าที่สื่อความหมายไม่ออก
ช่องว่างพวกนี้ไม่ได้เว้นอยู่ในหน้าติดๆ กันมีความถี่ในการเว้นหน้าที่ไม่เจาะจง ถ้าให้มานั่งจับจ้องทีละช่องเพื่อหาข้อความแฝงอยู่คงใช้เวลาหลายวันแน่ๆ
ลูซีฟถอนหายใจยาวอย่างผิดหวัง แล้วปิดหนังสือวางลงบนโต๊ะดูเหมือนข้อความจะถูกปกปิดเอาไว้ป้องกันคนถอดความได้ อย่างเช่นถ้าถอดความหน้าแรกได้หน้าต่อไปก็ทำได้เหมือนกันช่องว่างอักษรพวกนี้จึงเป็คำบอกใบ้
ลูซีฟไม่คิดจะอ่านเนื้อหาในเล่มเลยสักนิด ไม่มีประโยชน์ที่จะอ่านเกี่ยวกับการแปรธาตุเพราะเขาไม่เข้าใจ
เมื่อเปิดนาฬิกาดูก็พบว่าตีสองแล้ว เขาก็ค่อนข้างง่วงนอนจึงรีบปิดไปแล้วนอนหลับพักผ่อน
แต่ถึงแม้จะนอนดึกมากร่างกายก็ยังคงซื่อสัตย์เขาตื่นแต่เช้าเพื่อมากินอาหารก่อนจะกลับไปนอนต่ออีกสามชั่วโมงตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ได้รับแจ้งถึงการไปร่วมพิธีฝังศพของเพื่อผู้เสียชีวิตในเหตุฆาตกรรมซึ่งจะฝังที่สุสานทางทิศใต้ในวันพรุ่งนี้่สายๆ
ปกติแล้วศพจะไม่ถูกเก็บไว้นานหากไม่ใช่คนมีฐานะยากจนถ้าไม่ใช่ศพที่เกิดจากคดีพวกเขาจะทำพิธีศพในวันต่อมาตามแต่ศาสนาที่นับถือ ทุกศาสนาล้วนฝังลงดินทั้งสิ้น
และเพื่อนที่เสียชีวิตทั้งสองคนเกี่ยวข้องกับคดีจะจัดพิธีในวันนี้คงเป็ไปไม่ได้ เพราะจะยังไม่ได้ศพคืนก่อนเย็นวันนี้แน่
พอมีเวลาว่างทั้งวันลูซีฟก็ลองเปิดบันทึกเล่มนั้นอีกครั้งหยิบกระดาษกับปากกาออกมาเขียนช่องว่างในแต่ละหน้าอย่างใจเย็นเขียนไปเขียนมาก็พบว่าซ่องว่างมีไม่กี่แบบ แต่ยังคงอ่านไม่เป็คำและไม่รู้ด้วยว่ามันเป็ภาษาอะไร
ยิ่งเขียนยิ่งงง... อะไรวะเนี่ย
พักสายตาและมือในตอนเที่ยงกลับมานั่งเหน็ดเหนื่อยกับบันทึกอีกรอบคราวนี้เขาไม่ได้จด แต่ถือมันไว้ในมือ มองแล้วมองอีกอย่างกระวนกระวายใจ
ความอยากรู้อยากเห็นภายในตัวกระตุ้นให้เขาไม่ยอมแพ้ต่อการถอดความแต่สมองที่ทำงานอยู่ตลอดเหมือนจะตอบสนองความอยากรู้ไม่ได้ เขาจนปัญญากับมันจริงๆ
ต้องยืมมือคนอื่นช่วยไหม? เป็คนที่ไว้ใจได้...
ลูซีฟนึกย้อนไปว่ามีใครที่เขาไว้ใจได้บ้างในโลกนี้สรุปได้เพียงไม่ถึงอึดใจว่า ‘ไม่มี’เป็เื่น่าเศร้าของคนที่เพิ่งมาอยู่ต่างโลก ซวยไม่ว่างเว้นยังไม่พอ ค่ามนุษย์สัมพันธ์ก็ใกล้เคียงกับศูนย์เหลือเกินซ้ำยังน่าสงสัยในสาวตาชาวบ้านอีกต่างหาก
คงต้องพึ่งตนเองสถานเดียวแล้วล่ะ
คิดเพลินๆ แล้วก็กรีดหนังสือในมือเล่นอย่างไม่ทะนุถนอมเป็ความเคยชินที่น่าตีมือให้ขาดจากโลกเดิม เมื่อมีสมุดหรือหนังสืออยู่ในมือแล้วไม่ได้ตั้งใจจะอ่านเขาก็มักจะกรีดเล่น
หน้ากระดาษที่พลิกอย่างรวดเร็ว เราจะไม่เห็นอะไรสะดุดตานอกจากช่องว่างระหว่างบรรทัดที่ใกล้เคียงกันในทุกหน้าแต่เพราะบันทึกเล่มนี้ไม่ได้มีแค่ช่องว่างระหว่างบรรทัดแต่ยังมีช่องว่างอื่นอยู่ด้วยเมื่อกรีดกระดาษผ่านไปอย่างรวดเร็วก็เกิดเป็ภาพประหลาด
ลูซีฟชะงักหยุดกรีดสมุดในมือแล้วเบิกตากว้างเขาเห็นข้อความอะไรบางอย่างระหว่างกรีดเมื่อครู่
นี่คือสมุดภาพเคลื่อนไหว!
เมื่อลองกรีดซ้ำอีกหลายๆ ครั้งจึงมั่นใจได้ว่าเป็ข้อความจริงๆข้อความภาษาไทยที่เขามองหา
‘ลนไฟหน้าว่าง’
เป็ข้อความสั้นๆ แค่นี้ แต่เขารู้ว่าหมายถึงอะไร
เป็ข้อความที่เกิดขึ้นได้เมื่อต้องกรีดหน้ากระดาษเท่านั้นอักษรเป็แบบกะพริบทีละสองตัวจนประกอบเป็คำแม้จะมีบางหน้าที่มีอักษรอื่นปนมาก็ไม่ติดขัดเพราะเมื่อหน้ากระดาษพลิกไปด้วยความเร็วมากพออักษรที่ล้ำเข้ามาหรือขยายออกไปแบบผิดปกติเพียงเล็กน้อยก็จะถูกกลบหายไป
ลูซีฟหัวเราะอย่างอดไม่ได้ ต้องยอมรับและเลื่อมใสจริงๆกับการซ่อนข้อความแบบนี้ กับสมุดบันทึกที่ล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ใครจะไปกล้ากรีดกระดาษเล่นแบบเขาคนที่พยายามถอดความจากช่องว่างจะสับสนจนตายก่อนแน่ๆ
ฉลาดจริงๆ ดาเรียน อากัส!
[1] ภาษาตายแล้ว(dead language) ภาษาที่ไม่มีผู้พูดเป็ภาษาแม่แล้วปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่พูดไม่ได้แล้ว มีแต่เพียงผู้สูงอายุจำนวนน้อยมากที่ยังใช้อยู่
[2] ภาษาสูญแล้ว(extinct language) ภาษาที่ไม่มีผู้ใดใช้เลยในโลกคงอยู่แต่เพียงชื่อและข้อมูลหรือผลการวิเคราะห์ระบบต่างๆ ที่มีผู้บันทึกไว้เท่านั้นเปรียบเสมือนสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วคงมีให้เห็นแต่เพียงภาพหรือหุ่นจำลองในพิพิธภัณฑ์ไม่มีโอกาสที่จะรื้อฟื้นกลับมาใช้อีก