กุลาอนันต์กว้านซื้อเกลือ จนได้จำนวนตามที่ระบุส่ง
รวมทั้งขั้นตอนการสมัคร คัดเลือกคนขนของในกองคาราวาน
เปลวแดดระอุ โตเป็หนุ่ม่สิบสี่ถึงสิบหกช่วยกันกุลีขนกระบุง
จากเกวียนอีกเล่มที่ติดหล่ม เพื่อลดน้ำหนักเบาบางลง
ส่วนเด็กลงมาหน่อย ยังสนุกสนานตามประสา
พากันลากล้อวงหมุนผ่อนแรงวัว ช่วยพ้นหลุม
ต่างเนื้อตัวมอมแมมเปื้อนโคลน จนผู้ใหญ่ไล่
“พวกสู ไปอาบน้ำสา”
เมื่อกู้เกวียนได้ เหลือเวลาลงเล่นน้ำล้างตมชำระกาย
อีกฟากนั่งสุมหัวกัน จี่ข้าวทาเกลือกิน บรรเทาอาการหิวโหยแบบตามมีตามเกิด
ตะวันคล้อยต่ำยามโพล้เพล้ เกิดเหตุร้ายขณะลงอาบน้ำในหนองของกลุ่มเด็กชาย
เสียงะโโหวกเหวกโวยวาย เรียกหากันแทรกดังระงม
...่พักเท้าให้เวลาวัวหากินหญ้า
“บักลายสือ สิเอาจังได๋?”ฝ่ายบักแปถาม
คนนั่งเงียบอยู่เงยขึ้น“มึงเว้ามาโลด”
“ออกหาจับอีกะปอมบ่”
อาวุธสองง่ามมีสายเชือกคลุกขี้ยางไม้ทำให้ยืดหยุ่นได้
ผูกเงื่อนตรงกลางอุปกรณ์ที่แม่ นางคำปงประดิษฐ์ขึ้น
ใช้สำหรับยิงระยะสั้น จึงถูกล้วงจากก้นย่ามนำมาใช้สอย
สองเกลอขอปลีกเข้าทางป่า เพิ่งจะโดนสายฟ้าฟาดต้นไม้ใหญ่ใบแห้ง
เป็แหล่งเชื้อเพลิงอย่างดี จนเกิดไฟไหม้ลามตอดำตะโกถ่าน
เศษขี้เถ้าคราบขาวเขม่าควันยังไม่เจือจาง สัตว์เลื้อยคลานจำพวก งู หนู กิ้งก่า
อาศัยเกาะตามกิ่งไม้ที่เปลวไฟลามผ่าน ชูคอรอฝนชโลมรด
เบื้องบนเมฆตั้งเค้าจับก้อน กระแสลมโชยเย็นอับชื้น
การดำรงชีพเพื่ออยู่ ของวิถีคนป่าไพรเด็กชายสองคนถนัดนัก
“เอ่าหนิ!”
ลายสือกำพวงกิ้งก่าหางแดง ส่งต่อสหาย
“กูงึด บักกุดมันจมน้ำตายได่จังได๋”
พอเดินลงมาจากเนินชายป่า บักแปอดสงสัยไม่ได้เอ่ยขึ้น
หลังจากผองเด็กชายแยกกันลงล้างเนื้อล้างตัวในหนองน้ำ พากันเล่นสนุกผ่อนคลาย
ถึงฆาตบักกุดชะตาขาด พลันจมหายไปต่อหน้าต่อตาเพื่อนฝูง
ต่างแตกตื่นถกเถียงโทษ เป็เื่ของผีพรายหมายเอาชีวิต
ครั้งอยู่สองคนลำพังจึงเตือนให้ตระหนัก
“มึงกับกู กะฮิเบิ่งแงงกันเห้อดี”
สงบปากคำต่อความยาวสาวความยืด
ด้วยสติปัญญาพอแยกแยะออก ต้องมีสิ่งไม่ชอบมาพากล
หรือแม้กระทั่งภัยมืดอันตราย ซึ่งอาจแฝงมาในรูปแบบอื่น
เลยเผยสังหรณ์บอกถึงสิ่งคาดเดาไม่ได้ผ่านเกลอสหาย
“กูหรดญ่าน บ่ได่คืนกลับเฮือนพ้อหน้าพ่อแม่”บักแปหวาดกลัว
“พากันมาได่ปานหนิแล้ว ถอยหลังกะบ่คือ”
ยื่นมือตบบ่า ลายสือยืนยันหนักแน่นถึงอย่างไรไม่มีวันถอดใจ
เคยผ่านประสบการณ์ลี้ลับด้วยกัน อันเห็นกับตาในความกล้าหาญ
พร้อมเผชิญค้นหาจนได้มา ของวัตถุเรืองแสงของบักลายสือ
“มีมึง กูกะอุ่นคิง”คำบักแปสื่อบอก
เดินไปคุยกันไป ทันใดมีเสียงแทรกทักเชิงตราหน้า
“ขี้ฮ้าย ๆ จังมึง ผีสางบ่ยากดอก”
อีกคนสมทบ ปลดผ้าขาวม้าโพกหัวเปิดออก
“เจ่าเป็เผอ?”
ลายสือหันขวับกับผู้มาใหม่ เสมือนถูกสะกดรอยตาม
“มึง ตาบอดซัมเบาะ”หลุดปากเร็วต่อว่า
โดนด่าจนได้“จำปา!”บักแปอุทาน
“เออ กูเอง”
นิสัยสอดรู้สอดเห็น ในเื่ปริศนาถ่ายทอดต่อจากปากคนงาน
ผู้ร่วมขนเกลือทุกปี มักจะสูญหายตายจากระหว่างทาง
ติดตรงประเด็นสงสัย กระทั่งจำปาขวนขวายได้โอกาสดั้นด้นปะปนขบวน
“ญ่างก่อนเด้อ”ลายสือลัดเลาะเดินหนี
ผิดกับตะลึงตาค้าง บักแปแลทางจำปา
“มาได่จังได๋หนิ?”
กระชับด้ามพร้าในปลอก คล้องคาดเอว
“กูกะมานำพวกมึงนั่นหละ บักแป”
โยนให้เข้าใจผิดมันรีบปฏิเสธ
“บ่แม่นเด้อ บ่มีผู้ชวนจั๊กน่อย”
จำปาเดินมาใกล้ถึงเนื้อถึงตัว
“มึงบ่ต้องชวน กูแล่นนำบักลายสือเอง”
ถูกโอบเอามือพาดคอ บักแปตัวลีบหดเกรง
“หาเว้าไปหลาย”
“กูมักมันตั๊ว”คำของจำปาเอ่ยทีเล่นทีจริง
หยุดชะงักตัดพ้อ“เหย จังแม่นห่าวด่อง ๆ”
อุตส่าห์เล็งไว้แต่ถูกมองข้าม บักแปฉุนสะบัดออก
ลูกสาวคนเดียวของกุลาอนันต์ เื่ฐานะร่ำรวยพอประมาณ
ทั้งหน้าตาเฉิดฉาย ต่างเป็ที่หมายปองของบรรดาหนุ่มทั่วคุ้งแคว
คนถูกพูดถึงเดินนำหน้าไปก่อนแล้ว ลายสือทิ้งห่าง
“ข่อยเห้อเจ่า น้า”
ล้วงของล่ามาได้ยื่นแก่คุมเกวียนเล่มตนประจำ
“มึงคึ หากินหมานแท้”
เอ่ยชมก่อนถอนขนนก นำไปย่างบนคานไม้หิ้งกองไฟ
ขจรคนขับเกวียนหนึ่งในสมุนลูกจ้างของกุลาอนันต์
จกข้าวเหนียวออกมาปั้นวางลงใบตอง
“ฮิมากินข้าว สู”
หน่วยจัดแจงเสบียงลำเลียงอาหารแจกจ่าย ภาคหัวค่ำแก่คนงานทั่วหน้า
นับเวลาเจ็ดปีแล้วที่ทำสัญญาส่งเกลือ และคงถือจะยืดยาวต่อเนื่อง
ทั้งรู้ว่าอันตราย บางครั้งขั้นเอาชีวิตเข้าแลก
แต่ค่าเบี้ยเงินผลตอบแทน ช่างคุ้มสำหรับจะเสี่ยง
เด็กชายวัยเริ่มใช้แรงงานได้ ต่างสมัครมาเต็มจำนวนทุกปี
เหมือนกับลายสือ สิ่งที่ประสงค์คือวัวคู่งามให้แม่
อันอื่นนอกเหนือนั้น ไม่หวั่นไหวต่อุปสรรคต้องเผชิญ
ซึ่งข้อปฏิบัติกำหนด เห็นด้วยกันสองฝ่ายระหว่างกุลาอนันต์กับมัน
สำหรับบักแปติดสอยห้อยตาม เพราะความเป็เพื่อนถือเป็เก็บเกี่ยวประสบการณ์
“ข่อยขอไปเอิ้นเสี่ยว ก่อนเด้อ”
จำต้องย้อนมายังใต้ต้นรัง ตรงสองคนนั่งพูดคุยกัน
“กูว่าแล้ว มึงสิคืนมา”สำคัญตนจำปาหลงตัวเองทักขึ้น
สีหน้าราบเรียบตอบ“ฟ้าว ๆ เถิน คาเจ่าปันข้าวปันน้ำกันแล้ว”
กระตือรือร้นจำปารีบลุก“ป่ะซั่น”ท้องหิวเมื่อถูกเรียกไปกินข้าว
“ถ่าก่อน”บักแปวิ่งตามก้นต้อย ๆ
ทางลายสือถอนใจกับการมา คล้ายตอแยของจำปา
“มีหยังกินแหน่?”
เนื่องเบื่อเหลือเกินตลอดที่เดินทาง ต้องกินอยู่ตามมีตามเกิด จำปาขัดตะหมาดถาม
“ก้อยอีกะปอมกับอ่อมเห็ด”
กุลาอนันต์ตกลงเงื่อนไข ว่าด้วยอยากได้บักลายสือไว้คอยใช้สอยประโยชน์
ถึงขั้นอนุญาตให้ทำตามใจทุกเื่ หากดึงเข้ามาเป็คนสนิทชิดเชื้อ
สายตาผ่านมาหลากหลาย บางคนฐานะเท่าเทียมแต่ไม่เอางานเอาการ
จำพวกไอ้หนุ่มหน้าตาดี กะจะหวังรวยทางลัด คนเป็พ่อห่วงอนาคตลูกสาว
พื้นเพรากฐานครอบครัวมาจากตระกูลค้าขาย
ย่อม้าคนขยันขันแข็ง มีแววฉลาดต่อยอดให้มั่นคง
แอบนิยมั้แ่ความคิดความอ่าน ในวัยเพิ่งจะเริ่มต้น สู่การสร้างเนื้อสร้างตัว
ขนาดยอมทุ่มเทรับงานไร้ลังเลใด แสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยว
จึงมั่นใจมองคนไม่ผิด เจอกันคราวแรกนายอนันต์ รู้สึกถูกชะตาน่าส่งเสริม
ทางเชิงธุรกิจไม่มีการเสียเปรียบอยู่แล้ว ได้ลูกสาวเป็ตัวล่อ
หวังผลระยะยาว ต่างเห็นพ้องกับนางพะวาผู้เมีย
ไม่เกินความสามารถ จำปาร่วมเดินทางจนได้
โดยยกคำโน้มน้าวมาอ้างกับพ่อแม่ เกี่ยวกับตรงนี้ด้วย
“ต้มปลาข่อใหญ่ บ่มีเบาะ”
ยังจะถาม ขั้นโดนตวาดความเื่มากจากบิดา
“บ๊ะ! มึงหนิอยู่ในป่าในเขาเด้อ”
ผู้พ่ออยากดัดนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ขึ้นเสียงปรามดุ
พลางชี้มือยังแถวสำรับใบตองปูวางทางยาว ที่อาหารการกินมีอย่างจำกัด
“มีหยัง กะกินโลด”
เห็นกันมาั้แ่ตีนเท่าฝาหอย ลุงสีพอเข้าใจ
“เอาต่อนปลาแดกไปจีกสาซั่นหน่ะ จำปาเอ้ย”เอ่ยกวักมือเรียก
“บ่เด้อ”
หันหาจำปาวางท่า“บักแป มึงมีหยังแซ่บ ๆ”
“ปิ้งกบตั๊ว”มันรีบเสนอหยิบยื่นเป็อย่างดี
จำนวนทั้งหมดสี่สิบห้าคน กับเกวียนยี่สิบเอ็ดเล่ม
ล่องขึ้นชุมพลบุรีจุดหมายนัดแนะ ถิ่นเคยค้า
หลากวัยปะปนตอนเช้ากินข้าวก่อนออกเดินทาง
พักกลางวันเติมท้องอีกรอบ ่ย้ำเท้าเดินมองหาอาหารระหว่างนั้นไปด้วย
จำพวกเห็ด หน่อไม้ กล้วยป่า สัตว์เล็กสัตว์น้อยพอประทังชีพ
ข้ามโคกคอนดอนพงทึบ ทะลุเวิ้งกว้างดินแตกรอยแยกน้ำแห้งกรัง
จับได้กบ เขียด มาปิ้งย่างแบ่งกันกินตามประสา
สองวันก่อนตอนเกวียนร่ม ต้องเสียบักกุดคนงานเด็กชายวัยคะนอง
ที่จมน้ำอย่างไร้ร่องรอย แม้กระทั่งศพยังไม่เห็น
“อิ่มแล้ว กะฟ้าวไปนอนสา”
อนันต์บอกลูกสาว“แม่มึงถ่าอยู่”
รีบกล่าวให้ไปพ้นวงเสวนาของพวกผู้ชาย
คราวนี้พะวาผู้เมียมาด้วย ห่วงลูกอันเข้าสู่วัยควรมีแม่ประกบข้าง
พื้นข้างบนเกวียน ถูกใช้เป็ที่หลับนอนส่วนตัว
รอบบริเวณเสียบคบเพลิงตามจุดระวัง ผลัดกันเฝ้าเวรยามไม่ละเลย
กลางวันร้อนแทบตับแตก ตรงข้ามกลางคืนกลับหนาวน้ำค้างเย็นะเื
แนวจอดชิดติดกันล้อมวง เหลือตรงกลางเป็ที่ปูเสื่อหลับนอน
ส่วนขอบนอกเอาไว้ นั่งเฝ้าสุ้มกองไฟรอบด้านสร้างด่านป้องกัน
...“สูสองคน อย่าไปไสไกลหูไกลตาเด้อ”
ลุงสีกำชับไว้ก่อนจะเดินแยกหลังกินข้าวเสร็จ
“เว้าหลายพ่อลุง พวกมันคึสิบ่กล้าดอก”
ต่างพยักหน้าเริ่มทยอยเข้าหามุมพักผ่อนหลับนอน
ขจรคนขับเกวียนบอก“พากันปูสาดนอนเทิงกระทอเกลือเด้อ”
ปีกลายบักโส ลูกล้อตามท้ายเกวียนถูกสัตว์ร้าย
คาบไปกินตอนนอนหลับ ใต้ต้นไม้ไม่ไกลจากกลุ่มนัก
จึงเตือนให้ทั้งสองขึ้นนอนบนเกวียนที่ตั้งแถวหันหัวเข้าหากัน
“แล้ว น้าเจ่าสินอนไส?”
ลายสือถาม เพราะเห็นนั่งพิงต้นไม้เอนกายสูบยามวนเส้น
“คืนหนิ คราวเวรกูเฝ้างัวตั๊ว”
ขยับลุกขจรสะพายย่ามสั่งเสียงเข้ม“ไผเอิ้นอย่าไปเด็ดขาด”
เมื่อพอพ้นคนขับเกวียนบักแปบ่นเบา ๆ
“เว้าหลาย ข่อยสินอนบ่หลับ”
เข้าใจดีลายสือคว้าแขนเพื่อน“ป่ะ! เฮา”มุดเข้าภายใต้หลังคาซุ้มโค้ง
กินข้าวแล้ว ลายสือมันรู้สึกสากฟันจึงะโลงมาใหม่
เทน้ำในกระบอกไผ่ อมเกลือกลั้วคอล้างปากขัดข่อย
แวบเงาตะคุ่มลางเลือน คืบคลานเข้ามาทางด้านหลัง
ต้องได้หยุดหลบพรางบังพุ่มไม้ แสบตากับแสงสาดมองไม่ถนัด
ลอบเสียดายที่พลาดเป้าหมาย กำลังลงมือสังหารเงื้อเชือกจะคล้องรัดคอ
“เอาน้ำขึ้นมากินนำเด้อ บักลายสือ”
ทั้งยังชะงักกับเสียงะโของบักแป ขัดจังหวะนั่นเอง
“ได่ ๆ”
ขานรับทั้งรวบกระบอกปีนป่ายขึ้นท้ายเกวียน
จิ้งหรีดเรไรร้องระงม ในคืนเดือนหงาย จันทร์เพ็ญส่องฟ้า
“มึงเป็ผิเลอ?”
ลายสือทักกับท่าทางนั่งหงอย ตื่นกลางดึกดื่น
จะให้มันข่มตาหลับได้อย่างไร เพราะคำพูดจำปายังวนเวียนก่อกวน
“เห็นแล้ว คึสิสู้มึงบ่ได่”
ไม่รู้จะเริ่มต้นประโยคใดบักแประบาย
“เฮากับโตหมู่กัน มีควมได๋กะเว้าสู่ฟังสา”เป็ลายสือเปิดอกยันตัวลุกขึ้น
“จำปามักมึง บ่แม่นกู”
จวบย่างเข้าสู่วัยรุ่น เื่รักใคร่ก่อหัวใจบักแปว้าวุ่น
“กูบ่เคยคึดหยังเลย”
ถือเปิดปากอธิบายลายสือไม่ปิดบัง
ประมวลได้ยินจึงโต้สวน“อีหลีเบาะ?”
ฝั่งเพื่อนลายสือเอ่ยย้ำทวนสติตัวเอง
“ตราบได๋แม่กูยังบ่ซำบาย กูบ่กล้าดึงเผอมาเลี้ยงมาเกียดอก”
ติดเกวียนมาขายเกลือเป็ประจำกับพ่อแม่ บักแปแอบชอบจำปา
“กูเล็งของกูไว้ั้แ่โดน”มันสารภาพรับตรงนี้
“กะเอา ถะแมะ”คำพูดของลายสือยุยงเสียด้วยซ้ำ
“เว้ากันไว้หละเด้อ”ท่าทางบักแปยังวิตก
ให้คำมั่นจนอีกคนคลายกังวล“กูบ่ญาดมึงดอก”
ทั้งตัดบทจบสรุปให้“นอน ๆ อย่าฮำฮีฮำฮอนบักแป”
ไม่มีอะไรติดค้าง ต่างเอนราบพักผ่อนเอาแรงเผื่อไว้พรุ่งนี้
ท่ามกลางแสงสลัว บักแปผุดนึกมโนฝันหวานคนเดียว
“จำปาจังได๋ กะบ่ม้มกูอยู่แล้ว”
...่ลงเดินเท้า“มึงเป็จังได๋?”
สาวจำปาสวมใส่ชุดทะมัดทะแมง ก้าวเคียงถามไถ่เซ้าซี้
“กะอยู่ดีมีแฮงตามเห็น”
วิธีแสดงออกบางทีทำให้อึดอัด ลายสือพูดน้อยมองข้างหน้า
“บักอันหนิ!”กระทืบส้นจำปากิริยาไม่สบอารมณ์
จนคนข้างหลังเอ่ยประชดบักแปแซะกระทบ
“บักลายสือ มันบ่ได่ออนซอนจั๊กเม็ด”
จากแรกดูแคลน มาได้ใจตอนหาญลงสัญญาเป็คนงาน
ขั้นตัดสินด้วยตนเองของมันเอง บักลายสือเหตุผลทำเพื่อแม่
อีกเห็นมุมดีของบักแป ในการไม่ละทิ้งอาสามาด้วยกัน
ทุกอย่างจำปาลดอัตตาเริ่มเข้าหาก่อน
“บ่าวอื่นกูเว้าคำเดียว บ่อึดมาสะออน”
เคืองบ่นพ่นคำใส่บักลายเสือ ที่ไม่สนใจตน
“คึดว่าจะของ คักหลายเนาะ”
มีหวังจากคนยืนใกล้“ลองหันเบิ่งข่อยกะได่”สบโอกาสบักแปเสนอตัว
ค้อนขวับแบะปากประกอบ จำปาอดหัวเราะ
“จ่องก่อง จังมึงนี่เบาะ”
ฉุนขาดตอบโต้“อีแม่ว่ามือสากกะพอแล้ว ผู้หญิงมักม่องนี่”บักแปต่อล้อต่อเถียง
“มึงมัน น้องกูหลายปี”อันจำปาหาข้อติงจนได้
“หรดมีแต่แนวติเนาะ”
เร่งฝีเท้าตามทัน บักแปงอนกับความสาวเมิน
...หนทางถนนรอยเกวียนนำร่อง โดยหัวหน้านายอนันต์ขับให้เมียนั่ง
รวมกองสัมภาระเพื่อหยั่งชีพระยะเดินทาง
แดดเปรี้ยงส่องกบาล เหงื่อไหลไคลย้อย
วัวคู่เหนื่อยล้า จึงสั่งพักบริเวณตลิ่งริมฝั่ง*แม่น้ำมูล
“ผ่านดงขี้เหล็กไป กะขึ้นโคกไข้ส่าให้หาฮากไม้ไว้แหน่เด้อ”
แจ้งต่อกับลูกน้อง เื่หยูกยาแล้วจอดเกวียน
ระยะจอดห่างพอได้พูดคุยกับนางพะวา
“เจ่าว่าคึบ่”
ดูเป็การหารือเพราะลูกสาวอ้าง อยากเรียนรู้นิสัยใจคอคนที่ชอบพอ
“มันยังเด็กน้อยอยู่”
พะวาติดตรงนี้“เบิ่งกันโดน ๆ บ่ได่เบาะ”
นางเบาเสียงพูด“เจ่ากะดายเฒ่า ไผกะสิเว้าพื้น ว่าลูกสาวเฮาเคียว”
“กะเคียวคึเจ่านั่นหละเนาะ จังซั่นกะบ่ได่ข่อยเป็ผัวดอก”
เล่าตามจริง อนันต์สมัยหนุ่มโดนเรียกให้ไปหายามกลางคืนเดือนมืด
เป็พ่อแม่ฝ่ายหญิงเปิดประตูไว้ เบิกทางทำทีเอาเื่งานมาอ้าง
หมากกำลังเคี้ยวถูกคายทิ้ง พะวานั่งชันเข่า
“เว้าหลายผู้บ่าวเก่าข่อย เป็ฮอดคนของหลวงพุ่นเด้อ”
คำเล่าจากนางลักษณะโอ้อวด
อดเคืองไม่ได้ จึงออกอาการประชด
“จังซั่นเจ่ามาเอาหยัง กุลาค้าเกลือซำข่อย”
พะวาเลยเผยกระจ่าง“อีพ่อ อีแม่ยุใส่ซือ ๆ ดอก ข่อยจังได่เอา”
กึ่งประโยคเย้ยหยัน เมื่อฟังดี ๆ
“เซาเว้า สา”
จากที่ปรึกษาพาลจะถกเถียงกัน นายอนันต์พูดปราม
จัดแจงตำหมากยัดเข้าปากใหม่ พะวาเปรยหาลูกสาว
“เห็นอีจำปาทรงสิชังมันแมะ ั้แ่แฮก ๆ”
“เบิ่งบ่ออกซั่นติ เจ่า”
พลางขยับลุกเดิน คานหามคันเกวียนตอกลิ่มให้แ่า
ฉับพลันเปลี่ยนเื่คุย นางพะวาสีหน้าหวั่นลึก ๆ
“สิล้มหายตายจาก ถ่อได๋อีกน้อ?”
ทางนายอนันต์หันมาตอบหน้าตาเฉย
“มันกะขึ้นกับค่าแฮง ก้อนคำ”
ปลายน้ำเสียงคล้ายวอนผัว
“ข่อยว่าบาป บ่แพ้บุญดอกเฒ่า เซาสาเนาะ”
สบจ้องย้ำประเด็น สิ่งที่ทำให้มาถึงขั้นนี้
“กะญ้อนพ่อแม่เจ่านั่นแหล่ว อยากได่หน้าได่ตากับเขยมั่งมี”
สิ่งกระตุ้นกดดัน คือผู้หลักผู้ใหญ่คนรอบข้างซึ่งคาดหวัง
ความละโมบผลักดันทำทุกอย่างได้ ด้วยมุ่งแสวงเงินทองสมบัติ
ให้พอกพูน แม้ว่าผลการกระทำลงมือเปื้อนเืจะผิดมหันต์
ตราชั่งวัดตวงจิตสำนึก กุลาอนันต์ถ่วงดุลตกต่ำ บังเกิดความชั่วเข้าครอบงำ.
*อันชื่อของแม่น้ำสายนี้โดยชาวบ้านในท้องถิ่นใช้คำว่า (มูน)
แปลเป็ภาษาถิ่นเรียกขานหมายถึงทรัพย์สินมีค่าสิ่งควรหวงแหน
ยกเป็มรดกตกทอดจากบรรพบุรุษซึ่งสั่งสมเก็บไว้ให้แก่ลูกหลาน
ต่อมาทางราชการได้กำหนด การออกเสียงตามหลักสากลจึงเปลี่ยนมาสะกดด้วย“ล” (มูล)
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย บทความสาธารณะพื้นฐานทั่วไปสามารถเผยแผ่ได้)