ออกไปข้างนอกทั้งวันทันทีที่หานอวิ๋นซีกลับมาถึงจวนก็ถูกอี้ไท่เฟยเรียกไปหาหลังจากการล้างพิษครั้งที่แล้วนางได้ฝังเข็มให้อี้ไท่เฟยสองครั้งและนี่เป็นครั้งสุดท้าย
อี้ไท่เฟยเป็นคนที่หวงแหนชีวิตสุดๆเรื่องนี้จะเพิกเฉยไม่ได้
มู่หรงหว่านหรูถูกลงโทษกักบริเวณและสำนึกผิดดังนั้นทุกครั้งที่หานอวิ๋นซีมาที่นี่จะเงียบเป็นพิเศษและไม่ต้องกังวลที่จะพูดคุยกับอี้ไท่เฟย
อี้ไท่เฟยนอนอย่างเกียจคร้านบนเตียงหานอวิ๋นซีก็นั่งอยู่ข้างๆ นาง แม้ว่านางจะมีเรื่องหนักอกหนักใจแต่ทันทีที่หยิบเข็มทองมา นางก็รีบจดจ่อและตั้งสมาธิอย่างรวดเร็ว
หมอบางคนจะเสียสมาธิในตอนที่ตรวจอาการแต่นางไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ว่ามันจะเป็นโรคที่ยากหรือง่าย นางก็จริงจังทั้งหมด
ท่าทางของนางเพียงอย่างเดียวก็เป็นยาชั้นดีที่สามารถทำให้ผู้ป่วยสงบลงและสบายใจได้
หลังจากผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามหานอวิ๋นซีก็หยิบเข็มทองออกทีละเล่ม แล้วพูดว่า “หมู่เฟยพิษที่เหลืออยู่ในร่างกายของท่านถูกล้างออกจนหมดแล้ว ไม่มีผลตามมาภายหลังแน่นอนท่านวางใจได้”
อี้ไท่เฟยพยักหน้าแม้ว่าท่าทางของนางจะดูเกียจคร้านและสบายๆ แต่ในใจของนางกลับรู้สึกปีติยินดีในที่สุดนางก็โล่งใจที่หายดีเสียที
เมื่อเห็นนางสงบนิ่งดวงตาของหานอวิ๋นซีก็ฉายแววเจ้าเล่ห์และพูดอย่างสบายๆ ว่า “อันที่จริงยิ่งมีการฝังเข็มมากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้นมันสามารถขับสารพิษและทำให้ผิวพรรณสวยงามได้ ในวัยของหมู่เฟยแล้วในร่างกายต้องมีสารพิษสะสมอยู่จำนวนมาก มันไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ก็จะเกาะกับผิวหนังทำให้ผิวพรรณดูหมองคล้ำไปจนถึงเป็นฝ้าได้”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ดวงตาของไท่เฟยก็เป็นประกายอย่างชัดเจน พร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้น
ในแวดวงของสตรีในวัยของนางเรื่องที่หยิบยกมาพูดคุยและเปรียบเทียบกันอยู่บ่อยๆ ก็คือเรื่องใบหน้าและในอีกหลายปีข้างหน้าก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องของสภาพร่างกาย
“พูดเช่นนี้เจ้าทำมันได้ดีมากสินะ?” อี้ไท่เฟยถามอย่างไม่แน่นอน
“อย่าพูดว่าเก่งเลยเพคะแต่หากทำตามตารางการรักษาก็จะมีประสิทธิภาพ การขับสารพิษยังสามารถยืดอายุของท่านได้อีกด้วย”หานอวิ๋นซีที่สุภาพเรียบร้อย นางไม่ใช่แค่โฆษณาไปมั่วสำหรับนางแล้วการขับสารพิษเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาอี้ไท่เฟยก็ไม่สามารถสงบนิ่งได้อีกต่อไป รีบพูดอย่างรวดเร็วว่า“อย่างนั้นก็มาลองรักษาวิธีนี้กับข้าก่อนดีหรือไม่?”
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งเพคะพรุ่งนี้ข้าจะเขียนแผนการรักษาและส่งมาให้หมู่เฟยตรวจสอบ” หานอวิ๋นซีมีความสุขมากเพราะนี่จะเป็นโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับอี้ไท่เฟย
ยิ่งนางเข้าใกล้อี้ไท่เฟยมากเท่าไรมู่หรงว่านหรูก็จะยิ่งดูอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
อี้ไท่เฟยที่อารมณ์ดีในขณะที่บิดคอ นางก็ถามว่า“ได้ยินมาว่าวันนี้มู่ชิงอู่ทำการเดิมพันแทนมู่หลิวเยวี่ย?”
“โชคดีที่ข้าชนะไม่อย่างนั้น...”
หานอวิ๋นซียิ้มเบาๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ในตอนแรกอี้ไท่เฟยต้องการให้นางแพ้ หากนางแพ้ก็ต้องทำตามสัญญาและชื่อเสียงก็จะถูกทำลาย ฉินอ๋องก็จะสามารถหย่ากับนางได้
อี้ไท่เฟยจำการซ้ำเติมที่ตัวเองทำลงไปได้อย่างแน่นอนแต่ดูเหมือนว่าเรื่องแบบนี้นางทำมามากมาย นางจึงไม่อาย กลับกันยังถามว่า“เรื่องนี้ ข้ายังไม่ได้สั่งสอนเจ้าเลยนะ วันหลังอย่าเดิมพันแบบนี้กับคนอื่นอีกเกิดแพ้ขึ้นมา เจ้านั่นแหละที่จะเสียเปรียบ!”
เอ๊ะอี้ไท่เฟยที่อยากให้นางเสียเปรียบ ก็สอนบทเรียนเช่นนี้ให้นางด้วยหรือ?
หานอวิ๋นซีรู้สึกไม่คาดฝันเล็กน้อยดูเหมือนว่า “การขับพิษ” ของนางคงเริ่มมีผลบ้างแล้ว
“ไม่สำคัญหรอกว่าข้าจะเสียเปรียบหรือไม่แค่ครั้งนี้เรื่องของครอบครัวหานมีคนพยายามที่จะเอาเปรียบจนทำให้หมู่เฟยเดือดร้อนข้าสมควรตายจริงๆ”
หานอวิ๋นซีพูดและพูดอีกครั้งว่า“พูดไปแล้วก็แปลก เป็นใครกันนะที่ให้ความกล้าหาญมากมายขนาดนี้แก่ฮูหยินสวี่และไม่รู้ว่ามุ่งเป้ามาที่ข้าหรือหมู่เฟยกันแน่?”
หากหานอวิ๋นซีไม่ได้พูดถึงเรื่องของฮูหยินสวี่อี้ไท่เฟยคงจะลืมไปแล้ว นางไม่ได้สงสัย และแน่ใจมากว่าต้องมีคนอยู่เบื้องหลังฮูหยินสวี่
เมื่อเห็นอี้ไท่เฟยเงียบหานอวิ๋นซีก็พูดอีกครั้งว่า “ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้าหรือหมู่เฟยสุดท้ายก็มุ่งเป้ามาที่จวนฉินอ๋อง อย่างไรก็ตามข้าก็คิดไม่ออกอยู่ดีว่าใครในโลกนี้ที่กล้ามุ่งเป้ามาที่จวนฉินอ๋อง? หรือว่า...”
นางพูดพร้อมกับมองไปที่อี้ไท่เฟยอย่างมีความหมายจากนั้นจึงพูดว่า “หรือว่าต้องการมุ่งเป้ามาที่ข้าเพื่อยั่วยุความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับหมู่เฟย?”
หลังจากพูดจบอี้ไท่เฟยก็ขมวดคิ้วและมองไปที่หานอวิ๋นซีอย่างจริงจัง
อี้ไท่เฟยเคยสงสัยว่าคนที่อยู่เบื้องหลังฮูหยินสวี่คือคนในวังท้ายที่สุด คนเดียวในโลกที่กล้ายั่วยุนางคือคนในวัง อย่างไรก็ตามนางรีบปฏิเสธความคิดนี้ เพราะหากคนในวังท่านนั้นต้องการเอาชนะหานอวิ๋นซีก็คงไม่ทำเช่นนี้กับหานอวิ๋นซี
ตอนนี้เมื่อได้ยินการคาดเดาของหานอวิ๋นซีเป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังฮูหยินสวี่คือ...คนในครอบครัวตัวเองหว่านหรู?
อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นไม่นาน อี้ไท่เฟยก็ปฏิเสธความคิดนี้ราวกับว่านางสงสัยหว่านหรูแต่นางก็ยังไม่เชื่อว่าหว่านหรูกล้าพอที่จะทำเรื่องแบบนี้
บางทีหานอวิ๋นซีกำลังพยายามยั่วยุนางในตอนนี้
อี้ไท่เฟยเบนสายตาไปทางอื่นนอนเอนหลังอย่างเกียจคร้านและพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า“เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป ไล่ตามไปก็ไม่มีประโยชน์ในภายภาคหน้าเจ้าสร้างปัญหาให้น้อยลงจะดีกว่า”
อี้ไท่เฟยที่ไม่ใช่คนเรื่องเยอะอะไรหานอวิ๋นซีถอนหายใจในใจและพูดอย่างสบายๆ ว่า “นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการจะพูดอันที่จริงการเดาไปมาก็ไร้ผล สู้ไปที่คุกแล้วสอบปากคำจากฮูหยินสวี่จะดีกว่า”
หลังจากที่นางพูดเช่นนั้นก็ยืนขึ้น “หมู่เฟย นี่ก็ดึกมากแล้ว ถึงเวลาที่ข้าควรต้องกลับไปแล้ว”
อี้ไท่เฟยไม่ได้รั้งนางไว้และโบกมือเป็นสัญญาณให้ออกไปอย่างไรก็ตาม คำพูดสุดท้ายของหานอวิ๋นซีกลับทำให้ความกระวนกระวายเกิดขึ้นในใจนาง
ฮูหยินสวี่ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยอี้ไท่เฟยเองและหานอวิ๋นซีไม่สามารถไปเยี่ยมนางได้ แต่นางรู้ว่าหากวันนี้นางพูดประโยคนี้ออกไปอี้ไท่เฟยที่เต็มไปด้วยความสงสัยจะไปที่ศาลต้าหลี่แน่นอนหวังเพียงว่าอี้ไท่เฟยจะไม่ไปสายเกินไป
เดิมทีกลับมาช้าแล้วทั้งยังไปโอ้เอ้ทางฝั่งอี้ไท่เฟยอีก เมื่อกลับมาถึงลานดอกบัว ก็เป็นเวลาดึกแล้ว
ห้องนอนมืดสนิทแสดงว่าเจ้าของห้องยังไม่กลับมา
ดึกขนาดนี้แล้วยังอยู่ด้วยกันอีกหรือ? แล้วคืนนี้...จะกลับมาหรือไม่?
หานอวิ๋นซีมองไปที่ห้องนั้นจากระยะไกลหันหลังกลับและลดศีรษะลง เดินไปที่ตำหนักหยุนเซี่ยนทีละก้าว
เมื่อแม่นมจ้าวเห็นสีหน้าของนางจึงถามด้วยความเป็นห่วง “หวังเฟย เป็นอะไรไปเพคะ ไม่สบายตรงไหนหรือไม่? หนาวหรือเปล่าเพคะ?”
เช่นนั้นหานอวิ๋นซีจึงจะเงยหน้าขึ้นและอยากจะถามเกี่ยวกับสำนักกระบี่เทียนซาน
หลงเฟยเยี่ยและตวนมู่เหยาเป็นศิษย์สำนักเดียวกันครั้งก่อนนางเคยถามไปแล้ว ทว่าก็ยังไม่ได้ถามอย่างชัดเจน
แต่อีกความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาคือช่างมันเถอะ
จะถามไปเยอะแยะมากมายเพื่ออะไรกันเขาจะยังเป็นชายาเอกอีกหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นชายาเอกฝั่งซ้ายหรือชายาเอกฝั่งขวาแล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาง? นางไม่ชอบเขา!
การอยู่จวนฉินอ๋องคือโชคชะตาคือการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และเพื่อตั้งหลักในเมืองหลวงเทียนหนิงใครก็ตามที่กล้าตัดเส้นทางชีวิตของนาง นางจะไม่มีวันลงเอยกับคนนั้นอย่างแน่นอน!
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้หานอวิ๋นซีก็ถอนหายใจ ตบไหล่แม่นมจ้าว ขึ้นไปชั้นบนแล้วปิดประตูเข้านอน!
ใบหน้าของแม่นมจ้าวเต็มไปด้วยความสับสนเกิดอะไรขึ้นกับนายหญิงผู้นี้ในวันนี้ ถูกผีเข้าหรือ?
คืนนี้หานอวิ๋นซีซึ่งอ่อนล้าอย่างมากหลับไปโดยไม่รู้ตัวส่วนหลงเฟยเยี่ยก็หารือเรื่องคดีคนทรยศกับฮ่องเต้เทียนฮุยในห้องตำราหลวงจนกระทั่งถึงรุ่งสาง
หลงเฟยเยี่ยรับผิดชอบคดีคนทรยศมาโดยตลอดเขาสามารถควบคุมการจัดการอาชญากรได้อย่างสมบูรณ์แม้แต่ฮ่องเต้เทียนฮุยก็ไม่สามารถแทรกแซงได้
แม้ว่าหลี่ซื่อจะมาจากตระกูลหานและแฝงตัวอยู่ในตระกูลหานมานานหลายปีตราบใดที่หลงเฟยเยี่ยพูดแค่คำเดียวแม้แต่ฮ่องเต้เทียนฮุยก็ไม่สามารถสืบหาความผิดของตระกูลหานได้
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในตอนนี้แตกต่างออกไป ประโยคสองประโยคที่หลี่ซื่อพูดก่อนหน้านี้ทำให้ฮ่องเต้เทียนฮุยกระตือรือร้นที่จะกำจัดตระกูลหานที่เหลือเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคตและแม้แต่หานอวิ๋นซีก็ต้องรับผิดชอบ
หลงเฟยเยี่ยได้รับคำสั่งให้อยู่กับองค์หญิงหรงเล่อทั้งวันด้วยเช่นนี้ฮ่องเต้เทียนฮุยจึงจะยอมและให้โอกาสเขาได้พูดคุย
นี่เป็นข้อตกลงไม่ใช่เพราะความไร้อำนาจของหลงเฟยเยี่ย แต่ตรงกันข้ามมันพิสูจน์ได้ว่าฮ่องเต้เทียนฮุยไม่มีอำนาจสำหรับหลงเฟยเยี่ย
มิฉะนั้นถ้าฮ่องเต้ออกคำสั่ง ใครจะปฏิเสธได้ และใครมีคุณสมบัติมากพอที่จะต่อรอง?
เมื่อมองไปที่หลงเฟยเยี่ยซึ่งมีสีหน้าไม่แยแสราวกับก้อนน้ำแข็งฮ่องเต้เทียนฮุยก็กำหมัดแน่นซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเขา
คนที่เขาต้องการกำจัดมากที่สุดคือฉินอ๋องแต่เทียนหนิงกลับไม่สามารถไม่มีฉินอ๋องได้ อาณาจักรเป่ยลี่ยิ่งใหญ่และทรงพลังหากไม่มีฉินอ๋องก็คงลงมือกับเทียนหนิงไปนานแล้ว
คนแบบนี้ทำให้เขาเกลียดเข้ากระดูกดำแต่ก็ต้องพึ่งพาอยู่ดี มันทำให้ฮ่องเต้เทียนฮุยเสียใจเหลือเกิน
“เรื่องของตระกูลหานได้ถูกตัดสินแล้วหากฮ่องเต้ไม่มีเรื่องอะไร ก็ควรขึ้นศาลแต่เนิ่นๆ” หลงเฟยเยี่ยพูดอย่างใจเย็นค่ำคืนแห่งการต่อสู้ทางวาจาก็เพียงพอแล้ว
ฮ่องเต้เทียนฮุยไม่ตอบโดยตรงแต่พูดอย่างเฉยเมยว่า “เย่ไท่จื่อและองค์หญิงหรงเล่อจะไม่กลับมาจนกว่าจะถึงปีหน้าเรื่องการอภิเษก เจ้าเองก็ควรจะคิดได้แล้วเหมือนกัน”
“การอภิเษกเพื่อสันติภาพเป็นเรื่องระหว่างสองอาณาจักร ท่านควรปรึกษากับฮ่องเต้แห่งซีโจวข้าจะไม่เข้าไปยุ่ง สิ้นปีข้ามีแผนที่จะเดินทาง ไม่มีเวลาแบ่งปันความกังวลของท่าน”หลงเฟยเยี่ยปฏิเสธอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ท้ายที่สุดฮ่องเต้เทียนฮุยก็หรี่ตาลงและพูดอย่างเย็นชาว่า“ฉินอ๋องเหน็ดเหนื่อยจากคดีคนทรยศก็ควรที่จะพักผ่อนเช่นนั้นมอบเรื่องการติดตามผลคดีคนทรยศให้ผู้อื่นล่ะ จะได้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่?”
นี่เป็นการวางแผนจะยึดอำนาจหรือไม่?
รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏบนริมฝีปากของหลงเฟยเยี่ยพลางพูดอย่างเฉยเมยว่า “ข้ายังไม่ทันจะรายงานท่านก็รู้แล้วว่ามีเรื่องที่ต้องติดตามในคดีคนทรยศ ช่างเป็นคนฉลาดเสียจริง”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาฮ่องเต้เทียนฮุยก็ตกใจ “ฉินอ๋อง เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“หลี่ซื่อไม่ได้เป็นผู้บงการเบื้องหลังมีอีกคนที่อยู่เบื้องหลังหลี่ซื่อ จากการที่ข้าได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นไปน่าจะเป็นคนของราชวงศ์เป่ยลี่ ส่วนจะเป็นใครแล้วทำไมถึงต้องทำร้ายเทียนหนิง ยังไม่ทราบแน่ชัด”หลงเฟยเยี่ยตอบตามความจริง
ฮ่องเต้เทียนฮุยไม่คาดคิดว่าจะมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังหลี่ซื่อทั้งยังไม่พบคนผู้นั้นซึ่งหมายความว่าเมืองหลวงเทียนหนิงไม่สามารถป้องกันอันตรายได้ เรื่องคนทรยศเดิมทีก็ป้องกันไม่ได้อยู่แล้ว ไหนจะเกี่ยวข้องกับวิชาพิษอีก
หลี่ซื่อที่ซุ่มโจมตีเก่งกาจวิชาพิษและฮ่องเต้เทียนฮุยเองก็ได้เห็นมันกับตาไม่ใช่ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังนางจะอันตรายมากกว่านี้หรือไร?
วิชาพิษเป็นก็เรื่องหนึ่งเมื่อมองไปที่กิจการพลเรือนและการทหารของราชวงศ์เทียนหนิง นอกจากหลงเฟยเยี่ยแล้วจะมีใครกล้ารับมือกับปัญหาที่แก้ไขยากเช่นนี้อีกแล้วใครกันที่จะมีความสามารถขนาดนั้น?
ดวงตาของฮ่องเต้เทียนฮุยหรี่ลงเป็นเส้นตรงและมองไปยังน้องชายที่อายุน้อยของตนเองอย่างเย็นชา
หลงเฟยเยี่ยปล่อยให้เขามองสีหน้าเย็นชา ดวงตาก็เย็นชา ศักดิ์ศรีของเขาสูงส่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้แม้ว่าจะอยู่ข้างๆ แต่เขากลับสูงกว่าฮ่องเต้เทียนฮุยและไม่มีใครฝ่าฝืนได้
สุดท้ายฮ่องเต้เทียนฮุยก็ยืนขึ้นและพูดว่า “ตรวจสอบต่อไป”
หลังจากที่เขาพูดจบเขาก็พูดกับเซวียกงกงด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เปลี่ยนเสื้อผ้า ไปศาล!”
หลงเฟยเยี่ยที่ค่อนข้างพอใจก็ยืนขึ้น “ขอบคุณเสด็จพี่ปฏิบัติตาม ข้าขอตัวก่อน”
แม้ว่าฮ่องเต้เทียนฮุยจะไม่ได้พูดอะไรแต่เขาก็ยอมประนีประนอม ความผิดที่พลอยได้รับโทษไปด้วยของตระกูลหานนอกจากฉินอ๋องแล้ว เกรงว่าจะไม่มีใครสามารถติดตามได้อีก...