ตอนที่ 3 “กลับดึก”
ไม่ว่าจะเป็เพื่อนฝูงในโรงเรียนที่เข้ามาตีสนิทเอาใจด้วยเป็ลูก ส.ส. คนดัง หรือกระทั่งครูบาอาจารย์ต่างก็รักใคร่เอ็นดูเธอเพราะช่วยกันสั่งสอนดูแลกันมาั้แ่ ม.1 ทำให้ตอนอยู่ในโรงเรียนเธอจึงกลายเป็ดาวเด่น คนหนึ่งไปโดยปริยาย
ทว่าก็มักโดนเขม่นโดยเหล่าครูอันเป็ที่รักอยู่เสมอเพราะเธอเป็หัวโจกทำเื่ก๋ากั่นในโรงเรียนอยู่เป็ประจำและสมรมักถูกเพ่งเล็งเป็พิเศษ ไม่ว่าจะเื่ใดผู้ต้องสงสัยรายแรกหนีไม่พ้น “สมร บัวบูชา”
ชื่อเสียงบารมีของพ่อเธอย่อมผูกติดตัวกับตัวสมรคล้ายดั่งเงาตามตัว หากทำเื่ที่ไม่ดีคนอื่นก็ย่อมรู้ไปทั่ว
ซึ่งมันได้ส่งผลกระทบไปถึงพ่อของเธอทำให้มันกลายเป็เครื่องพันธนาการเธอไปโดยปริยาย…
เวลาทำอะไรผิดแม่สมพรมักตีหน้าเครียดดุด่าเธอ ไม่ว่าจะด้วยการตีก็ดีหรือการสั่งตัดค่าขนม
แต่ทว่าพ่อของเธอก็มักจะหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีและก็แอบมาพูดปลอบใจลับหลังอยู่เป็ประจำ…เนื่องจากไม่กล้าสู้เมีย
ถ้าถูกตัดค่าขนมก็มีพ่อแอบยัดเงินให้อย่างลับๆ เพราะเสมอ ไม่อยากให้ลูกสาว ไม่เป็ตัวของตัวเอง ลำพังแค่แบกชื่อเสียงแบกหน้าของวงตระกูล ก็ทำให้เธออึดอัดจนแทบจะแย่แล้ว
ดังนั้นครอบครัวนี้จึงต้องฟังหลังบ้าน โดยที่มีคุณนายสมพร คอยกำกับและบงการชีวิต นี่ย่อมรวมไปถึงค่าใช้จ่ายของคนในครอบครัว
ทั้งตัวเธอเองก็เป็นักธุรกิจใหญ่ทำหมู่บ้านจัดสรร และแถมยังเป็นายหน้าขายที่ดินอีกต่างหาก
……
ในกลางดึกคืนเดียวกับที่สองสาวสุดแสบปีนรั้วออกไปท่องราตรี
ด้วยความเป็ห่วงเป็ใยลูกสาวของคุณนายสมพรที่เธอเห็นว่าใกล้จะเตรียมสอบเอ็นทรานซ์เพื่อเข้ามหาลัยอยู่รอมร่อ จึงชงนมอุ่น ๆและถือแก้วนมมาให้ลูกสาวสุดที่รักถึงที่
เสียงเคาะประตูดัง “ก๊อก ๆ ๆ” ตามมาด้วยเสียงเรียก “ยัยหมอนนอนหรือยังลูก?”ซึ่งน้ำเสียงฟังดูห่วงหาอาทรเป็อย่างมาก
ทว่ากลับมีเพียงแต่ความเงียบงันที่ตอบกลับมาคุณนายสมพรจึงเอาหูเข้าไปแนบประตู ก่อนจะได้ยินเสียงเพลงที่เปิดบรรเลงไว้
เ้าตัวจึงครุ่นคิดพึมพำกับตัวเอง“พักหลัง ๆ ยัยหมอนชอบเปิดเพลงค้างไว้ และนอนหลับจริง ๆแฮะ”
หล่อนแอบมาเกริ่นๆ บอกว่า “มีงานวิจัยบอกว่า เปิดเพลงฟังตอนนอนมันจะช่วยทำให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น”
ซึ่งสมรก็ได้เอางานวิจัยมาให้แม่สมพรดูโดยเล่นใหญ่ไปหยิบเอางานวิจัยจริง ๆ มาจากห้องสมุดในโรงเรียน เพื่อให้แม่ตนได้ดู แถมยังแอบพูดเปรยๆ ว่า “ถ้าเกิดได้ยินเพลงในห้องไม่ต้องเข้าไปปิดนะแม่ หนูเปิดค้างไว้บางทีก็นอนอยู่”
แม่สมพรจึงครุ่นคิด“ดูท่ายัยหมอนคงจะทำตามครบเลยล่ะมั้ง?”
เมื่อได้ยินดังนั้นคุณนายสมพรก็สองจิตสองใจเพราะนมที่เธอพึ่งชงเสร็จ ยังอุ่น ๆอยู่เลย จึงคิดว่า “ไม่เป็ไรหรอก แค่เดี๋ยวเดียว!” ก่อนจะเริ่มเคาะประตูอีกทีเพื่อปลุกให้ลูกสาวแสนสวยตื่นขึ้นมาจากห้วงภวังค์แห่งเสียงดนตรี
แต่ว่ายืนไปได้สักพักคุณนายสมพรก็คล้ายกับพบกลิ่นผิดปกติ…
“มันจะนอนหลับไม่รู้เื่รู้ราวอะไรขนาดนั้น!?” เมื่อเหล่าบรรดาผู้หญิงหากได้พบกลิ่นผิดปกติ สัญชาตญาณของผู้หญิงก็มักจะยิ่งแล่นเร็วผิดปกติทั้งสมองก็ทำงานได้ไวเป็พิเศษ
เสียงเอ็ดเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ “ยัยหมอน เปิดประตูให้แม่เดี๋ยวนี้นะ!”
พอเห็นท่าไม่ดีด้วยความเป็ห่วงลูกจึงไปเรียกแม่บ้านให้ช่วยเอากุญแจไขเข้าห้องมา!
พอได้กุญแจหล่อนก็ไขเข้ามาทันทีผลก็ปรากฏว่าทุกอย่างถูกจัดวางไว้ ทั้งหนังสือที่กองอยู่บนพื้นและบนโต๊ะทำงานทั้งเสียงเพลงจากวิทยุ หรือกระทั่งเครื่องเล่นเทป
สายตาพิฆาตของคุณนายสมพรกวาดมองไปรอบห้องลูกสาวตัวแสบ มีเพียงหน้าต่างที่ถูกเปิดไว้พร้อมกับบันไดไม้ไผ่ที่พาดมาถึงห้อง…
ทันใดนั้นเธอก็รู้ได้ทันทีว่าลูกสาวตัวแสบต้องแอบหนีไปเที่ยวแล้วแน่ ๆ
“ยัยหมอน!”เสียงกัดฟันกรอด ดังลอดผ่านไรฟันของเธอออกมา
ก่อนที่จะไปะโเรียกปลุกคนในบ้านให้ตื่นขึ้นมาและคนอื่น ๆ ภายในบ้านก็ต่างตื่นขึ้นมา ยามเมื่อได้ยินเสียงะโปลุกของคุณนาย
และก็หลังจากนั้นมาทุกคนก็ถูกไล่ถามกันเรียงคนกระทั่งท่านเสมอ ก็ไม่วายถูกสั่งให้มานั่งรวมตัวด้วย พร้อมทำท่าทางงัวเงีย
หลังจากสอบปากคำเรียงคนทั้งแม่บ้านพ่อบ้าน คนสวนคนขับรถ ก็ปรากฏว่าลูกสาวตัวแสบของเธอวางแผนไว้อย่างดิบดีเที่ยวไปถามคนโน้น หลอกใช้คนนี้ ดูท่าแล้วคงจะไม่ใช่ทำครั้งแรกแน่ ๆ เธอจึงโทรศัพท์ไปที่ศูนย์เครือข่าย
และได้บอกกับโอเปอร์เรเตอร์โดยให้ส่งข้อความไปหาลูกสาวเป็การด่วน ด้วยข้อความที่กระชับจนไม่รู้จะกระชับอย่างไรแล้ว!
“กลับบ้านเดี๋ยวนี้…จากแม่สมพร!”
……
ในขณะที่สมรและเอื้อยกำลังเต้นกันอย่างสนุกสุดเหวี่ยงอยู่
นั่นจึงลืมไปได้เลยว่าจะติดต่อตัวเธอได้ถึงแม้ว่าจะมีเสียงแจ้งเตือน พวกเธอก็ขี้คร้านจะสนใจ เพราะว่าหนุ่ม ๆ ก็มักจะส่งข้อความเข้ามาจีบอย่างนี้เป็ประจำ
อีกอย่างเพียงแค่ลำโพงที่ดังกระหึ่มอยู่ในภายเธคพวกเขาและเธอก็แทบจะะโที่ข้างหู เพื่อจะคุยกันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้ยินเสียงแจ้งเตือน
ขณะที่ข้อความจากแม่สมพรดังขึ้นมันก็เป็่เดียวกันกับที่ ‘เพลงฮิต’ ซึ่งได้นักร้องนำอย่าง “ใหม่ เจริญปุระ”มาขับร้องอย่าง “เพลงกลับดึก” ซึ่งตอนนี้กำลังดังฮอตฮิต ติดลมบนไปทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเปิดไปคลื่นวิทยุไหนก็ต้องมีเพลงนี้แน่นอน!
♪ “กลับดึกอยู่ก็ลึกในซอยเปลี่ยว โดดเดี่ยว ดึกอย่างนี้ไม่มีผู้คน…เดินเข้าไป หัวใจจะหล่น ถ้าคอยกังวลอยู่อย่างนี้ ทุกทีคงแย่” ♪
ชุดสะท้อนแสงของสมร…ยามเมื่อมีแสงไฟสาดตกมากระทบเธอย่อมกลายเป็ที่จับตามองของบรรดาหนุ่ม ๆ ที่กำลังเต้นอยู่บริเวณรอบฟลอร์ไปโดยปริยาย
เอื้อยยกมือป้องหูเพื่อนก่อนที่จะพูดะโเสียงดัง แข่งกับเสียงเพลง ที่ศิลปินกำลังร้องสดอยู่บนเวที“นี่ยัยหมอน พวกหนุ่มกลุ่มนั้นดูท่าจะเล็งแกไว้อยู่นะ!”
สมรปรายตาไปมองนิดหน่อยก่อนจะตอบเพื่อนไปว่า “ไม่เอาอะ ไม่ใช่ทางฉันว่านะเรามาเต้นกันให้สนุกสุดเหวี่ยงไปเลยดีกว่า!”
ระหว่างที่เต้นๆ กันอยู่มีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน มาขอเบอร์เพจเจอร์ของเธอไม่ใช่น้อยส่วนเอื้อยก็เป็เช่นเดียวกัน
ทำให้ตอนนี้ทั้งคู่จะให้เฉพาะกับคนที่พวกเธอถูกใจเท่านั้นไม่ได้ให้มั่วซั่ว มิเช่นนั้นคงรับข้อความไม่หวั่นไม่ไหว
ขณะที่พี่ใหม่ร้องเพลงกลับดึกจบนักดนตรีก็เริ่มเล่น “เพลงควักหัวใจ” ที่ทุกคนพากันร้องตามกันได้ทั่วบ้านทั่วเมืองโดยเฉพาะตอนเตรียมกำลังจะเข้าท่อนฮุก ก็พากันยืนเป็แถว ก่อนที่จะสามัคคีกันเต้น พร้อมกับร้องออกมาดังลั่นสนั่นร้าน
เดอะพาเลซหรือเธคอื่น ๆ กลายเป็แหล่งประชาสัมพันธ์เพลงใหม่ของค่ายเพลงไปโดยปริยายนอกจากฟังผ่านวิทยุแล้ว เนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นที่รวมตัวอยู่ที่แห่งนั้น ๆนั่นมีมากและเป็กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด
……
หลังจากได้เวลา“สโลว์ซบ” ซึ่งทางดีเจก็จะเริ่มเปิดเพลงช้า ๆ เบา ๆให้เหล่าบรรดาชายหนุ่มหญิงสาวพากันมาเต้นบนฟลอร์ คลอเคลียกันไปมามองดูแล้วเป็ที่อิจฉาตาร้อนมิใช่น้อย
่เวลาในจังหวะนี้แต่สำหรับเหล่าคนโสด มันกลับกลายเป็ภาพที่บาดตาบาดใจเป็อย่างยิ่ง!
ทางคุณหนูหมอนและคุณหนูเอื้อย สองสาวผู้ก๋ากั่น ก็ได้พากันเดินออกมานอกร้านแล้วเพราะหากว่าช้ากว่านี้ มีหวังได้เจอพวกสิงห์นักบิดที่พากันมาปิดถนนใน่คืนวันศุกร์ – เสาร์ ซึ่งมักถูกผู้คนเรียกว่า “วิภาวดีเซอร์กิต”เพราะมันไม่ต่างจากสนามแข่งรถเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นจึงรีบหาทางกลับบ้านก่อนไม่เช่นนั้นเดี๋ยวจะได้อยู่ยาว
เพราะพวกคนที่พากันมายืนดูก็มีไม่ต่ำกว่าหลักร้อยยิ่งหลังเที่ยงคืนอาจถึงหลักพันหลักหมื่นนั่นก็เป็ไปได้จึงทำให้ทั้งสองต้องเดินเบียดเสียดกันออกมา
ก่อนจะเดินไปที่จุดนัดพบกับลุงขับแท็กซี่ในที่ประจำซึ่งพวกเธอเคาะกระจกเรียก ‘ลุงกิต’ ที่นอนหลับอยู่บนรถ เพื่อปลุกอีกฝ่าย
“ลุงกิต…ตื่นได้แล้ว”เสียงเคาะกระจกดังขึ้น “ก๊อก ๆ”
ทำเอาคนขับแท็กซี่วัยกลางคนสะดุ้งตื่นก่อนหันไปมองคุณหนูทั้งสอง “ขึ้นมาเลยครับคุณหนู…” เขาเหลือบมองนาฬิกา“จะว่าไปรักษาเวลาดีเหมือนกันนะเนี่ย!” ลุงกิตเอ่ยปากชม
เอื้อยพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ“งั้นรีบกลับบ้านเลยนะลุง เดี๋ยวพ่อกับแม่รู้เื่เข้างานเข้าฉันกับยัยหมอนเป็แน่!”
“ปัดโถ่!แกจะไปกลัวอะไรนักหนา…ยัยเอื้อย” สมรพูดเหน็บเพื่อน
ก่อนที่จะหยิบเอาเพจเจอร์มาเลื่อนอ่านข้อความที่พวกบรรดาหนุ่มๆ พากันส่งมาหากันเพียบ เธอเลื่อนข้อความอ่านแบบไม่เร่งรีบ
บางคนก็ส่งข้อความมาจีบผ่านบทกลอนของ “หนังสือใยไหม” หรือบางคนก็ขอนัดกินข้าว ชวนไปดูหนังพอเธอเลื่อนข้อความไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ค้างอยู่ที่ข้อความหนึ่ง
เมื่อได้เห็นข้อความนี้เข้าใบหน้าของเธอในตอนนี้จึงซีดเป็ไก่ต้ม เธอเริ่มมีอาการช็อก
“เฮ้ยแก…วันนี้สนุกดีวะอาทิตย์หน้าพวกเรามากันอีกดีมั้ย!?” เอื้อย เอ่ยปากถามขึ้น
แต่ทว่าเอื้อยกลับไม่ได้ยินเสียงตอบกลับอย่างที่ควรจะเป็ จึงได้แต่เหลือบมองไปที่เพื่อนรักซึ่งกำลังนั่งหน้าซีด ทั้งมือและปากก็สั่นเทิ้มอย่างที่หาได้ยาก