ตอนที่ 9: ซ้อมรบป่วนประสาท
ฝุ่นดินทรายสีส้มหนาทึบพัดฟุ้งตลบอบอวลลอยม้วนตัวคว้างไปทั่วบริเวณลานดินฝึกซ้อมรบกว้างใหญ่ ซึ่งรอบด้านถูกล้อมกั้นปิดล้อมไว้ด้วยรั้วไม้ไผ่ป่าเสียบปลายหนามแหลมคมรอบทิศทางของค่ายลี้ภัยทุรกันดารอันเงียบสงบปนหวาดระแวงภัยศึกสงคราม เสียงกระทบกระทั่งของดาบไม้พลองฝึกซ้อมและไม้พะยูงเก่าปะทะกันดัง *ปึก! ปั่ก!* กังวานสะท้อนก้องทั่วผืนชายป่าลึกเป็นระยะ ท่ามกลางสภาพแสงแดดแผดเผาร้อนระอุแรงกล้าช่วงเที่ยงวันส่องกระทบแผ่นอกแกร่งและหัวไหล่เปลือยคร้ามแดดชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อไคลของเหล่าบุรุษทหารบ้านพรานป่าที่พยายามฝึกซ้อมท่ามวยรบ ทว่ากระบวนท่ารำดาบและการกวัดแกว่งไม้ของพวกเขากลับดูเก้ๆ กังๆ อ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ขาดทักษะพละกำลังที่จะใช้ต้านรับศึกทหารแคว้นพยัคฆ์ทมิฬที่เป็นหน่วยรบมืออาชีพได้อย่างแท้จริง จนเป้าเฝ้ามองลอบประเมินสถานการณ์ด้วยใจคอที่ค่อนข้างหวั่นวิตกกลัวค่ายป่าจะแตกกระเจิงในศึกแรก
เป้าก้าวเท้าเดินลากขาอมยิ้มกริ่มกวนประสาทสตรีและผู้คน รอยนิ้วมือห้านิ้วสีแดงเข้มจากฝ่ามือตบพิฆาตแก้เขินอายปนเดือดของแม่หญิงชงโคยังคงปรากฏเด่นชัดช้ำแดงเด่นเป็นสง่าอยู่บนซีกแก้มซ้ายหนาหนั่น ทว่าขุนศึกปากแจ๋วเป้าตุงหาได้มีความรู้สึกเข็ดหลาบหรือยำเกรงบารมีลูกสาวผู้ใหญ่บ้านไม่ เขากลับเดินก้าวเท้ากำยำรุดตรงเข้าหาแม่หญิงคนสวยจอมหยิ่งยโสหน้าคมเฉี่ยวสไตล์ไทยโบราณที่บัดนี้กำลังยืนถือดาบไม้เนื้อแข็งด้ามยาว คอยสั่งการคุมงานฝึกซ้อมอาวุธรบของกลุ่มทหารบ้านหนุ่มฉกรรจ์อยู่ข้างขอบลานดินกว้างด้วยแววตาเคร่งเครียดปนอารมณ์สั่นไหวหวั่นสะท้านที่เพิ่งโดนปลอบประโลมปลดล็อกจิตใจเมื่อครู่สายสาย
ชงโคเหลือบสายตาคมเฉี่ยวมาเห็นรอยตบสีแดงเข้มเด่นชัดห้านิ้วบนซีกแก้มซ้ายของเป้า หล่อนก็แสร้งสะบัดใบหน้างามหนีแอบอมพะนำขมวดคิ้วแน่นเพื่อระงับอารมณ์สับสนวุ่นวายใจและกลบเกลื่อนความเขินอายร้อนระอุเมื่อสายตาคมเข้มสบประสานกัน ทว่าเป้ากลับใจกล้าบ้าบิ่นก้าวเดินเข้าไปประจันหน้าหล่อนในระยะประชิด ยกมือสองข้างขึ้นพนมไหว้ทักทายกะล่อนทะเล้นพ่นน้ำเสียงใสซื่อกวนประสาทสตรีอย่างเปิดเผย
“แม่หญิงชงโคคนดีของค่ายจ๋า... แก้มซ้ายของพี่เป้ายังมีรอยรักรอยตบฝ่ามือพิฆาตสีแดงๆ ของแม่หญิงติดแน่นหนานุ่มชะมัดยาดเลยจ้ะ ช่างอุ่นระทวยชื่นอกชื้นใจเหลือหลายปานดนตรีปี่พาทย์บรรเลง วันนี้พวกพี่ๆ ทหารบ้านซ้อมดาบซ้อมรบกันดูเหนื่อยล้าอิดโรยไร้กำลังศึกปานนี้ พี่เป้าเห็นแล้วรู้สึกกังวลใจและเวทนาแทนยิ่งนักจ้ะ เลยขอเสนอตัวอาสาเป็น ‘กระสอบทรายมนุษย์มีชีวิต’ เป็นคู่ฝึกพิเศษรับกระแทกตีนให้แม่หญิงชงโคและพี่ๆ ทหารบ้านได้ฟาดฟันเตะต่อยตีกระแทกกระทุ้งทดลองกำลังรบจริงใส่ร่างกายข้าให้เต็มคราบเต็มเหนี่ยวเลยดีไหมจ๊ะ? พี่เป้าคนดีอยากช่วยปั๊มกำลังศึกและฝึกฝนให้ค่ายเราแข็งแกร่งรอดชีวิตจ้ะ รับรองไม่บ่นสักแอะ!”
ได้ยินวาจายียวนกวนประสาทป่วนอารมณ์สะดุดหูปานนั้น ชงโคพลันแสยะยิ้มมุมปากบางๆ แววตาสวยคู่คมฉายประกายแวววับดุร้ายระคนเจ้าเล่ห์ หล่อนนึกหมั่นไส้อยากลงมือสั่งสอนและทรมานไอ้หนุ่มกะล่อนเป้าโตคนนี้ให้หายปากเก่งหลุดคำพูดเลอะเทอะลามปามเสียที จะได้รู้ว่างานรบงานศึกมิใช่เรื่องล้อเล่นเล่นลิ้นหยอดคำหวาน แถมพวกไอ้ศรและลูกน้องนักเลงกลุ่มใหญ่ที่แอบซุ่มดูอยู่ขอบรั้วก็พากันยืนรอดูกลืนน้ำลายหวังเห็นเป้าโดนแม่หญิงชงโครุมทุบตีให้ปางตาย
“ดี! ในเมื่อเจ้าหนังเหนียวหน้าด้านปากเก่งเสนอหน้าอยากเจ็บตัวปานนี้ ข้าก็ยินดีจัดให้สมดังปรารถนา! ทหารบ้านทั้งหมดหยุดมือซ้อมก่อน! วันนี้เรามารุมซ้อมศึกยำตีนกับคู่ฝึกพิเศษผิวหนาคนนี้กัน!”
สิ้นเสียงคำสั่งหวานเฉียบแกมสะใจสะดุดขวัญทหารบ้าน ชงโคเงื้อดาบไม้เนื้อแข็งหนาพะยูงเก่าโบราณในมือขึ้นสูงเหนือหัวจนผ้านุ่งโจงกระเบนบีบรัดแน่นตึงเน้นสัดส่วนสะโพกอวบกลม แล้วหวดฉับกระแทกลงมากลางยอดไหล่ซ้ายของเป้าอย่างรวดเร็วสุดแรงเกิดเสียงดังสนั่น *ปึก!*
แรงฟาดสะท้านส่งผลให้แรงสั่นสะเทือนกระจายผ่านบ่าหนาเป้าต้องสะดุ้งตัวไหล่ทรุดฮวบลงก้าวหนึ่ง ทว่าขุนศึกปากแจ๋วหาได้ถอยหนีหรือครางร้องโอดครวญไม่ เขากลับกลืนน้ำลายข่มความเสียวแปลบและเสียงกระดูกลั่นเบาๆ แล้วแสยะยิ้มกว้างกวนโทสะจับจ้องมองใบหน้าคมสวยของชงโคที่บัดนี้ขยับกายเข้าใกล้จนได้กลิ่นหอมดอกสมุนไพรป่าจางๆ จากผิวแก้มงาม ยามหล่อนเงื้อดาบไม้ฟาดเตะเป้าแกล้งเอ่ยปากแซวสัดส่วนเรือนร่างส่วนโค้งเว้าของนางและทรวงอกอวบอัดที่เบียดรัดแน่นสั่นไหวตามน้ำหนักการหวดตีอย่างเปิดเผยและโล่งตา
“โอ้ขุนพระช่วย... ดาบไม้ของแม่หญิงชงโคช่างมีแรงหนักหน่วงดีจริงจ้ะ แต่อกตึงอวบอิ่มแน่นเต่งตึงของแม่หญิงยามกวัดแกว่งดาบฟาดตีนี่สิ ช่างดึงดูดสายตาและชวนใจพี่เป้าสั่นระทวยวาบหวามหวั่นไหวเสียยิ่งกว่าแรงดาบไม้เสียอีกนะจ๊ะคนสวย แก้มแดงๆ ยามเดือดดาลโกรธจัดของเจ้าช่างหวานละมุนน่ารักน่ากอดประคองเข้ากระท่อมร้างท้ายสวนสมุนไพรชะมัดยาดเลยจ้ะ หวดกระแทกเตะลงมาอีกสิจ๊ะพี่เป้ายังทนตีนทนดาบได้เสมอนะจ๊ะ!”
“ไอ้คนลามกจังไรหน้าด้านเก่งลิ้น! ปากเสียกวนกูดักล่วงเกินลามปามไม่เลิก! วันนี้กูจะฟาดปากมึงให้ฟันร่วงหมดปาก ทหารบ้าน... ลุยฟาดมันกระหน่ำอย่าให้มันได้พ่นน้ำลาย!”
ชงโคลมออกหู เส้นอารมณ์ความอดทนสะบัดขาดสะบั้นด้วยความโกรธปนเขินอายสะเทิ้นขีดสุด หล่อนกระหน่ำฟาดดาบไม้เนื้อหนาใส่แผ่นอก แผ่นหลัง สีข้าง และเตะอัดเข้าหน้าท้องเป้าอย่างดุดันป่าเถื่อนไร้ความปรานี เสียงดาบไม้หวดกระทบเนื้อหนาเป้าดัง *ปึ้ง! ปั่ก! ปึ้ง!* ดังลั่นสะท้านลานดิน ทหารบ้านคนอื่นๆ เห็นแม่หญิงของค่ายเดือดพล่านฟิวส์ขาดระบายอารมณ์ใส่เป้าอย่างบ้าคลั่ง ก็พากันจับดาบไม้พลองไม้สู้รบกวัดแกว่งปราดกรูกันเข้าร่วมวงรุมสหบาทายำตีนและเตะต่อยหวดเป้าจากทุกทิศทางจนฝุ่นทรายสีส้มม้วนหนาลอยคลุ้งบดบังร่างคนจนมิดชิดมองไม่เห็นหัวคน
เป้ากางแขนยอมรับแรงกระแทกความเจ็บปวดกระดูกและกล้ามเนื้อลั่นเปรี๊ยะๆ สะสมแต้ม EXP เต็มเปี่ยมอย่างพึงพอใจ ทว่าภายใต้ฤทธิ์เดชของกายเหล็กไหลที่กำลังพัฒนาสะสม คลื่นความเสียหายแปรเปลี่ยนเป็นพลังสมานกล้ามเนื้อกลั่นเป็นน้ำประสาทสมานตัวให้แกร่งกล้าตึงแน่นเหนียวยิ่งขึ้น
*ติ๊ง!*
*ติ๊ง!*
เสียงสัญญาณเตือนกระดิ่งระบบดังระรัวถี่ยิบแสดงข้อมูลทองคำสีเรืองรองในสมองเป้ากวนโอ๊ยปนความสะใจลึก
**[ ติ๊ง! ยินดีด้วย โฮสต์ผ่านการรุมฝึกฝนสหบาทาของชงโคและทหารบ้านแล้ว! ร่างกายสะสมความช้ำหนาเนื้อเหนียวทะลวงขีดจำกัด! ]**
**[ ปลดล็อกความสามารถ: ทะลวงก้าวสู่ ‘กายาเหล็กไหล ขั้นที่ 5’ อย่างเป็นทางการแล้วจ้า! ]**
**[ รายงานระบบ: แต้มความทนมือทนตีน: 260/300, พละกำลัง: 3.5 ชั่ง, แต้มระบบโบราณ: 300 แต้ม ผิวหนังหนาแน่นทนทานราวกระดองแรดแดดเดียว ดาบไม้หวดแทบไร้รอยแตกแยกเนื้อแล้วจ้า สะใจจริงนะโฮสต์คริๆ! ]**
เป้าเบ่งกล้ามท้องแข็งตึงเปรี๊ยะปานแผ่นเหล็กกล้าต้านรับแรงดาบไม้หนาของชงโคที่ฟาดลงมากลางอก แผ่นเนื้อสะท้อนพลังส่งแรงกลับไปส่งผลให้ดาบไม้พะยูงเก่าหักสะบั้นออกเป็นสองท่อนกระจายเกลื่อนดินดังก้องลานฝึก ทำเอาพวกทหารบ้านและคนรุมยำพากันหวาดตระหนกตกใจผงะหงายล้มคว่ำกลิ้งไปตามๆ กันด้วยความกลัวอาถรรพ์และทึ่งในวิชาคงกระพันชาตรีหนังเหนียวขั้นสุดของเป้า
ทหารบ้านทุกคนยืนหอบหายใจรวยรินเนื้อตัวสั่นเทิ้มด้วยความเหนื่อยอ่อนและตื่นตะลึงในความหนังเหนียวทนทานทรามตีนของเป้า ดาบไม้รุมฟาดพลองไม้รุมตีปานนั้นแต่เป้ากลับไร้แผลแตกช้ำเลือด มีเพียงรอยผิวหนังแดงปนฟกช้ำบางเบาที่กำลังจางหายสมานตัวรวดเร็วสนิทต่อหน้าต่อตาผู้คน
ชงโคยืนหอบสะท้านโยนร่างสะโอดสะอง ทรวงอกกลมกลึงเต่งตึงกระเพื่อมขยับขึ้นลงถี่ยิบ หล่อนปล่อยเศษด้ามดาบไม้หักร่วงหล่นลงดิน จ้องมองแผ่นอกกำยำล่ำสันไร้รอยยับเยินของเป้าที่ยืนเด่นยิ้มเป้าตุงส่งตาหวานมาให้ แววตาคมเฉี่ยวของแม่หญิงพลันแฝงประกายทึ่งปนชื่นชมสวาทความแกร่งแบบแมนๆ ในใจลึกๆ อย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มผู้นี้ช่างมีความถึกบึกบึนแกร่งแท้คู่ควรแก่การพึ่งพิง
เป้าอ้าแขนยิ้มปากแจ๋วกำลังจะขยับกายเข้าไปเอ่ยปากแซวหยอกเย้าหล่อนต่อ “แม่หญิงชงโคเหนื่อยซ้อมแล้วรึจ๊ะ? มามะ... ให้พี่เป้าอุ้มกอดปลอบประโลมซับเหงื่อกายให้อุ่นชื่น...”
ทว่า ในเสี้ยววินาทีวิกฤตนั้นเอง!
“แม่หญิง! แม่หญิงชงโค แย่แล้วโว้ยศึกมาถึงค่ายแล้ว!”
เสียงร้องตะโกนโหวกเวกลนลานดังลั่นมาจากหน้าด่านปากทางเข้าค่ายป่า ทหารยามระวังภัยคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบคลุกฝุ่นโคลนเข้ามาล้มลื่นไถลฟุบลงแทบเท้าชงโค ร่างกายของมันมีแผลถากลึกจากลูกศรธนูสีแดงโลหิตไหลเยิ้มชวนตระหนกขวัญเสีย ยืนยันว่าภัยจากศัตรูแคว้นพยัคฆ์ทมิฬมาเยือนจริง
ชงโคสะดุ้งตัวโยนรีบก้มพยุงทหารยามถามด้วยความกังวลและใบหน้าซีดเผือด “เกิดศึกอันใดขึ้น! พูดมาเดี๋ยวนี้!”
ทหารยามหอบหน้าซีดชี้มือสั่นเทิ้มไปยังผืนป่าทึบชายค่าย “พวกทหารลาดตระเวนแคว้นพยัคฆ์ทมิฬประมาณห้าหกนาย บุกทะลวงแนวป่ามุ่งตรงมาโรงเก็บเสบียงย่อยชั้นนอกแล้วจ้ะแม่หญิง! พวกมันกำลังเตรียมจุดไฟเผาคลังเสบียงค่ายเราแล้ว เพื่อตัดกำลังเสบียงรบของพวกเราทั้งหมด!”
สิ้นเสียงแจ้งศึก บรรยากาศทั่วลานซ้อมพลันเกิดความโกลาหลตึงเครียดขึ้นมาทันใด ชาวบ้านวิ่งหนีขวัญบินตกใจร้องระงม ชงโคหน้าซีดเผือดสั่งทหารบ้านให้คว้ามีดพร้าขัดขืนต่อสู้ ขณะที่เป้าแววตาสลับเปลี่ยนเป็นคมปลาบจริงจังขยับกำปั้นคาดด้ายดิบแดงเตรียมพุ่งทะยานลุยศึกกู้ภัยสตรีและปกป้องเสบียงของค่ายทันทีอย่างห้าวหาญ!
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)