ตอนที่ 16 : การสั่นะเืครั้งแรก
“ครืนนนนน! กรี๊ด!!!!”
“ทุกคนรีบออกมาอยู่ที่โล่ง!!!”
“ครืนนนนน! กรี๊ด!!!!”
เสียงกรีดร้องและแรงสั่นะเืทำให้ความตื่นตระหนกเกิดขึ้นทั่วทุกทิศทาง แต่เพราะแรงสั่นะเืนั้นไม่ได้รุนแรงนัก ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดขึ้นมากมาย บ้านเรือนที่แข็งแรงยังทนทานอยู่ได้ ยิ่งจวนอ๋องซีเว่ยที่ถูกสร้างมาอย่างดีย่อมไม่ได้รับผลกระทบ
แต่ชาวบ้านที่ยากจนและบ้านเรือนซอมซ่อด้านนอกล่ะจะเป็อย่างไร?
ลู่หลินเป็คนจากโลกในยุคใหม่ที่มีสื่อและเทคโนโลยีมากมาย ภาพความน่ากลัวและโหดร้ายของภัยพิบัติจากธรรมชาติล้วนเคยเห็นผ่านตามาหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่าความน่ากลัวนั้นเทียบไม่ได้เลยเมื่อได้มาอยู่ในสถานที่จริง ยิ่งเมื่อมานึกว่าอีกไม่นานจวนอ๋องแห่งนี้จะต้องจมอยู่ในกองหินูเาไฟและขี้เถ้าท่วมมิดหลายเมตร ลู่หลินก็พลอยรู้สึกกลัวจนขนกายลุกชัน
“คุณชาย! เป็อะไรหรือไม่ขอรับ!”
คู่แฝดขาวดำเพิ่งได้สติหลังจากตื่นตระหนกอยู่นาน นึกได้ว่าต้องรีบดูแลนายจึงได้ปราดเข้ามาประกบโดยไว แต่ลู่หลินก็ทำเพียงแค่ส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็ไรแล้วออกก้าวเดินเปลี่ยนทิศทาง จากที่จะมุ่งหน้ากลับตำหนักตัวเองก็เปลี่ยนเป็พุ่งไปที่ตำหนักเซี่ยอวี่ของโจวหยางอ๋องทันที
คนเป็อ๋องครองเมืองมีศักดิ์ไม่ต่างจากเ้าเมือง ย่อมต้องมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขราษฎร ที่ด้านนอกเกิดแผ่นดินไหวขนาดนี้ ยังไงเสียโจวหยางอ๋องก็ต้องเคลื่อนไหวบ้าง
“เอ๋!?! คุณชายจะไปที่ตำหนักท่านอ๋องหรือ?!? ไม่ได้นะขอรับ!!!”
เสี่ยวไป๋รีบออกปากห้ามทันที ใอย่างยิ่งยามที่ได้รู้เป้าหมายของนายตัวเอง
“ทำไมไปไม่ได้? ข้าแค่จะไปดูหน่อยว่าพวกเขามีข่าวอันใดหรือไม่”
“แต่ท่านอ๋องเคยออกคำสั่งห้ามไว้ ไม่ให้คุณชายเข้าไปเหยียบที่ตำหนักนั้นนะขอรับ!”
ครานี้เป็เสี่ยวเฮยที่ปรี่มาขวางบ้าง กฎเหล็กที่เรือนนี้ ไม่ว่าอย่างไรคือห้ามขัดคำสั่งท่านอ๋องเด็ดขาด
“ฮึ้ย! เ้าบ้านั่น เกลียดชังอะไรข้านักหนากัน…”
ลู่หลินสบถขึ้นอย่างหงุดหงิดใจ นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ติดขัดไปหมดทุกอย่างเลยเชียว!
“หว๋า คุณชาย! กล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร เดี๋ยวคนอื่นมาได้ยินพวกเราก็ถูกสั่งปะากันหมดหรอก!”
พูดจบไม่ทันขาดคำ เ้าเด็กขาวเสี่ยวไป๋ก็รีบพุ่งเอามือมาปิดปากเขาไว้ทันทีแล้วมองไปรอบทางเดินอย่างหวาดระแวงจนลู่หลินต้องดึงมืออีกฝ่ายออกเป็พัลวัน
“ก็ได้ๆ งั้นข้าไม่เข้าไป แค่ไปสืบข่าวที่หน้าจวนก็ได้ มาเร็ว! "
“จุดที่แผ่นดินเคลื่อนหนักสุดคือที่ใด?!?”
“ยังไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ! ท่านรองแม่ทัพส่งกำลังออกไปตรวจพื้นที่อยู่ อีกไม่นานคงจะรู้ขอรับ”
“ดี! ได้ข่าวอย่างไรให้รีบกลับมารายงาน”
“พ่ะย่ะค่ะ! "
หวงเทียนหยางพยักหน้ารับเล็กน้อย ทหารนายกองผู้เข้ามากล่าวรายงานก็ขอตัวกลับไป
เมื่อครู่นี้ยามเกิดแผ่นดินไหว เขาออกมาสังเกตการณ์อยู่หน้าเรือนเห็นว่าแรงสั่นะเืไม่รุนแรงนัก แต่เสียงร้องของชาวบ้านนอกเขตจวนก็ดังแว่วๆ มาให้ได้ยินอยู่ จึงนึกเป็ห่วงราษฎรขึ้นมาถึงได้อยากออกไปดูเหตุการณ์
เวลานี้ซุนอวี้เซวียนออกไปสมทบกับรองแม่ทัพแล้ว องครักษ์เจิ้งและนายกองหานก็ยังมาไม่ถึง อยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร จึงได้หันไปสั่งบ่าวให้เตรียมม้ามาให้ รีบกลับเข้าไปในเรือนหยิบดาบคู่กายและของใช้ที่จำเป็แล้วมายืนรอหน้าตำหนัก เตรียมออกไปดูเหตุการณ์ทันที
“ท่านอ๋อง… จะออกไปข้างนอกหรือ? …ไปดูเหตุการณ์แผ่นดินไหวใช่หรือไม่?”
“…? …”
หวงเทียนหยางออกจะแปลกใจสักหน่อยที่ผู้มาทักเป็ป๋ายอี้หลิน เพราะในอดีตไม่ว่าภายนอกจะเกิดเื่ราวใหญ่โตจนมีคนล้มตายไปมากแค่ไหนคนคนนี้ก็ไม่เคยคิดจะใส่ใจเพราะสนใจแต่เื่ของตัวเองเท่านั้น มายามนี้กลับเดินออกมาถึงหน้าตำหนัก คงไม่ใช่ว่าเกิดสนใจขึ้นมาหรอกนะ?
“ใช่… เ้ามีอะไร?”
“ข้า… กระหม่อมขอออกไปด้วย!”
แน่นอนว่าคำขอนี้น่าแปลกใจอย่างยิ่ง แม้แต่บ่าวของเ้าตัวเองอย่างเด็กแฝดผิวขาวดำนั่นก็ยังใจนทำตาโตน่าฉงนทั้งที่ยังนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นไม่ไกล เทียนหยางจึงได้ถามกลับไปทันทีอย่างใคร่รู้
“เ้าจะไปทำไม? คิดวางแผนชั่วอันใดอีกงั้นสิ? …”
ลู่หลินได้ฟังคำทักก็ถึงกับกัดฟันกรอด อยากด่าสวนไอ้หน้าหล่อนี่แรงๆ ให้หายฉุน แต่มันทำไม่ได้ไง… ขืนทำก็โดนสั่งปะาน่ะสิ…
เขาเคยชินกับอาการตัวสั่นยามเจอหน้าชายคนนี้ขึ้นบ้างแล้ว แม้จิตใจจริงๆ ของลู่หลินจะไม่ได้หวาดกลัวเหมือนที่ป๋ายอี้หลินกลัว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ที่ถูกบีบคอยกลอยจนเท้าไม่ติดพื้นนั้นยังอยู่ในความทรงจำไม่อาจลืมเลือน รู้ตัวดีว่าหากทำให้ชายคนนี้โกรธจะเดือดร้อนได้ขนาดไหน ยิ่งกับคนที่ถูกเกลียดขี้หน้าอย่างเขาต่อมโกรธของโจวหยางอ๋องคงทำงานได้ไวขึ้นอีกหลายเท่า เพราะแบบนั้นเขาถึงต้องใจเย็น ควบคุมท่าทีให้นอบน้อมที่สุดแล้วเอ่ยขอร้องออกไป
“กระหม่อมมิได้มีแผนอันใด แค่อยากออกไปดูเท่านั้น เผื่อมีอะไรช่วยเหลือได้ก็จะได้ช่วย…”
“ช่วย? คนอย่างเ้ารึจะช่วยใครได้? นอกจากใช้มารยาทำร้ายคนแล้วยังจะทำอะไรได้อีก?”
ฟังคำถากถางของโจวหยางอ๋อง กายละเอียดของลู่หลินะโเตะปากคนหล่อปากปีจอเรียบร้อยแล้ว แต่กายหยาบถูกสะกดข่มให้นิ่งสนิท ก่อนจะเค้นรอยยิ้มที่คิดแล้วว่าหวานหยดที่สุดออกมา
“หามิได้ท่านอ๋อง กระหม่อมพอมีความรู้เื่แผ่นดินไหวอยู่บ้าง สมัยอยู่บ้านเกิดก็มีเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ รู้วิธีรับมืออย่างดี ให้กระหม่อมไปด้วยคงช่วยเหลือผู้คนได้แน่นอน…”
ฟังคำกล่าวพยายามสอพลอทั้งยังเรียกขานตัวเองว่ากระหม่อมๆ โดยไร้ความเคารพอย่างจริงใจโจวหยางอ๋องก็หัวเสียนัก
“คำใดฝืนนักก็ไม่ต้องพูด เรียกขานแบบเดิมเถอะ…"
“…พ่ะย่ะค่ะ… ขอรับ….”
หวงเทียนหยางเห็นลู่หลินทำสีหน้าฝืนยิ้มกึ่งกัดฟันกรอดๆ ประหลาดนักจนน่าขบขัน แต่ก็สนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก่อนหน้านี้มากกว่าจึงต้องถามออกไป เฝ้าดูว่าอีกฝ่ายจะโกหกอะไรออกมาอีก
“บ้านเกิดเ้าอยู่ที่ใดกัน?”
คำถามนี้ตอบยากนัก ลู่หลินพยายามเค้นสมองดูตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่ายุคนี้มีเมืองใดที่ขึ้นชื่อบ้าง นึกได้ชื่อหนึ่งเป็เมืองท่าริมทะเลแดนเหนือทั้งยังอยู่ไกลจากเมืองโจวและเมืองหลวงมาก หากจะโกหกว่ามีแผ่นดินไหวเกิดบ่อย คนอยู่ไกลจะไม่รู้ก็ไม่แปลก
“เมืองฉู่… บ้านเกิดข้าอยู่เมืองฉู่ ริมทะเลแดนเหนือไง ท่านรู้จักหรือไม่?”
“……….”
‘ไม่รู้ล่ะสิ ฮุฮุ’
ลู่หลินได้แต่คิดและยิ้มกับตัวเองอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องยามที่เห็นโจวหยางอ๋องไม่ตอบความอะไรกลับมา แต่สีหน้าท่าทางนิ่งๆ นั่นก็ไม่ได้มีแววไม่พอใจ ดังนั้นขอคิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนว่าอีกฝ่ายเชื่อคำโกหกเขา
และก็เป็ตามที่คาด ไม่เพียงหวงเทียนหยางจะไม่ค้านอะไร ยังหันไปสั่งความกับบ่าวให้เตรียมม้ามาเผื่อเขาอีกตัว ก่อนจะหันมาสนใจสนทนากันอีกครั้ง
“ข้าจะให้เ้าไปด้วยตามที่ขอ… แต่จำไว้ว่าอย่าคิดก่อเื่…"
“ได้เลยขอรับท่านอ๋องสุดหล่อ! ลู่หลินจะไม่ก่อเื่เลยสักนิด!”
ลู่หลินดีใจมากที่ได้รับอนุญาต การได้ออกไปดูสถานที่จริงก็เหมือนได้เข้าใกลู้เาไฟเจียฮว๋าซานเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง เดิมทีเขาคิดว่าวันนี้เพิ่งย้อนเวลามาได้เพียงแค่วันแรกเท่านั้น หากยังไม่ได้เริ่มภารกิจก็คงจะไม่เสียหายอันใดมากมายนัก มายามนี้ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นจึงนับว่าน่ายินดีอย่างยิ่ง
ความดีใจผลักดันให้ลืมกลัวเตรียมจะะโไปเกาะแขนบีบนวดเอาใจเหมือนที่ชอบทำใส่ชิวอิง แต่นึกขึ้นได้ว่าชายคนนี้ไม่ได้ใจดีนักทั้งยังรังเกียจร่างนี้เป็อย่างยิ่งจึงต้องรีบรั้งตัวเองไว้ แล้วส่งยิ้มหวานจ๋อยไปประจบแทน
“>_<"
“……”
“>_<"
“…….”
“>_<"
“….หยุดทำหน้าตาประหลาดสักที… เ้าน่าเกลียดนัก….”
“0_0!!!”
“นั่นเ้าพยายามจะยิ้มใช้มั้ย? หรือจริงๆ แล้วเ้าแค่อวดฟัน?”
“O_O!!!!!!”
‘หน็อยแน่ไอ้คนหล่อไร้ประโยชน์ปากปีจอนี่!!! กล้าว่าลู่หลินคนคิวท์คนนี้ว่าน่าเกลียดได้อย่างไรกัน!! ที่โลกก่อนรูปถ่ายตอนยิ้มของเขาขายได้ใบหนึ่งหลายพันเลยนะไม่อยากจะคุย!’
และแน่นอนว่าคำก่นด่านี้ก็ทำได้แค่ในใจเท่านั้น ขืนพูดออกไปจริงๆ ได้ถูกลากไปตัดหัวเอานะสิ…
ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูชื่นมื่นแบบประหลาดๆ นี้เอง ยังมีสิ่งหนึ่งที่ติดค้างในใจของหวงเทียนหยาง
นอกเหนือจากรอยยิ้มแบบสุดจิตสุดใจไร้เสน่ห์จนชวนหัวร่อนั่น ยังมีชื่อหนึ่งที่หลุดออกมาให้ได้ฉงนใจ
‘ลู่หลินงั้นรึ? …’
_______________________
Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่า
E-Book ที่ Meb ภาค 1 ออกแล้วมี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาท
E-Book ที่ Meb ภาค 2 ออกแล้วมี 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299 บาท