หยางเถาอวี้ค่อยๆตักโจ๊กขึ้นดื่มอย่างประวิงเวลาทั้งๆที่ในถ้วยมีน้ำโจ๊กอยู่เพียงสามสี่ช้อนเห็นจะได้ นางแอบกังวลไม่น้อยที่ต้องไปพบผู้ใหญ่บ้านเวลานี้ยังไม่มีข้อมูลในหัว หากมีพิรุธจะไม่เป็การดีสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ที่นี่
‘ทีเจวันหมู่บ้านหนิวน่าจะยังอยู่ในรัศมีการสแกนของนายพอจะตรวจสอบได้ไม๊ว่ามีหนังสืออะไรอยู่บ้างในหมู่บ้าน ถ้ามีก็รีบสแกนเก็บมาให้ที’
‘รับทราบครับเ้านาย’ใช้เวลาชั่วน้ำเดือดทีเจวันก็ถ่ายโอนข้อมูลจำนวนหนึ่งเข้ามาในหัว
‘ในหมู่บ้านมีหนังสืออยู่เพียงน้อยนิดมีเพียงบ้านเดียวที่มีหนังสือเก็บไว้จำนวนมากกว่าหลังอื่น ผมเดาว่าน่าจะเป็ที่อยู่ของผู้ใหญ่บ้าน’
‘อืม ขอบใจนะ’ หยางเถาอวี้ย่อยข้อมูลและวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว
ข้อมูลส่วนหนึ่งเป็ประวัติของเมืองน่านจิงกล่าวว่าเมืองน่านจิงอยู่บนแผ่นดินชิงหลงซึ่งปกครองโดยราชวงศ์ชื่อเดียวกันมีเมืองหลวงชื่อเมืองเกาเทียน ยังมีรายละเอียดระบุถึงจำนวนหมู่บ้านอำเภอภายในเมืองน่านจิง รายชื่อเ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการปกครองในแต่ละระดับแต่ละเขตน่าเสียดายที่ผู้ใหญ่บ้านไม่มีบันทึกประวัติเมืองซุยที่หยางเถาอวี้อ้างถึงเอาไว้คงเป็เพราะที่นี่เป็เพียงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เกี่ยวกับที่มาของนางยังคงต้องมั่วนิ่มอย่างเดียวไปก่อนแต่ก็ดีอย่าง ถ้าไม่มีบันทึกความเป็ไปได้ที่จะมีคนรู้รายละเอียดของเมืองซุยก็ควรน้อยลง
ข้อมูลส่วนหนึ่งบันทึกอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างมูลค่าผลึกลมปราณกับค่าเงินธรรมดาสำหรับชาวบ้านทั่วไปที่นี่ใช้เงินอีแปะ ตำลึงเงินและตำลึงทอง โดย 1000อีแปะหรือเงินก้วน 1 พวงเท่ากับ 1 ตำลึงเงิน 10 ตำลึงเงินเท่ากับ1 ตำลึงทอง นอกจากนี้ยังสามารถนำผลึกลมปราณระดับต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกันได้อีกด้วยหยางเถาอวี้เห็นอัตราแลกเปลี่ยนนี้แล้วให้รู้สึกอยากจะเป็ลมตกลงที่นี่คือโลกฝึกลมปราณหรือว่าโลกขูดเืปูกันแน่เนี่ย เลขศูนย์เหตุใดจึงนับแทบไม่ถ้วนปานนี้มิน่าในนิยายจีนผู้คนถึงต้องมีสำนักเพื่อส่งเสริมการฝึกยุทธ์ ถ้าคิดจะหาผลึกลมปราณด้วยตนเองชาตินี้อาจไม่มีหวัง
ผลึกหยกทอง = 10,000,000,000 ตำลึงทองหรือ 10 ผลึกหยกเงิน
ผลึกหยกเงิน = 1,000,000,000 ตำลึงทองหรือ 10 ผลึกหยกแดง
ผลึกหยกแดง = 100,000,000 ตำลึงทอง หรือ10 ผลึกหยกม่วง
ผลึกหยกม่วง = 10,000,000 ตำลึงทอง หรือ10 ผลึกหยกน้ำเงิน
ผลึกหยกน้ำเงิน = 1,000,000 ตำลึงทองหรือ 10 ผลึกหยกคราม
ผลึกหยกคราม = 100,000 ตำลึงทอง หรือ10 ผลึกหยกเขียว
ผลึกหยกเขียว = 10,000 ตำลึงทอง หรือ10 ผลึกหยกเหลือง
ผลึกหยกเหลือง = 1,000 ตำลึงทอง หรือ10 ผลึกหยกส้ม
ผลึกหยกส้ม = 100 ตำลึงทอง
ถัดจากเื่เงินๆทองๆ ก็เป็บันทึกการปกครองประจำหมู่บ้านซึ่งแยกยิบย่อยไว้หลายอย่างในบันทึกระบุถึงที่ดิน ผู้ถือครอง การซื้อขายที่ดิน อาชีพของประชาชนแต่ละคนแต่ละครัวเรือนในหมู่บ้านผลผลิตของแต่ละครอบครัว จำนวนภาษีที่ต้องจ่ายตามสัดส่วนผลผลิตเข้าหลวง ประวัติคดีความต่างๆเป็ต้น ผู้ใหญ่บ้านคงต้องนำบันทึกเหล่านี้ส่งขึ้นไปยังอำเภอตงอวิ๋นจึงได้มีการเขียนรายละเอียดแจกแจงอย่างครบถ้วนหยางเถาอวี้ยังค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจของครอบครัวยายจางซิ่วิในบันทึกคดีความอีกด้วย
ในบันทึกกล่าวว่าจางเช่อและบุตรชายจางเจียง เดินทางไปขายผลผลิตทางการเกษตรในอำเภอตงอวิ๋นระหว่างทางกลับบ้านถูกโจรดักปล้นจนเสียชีวิต ภรรยาของจางเจียงหรือก็คือลูกสะใภ้ของนางจางซิ่วิตรอมใจตายตามสามีไปในเวลาต่อมาน้องชายของจางเช่อชื่อว่าจางฉินขึ้นเป็ผู้นำตระกูลและกำหนดให้นางจางซิ่วิพร้อมหลานชายย้ายออกจากบ้านตระกูลจางไปอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านแทนปีที่แล้วหลานชายของยายจางที่ชื่อจางเหยาเดินทางเข้าไปเก็บสมุนไพรในป่าและถูกสัตว์อสูรฆ่าตายแต่หาศพไม่พบ
เมื่อรับรู้ถึงรายละเอียดแล้วก็อดที่จะรู้สึกทั้งใทั้งสงสารยายจางมิได้คนใกล้ชิดในครอบครัวตกตายกันไปหมด แล้วเหตุใดผู้นำตระกูลคนใหม่จึงต้องสั่งให้ยายจางย้ายออกจากบ้านตระกูลจางเื่นี้เห็นทีจะต้องขยาย...
เมื่อย่อยข้อมูลเสร็จสิ้นหยางเถาอวี้จึงลุกขึ้นนำหม้อดินรวมถึงถ้วยชามทั้งของตนและของยายจางไปล้างให้เรียบร้อย
“เอาละนี่ก็เพิ่งจะเข้ายามเซิน1 มาไม่นานเดินไปเดินกลับแค่ประเดี๋ยวเดียวไม่มืดค่ำเกินไป พวกเรารีบไปแจ้งท่านผู้ใหญ่บ้านกันเถอะเผื่อท่านจะมีข่าวคราวของขบวนสินค้าจากบ้านเ้า”
“เ้าค่ะท่านยาย”หยางเถาอวี้เข้าไปช่วยประคองยายเจียงและพากันเดินออกจากบ้านไป
เนื่องจากบ้านป้าจางอยู่บนพื้นที่เนินซึ่งสูงกว่าตัวหมู่บ้านเล็กน้อยระหว่างทางเดินเข้าหมู่บ้านหยางเถาอวี้จึงมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกลออกไปได้อย่างชัดเจนพื้นดินบริเวณนี้ตลอดจนเลยหมู่บ้านออกไปมีความอุดมสมบูรณ์ดี ไกลออกไปริบๆทางซ้ายมือของตัวหมู่บ้านเป็พื้นที่นากว้างขวางมีคันนาตัดแบ่งพื้นที่ออกเป็ส่วนย่อยๆ แลดูเป็ระเบียบสวยงาม
“ท่านยายเ้าคะเหตุใดท่านจึงมาอาศัยอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านตามลำพังเช่นนี้เ้าคะ”งานเผือกต้องมาเมื่อมีจังหวะ
“เฮ่อว่าไปแล้วเื่มันยาว เดิมทีสามีข้าเป็ผู้นำตระกูลจาง ต่อมาเมื่อสามีกับลูกชายลูกสะใภ้ข้าเสียชีวิตอาเหยาหลานชายข้ายังเด็กเกินไป แม้จะเป็ทายาทโดยชอบธรรม แต่ก็ถูกน้องชายของสามีแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลไปโดยความเห็นชอบของเหล่าผู้าุโด้วยเหตุผลว่าหลานชายข้าไม่สามารถทำประโยชน์แก่ตระกูลได้อีกทั้งพวกเขายังตั้งข้อรังเกียจ กล่าวหาว่าพวกข้าเป็ตัวซวยจึงขับไล่ข้ากับหลานชายออกมาอยู่กันตามลำพังเช่นนี้แหละ ยิ่งหลานชายข้ามาหายตัวไปอีกพวกเขาก็ยิ่งรังเกียจข้า”
“ไม่มีเหตุผลเอาซะเลยแถมยังไร้น้ำใจยิ่งนัก” ั้แ่เกิดกระทั่งหลุดไปโลกมนุษย์หยางเถาอวี้ได้พบเจอแต่คนดีมีน้ำใจ ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่นางได้เจอเื่แย่ๆ ในชีวิตจริงเหมือนอย่างที่อ่านพบในนิยายหรือที่ดูในละครพวกแย่งสมบัติชิงรักหักสวาท
“ท่านป้าเ้าคะปกติหมู่บ้านที่อยู่ติดป่าอสูรจะต้องคึกคักไปด้วยพ่อค้าหรือพวกนักล่าอสูรถึงจะถูกเหตุใดหมู่บ้านนี้จึงไม่เป็เช่นนั้นล่ะเ้าคะ”
“ก็มีเหตุผลหลายประการอยู่อย่างแรกคือที่หมู่บ้านแห่งนี้ขาดแคลนผู้มีพร์ทั้งด้านพลังธาตุและพลังปราณดังนั้นจึงไม่มีผู้ฝึกปราณอยู่เลย ไม่มีกระทั่งนักยุทธ์ด้วยซ้ำ อย่างที่สองเป็เพราะเดิมทีพื้นที่บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ชาวบ้านยืดอาชีพทำนาทำไร่เป็หลักก็เพียงพอต่อการเลี้ยงชีวิตแล้วจึงไม่ค่อยอยากเข้าไปเสี่ยงอันตรายในป่า อย่างสุดท้ายก็เป็เพราะว่าทำเลทางเข้าป่าที่ดีที่สุดอยู่ที่เมืองเส้าทางทิศใต้ส่วนป่าที่อยู่ติดกับหมู่บ้านเรานั้น หากเดินลึกเข้าไปอีกสักหน่อยก็จะเจอเข้ากับหน้าผาสูงชันแล้วจึงเป็อุปสรรคต่อการเข้าไปสำรวจลึกๆ”
“ท่านป้าแล้วท่านดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรตัวคนเดียว”
“ถึงแม้บ้านจางจะใจร้ายกับข้าและอาเหยานักแต่ทุกปีก็ยังแบ่งข้าวสารมาให้ข้ากับหลานหนึ่งกระสอบ”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้แต่ข้าวแค่หนึ่งกระสอบจะรับผิดชอบปากท้องของคนถึงสองคนไปตลอดปีได้อย่างไรกัน”หยางเถาอวี้สงสัย เมื่อครั้งที่อยู่กับยายเอียด ในยุ้งฉางมีกระสอบข้าวตั้งไว้เป็สิบกระสอบยายเอียดเล่าว่าปีๆ หนึ่งสำรองข้าวที่เกี่ยวได้จากนาไว้ราวสิบกระสอบส่วนที่เหลือขายไปเป็รายได้
“ข้าวกระสอบเดียวย่อมไม่เพียงพอจริงๆปกติข้ากับอาเหยาจึงต้องไปเก็บผักหญ้าตามชายป่าอสูร ถึงแม้จะหาได้ไม่แน่ไม่นอน แต่มันก็ยังพอประทังชีวิตเราสองคนยายหลานไปได้บ้างจนกระทั่งเมื่อปีก่อน...”
“ท่านยายผู้อื่นกล่าวว่าหลานชายท่านตายไปแล้ว แต่ท่านไม่ยอมปักใจเชื่อใช่หรือไม่”หยางเถาอวี้เอ่ยถาม
“ใช่แล้วตราบใดที่ข้าไม่ได้เห็นศพเขา ข้าจะไม่ยอมหมดหวังเด็ดขาดจะว่าข้าดื้อรั้นโง่งมก็ได้ แต่นี่คือความหวังเดียวที่ช่วยให้ข้ายังยอมมีชีวิตอยู่”ยายจางผงกหัวรับ
“ท่านยายอาจคิดถูกก็ได้”หยางเถาอวี้ทำได้เพียงปลอบใจ แต่ก็แอบคิดว่าจะต้องหาโอกาสเข้าป่าไปลองสแกนพื้นที่โดยละเอียดดูเผื่อจะเจอร่องรอยของอาเหยาบ้าง
“ถึงแล้วบ้านท่านผู้ใหญ่อยู่บริเวณกลางหมู่บ้าน เดินไปอีกสักนิด”ยายจางชี้ให้ดูปากทางเข้าหมู่บ้านที่ห่างออกไปอีกเพียงราวสามสี่สิบก้าว
“นั่นใครกัน”ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งคงรับหน้าที่เป็เวรยามเฝ้าปากทางเข้าหมู่บ้านะโถามเสียงดังั้แ่เริ่มเห็นร่างคนสองคนเดินมุ่งหน้าเข้ามาหาได้ยังไม่ชัดตานัก
“ข้าเองอาซื่อ ข้ามีธุระ้าพบท่านผู้ใหญ่บ้าน”ยายจางหยุดฝีเท้าและเอ่ยตอบ
“ที่แท้ก็ยายจางหรอกหรือมีธุระอะไรก็รีบทำรีบกลับเถิด เวลาบ่ายคล้อยแล้ว”เมื่อชายที่ยายจางเรียกว่าอาซื่อเห็นหน้าผู้มาชัดๆ จึงตอบด้วยท่าทีเ็าสีหน้าบ่งบอกว่าไม่อยากต้อนรับนัก
“รู้แล้วๆข้าไปละ” ยายจางหันมาพยักเพยิดให้หยางเถาอวี้เดินตามนางเข้าไป
“ท่านผู้ใหญ่บ้านปกครองชาวบ้านได้ไม่เลวนักตัดสินคดีความแต่ละครั้งนับว่าเป็ธรรมเพียงแต่เื่ของข้าถือเป็เื่ภายในตระกูลจาง ท่านจึงไม่สามารถก้าวก่ายได้ทว่าที่พวกข้ายังได้ข้าวหนึ่งกระสอบในแต่ละปีก็เป็เพราะท่านผู้ใหญ่บ้านเอ่ยปากตำหนิให้ปู่เล็กของอาเหยาเห็นแก่อาเหยาซึ่งเป็สายเืหลักผู้หนึ่งของตระกูลบ้าง”ระหว่างทางนางจางเล่าเื่ราวที่เกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่บ้านเพิ่มเติมให้ฟัง
สตรีต่างวัยทั้งสองเดินต่อไปอีกไม่ถึงครึ่งเค่อก็มาหยุดลงหน้าลานบ้านแห่งหนึ่ง
“ท่านผู้ใหญ่บ้านๆท่านอยู่หรือไม่” ยายจางส่งเสียงะโเรียก
“ผู้ใดมาะโเรียกโหวกเหวกกันรอเดี๋ยวๆ”เสียงตอบรับจากภายในตัวบ้านดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายสูงวัยผู้หนึ่งเปิดประตูเดินออกมาครั้นเห็นหน้าตาของผู้มาเยือนชัดเจนจึงเอ่ย “ที่แท้ก็แม่เฒ่าจางนี่เองมีธุระอะไรหรือไม่ แล้วนี่พาใครมากันล่ะ” ผู้ใหญ่บ้านทักทายพร้อมกับชำเลืองมองดูหยางเถาอวี้ผู้มีใบหน้างดงามน่ารักราวกับตุ๊กตาในชุดเด็กผู้ชาย
“ท่านผู้ใหญ่บ้านเด็กคนนี้ชื่อหยางเถาอวี้ นางอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเหมยในเมืองซุยเดินทางมากับผู้าุโในตระกูลเพื่อค้าขาย แต่ระหว่างทางกลับถูกพวกโจรป่าดักปล้นนางหนีตายจนพลัดหลงมาเจอกับข้าที่ริมลำธารพอดีข้าจึงให้ที่พักแก่นางและพามาแจ้งข่าวต่อท่านนี่แหละไม่ทราบว่าท่านได้รับข่าวอะไรเกี่ยวกับเื่พ่อค้าถูกปล้นที่ถนนสายหลักในวันสองวันนี้หรือไม่”ยายจางรายงานอย่างละเอียดพร้อมตบท้ายด้วยการถามหาข่าวคราวของขบวนพ่อค้าให้แก่หยางเถาอวี้
“ขบวนพ่อค้าถูกปล้นหรือข้าไม่เห็นได้รับข่าวอะไรเช่นนี้นะ แต่เอาเถอะอีกสองวันเมื่อข้าเดินทางเข้าอำเภอจะลองสอบถามและแจ้งเื่ของแม่นางน้อยผู้นี้เอาไว้ให้เผื่อจะมีญาติมาตามหา” ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าครุ่นคิดตอบพร้อมกับมองประเมิณหยางเถาอวี้อย่างละเอียดรอบหนึ่ง
“ขอบพระคุณเ้าค่ะท่านผู้ใหญ่บ้าน”หยางเถาอวี้ย่อกายลงคำนับพร้อมกล่าว
“เป็หน้าที่ของข้าอยู่แล้วว่าแต่เ้าท่าทางยังเด็กนัก อายุเท่าไหร่แล้ว บิดามารดาชื่อเสียงเรียงไรข้าจะได้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมในบันทึกเพื่อแจ้งแก่ทางอำเภอ” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถาม
“ข้าอายุสิบปีแปดเดือนแล้วบิดาข้าชื่อหยางเซิน มารดาชื่อหลิวชิงอวิ๋นท่านทั้งสองอยู่บนนู้น ข้าจึงอาศัยอยู่กับท่านผู้นำตระกูล คอยช่วยงานต่างๆในครอบครัว” หยางเถาอวี้ไม่อยากแช่งชักท่านพ่อท่านแม่บนโลกทวิภาคจึงใช้มุขเดิมยกนิ้วชี้ขึ้นฟ้าให้เข้าใจผิดกันเอาเองคนอื่นคิดอย่างไรไม่ะเื แต่นางจะไม่กุเื่สาบแช่งท่านพ่อท่านแม่เด็ดขาด
“ช่างน่าสงสารนักตัวแค่นี้ก็กำพร้าเสียแล้ว เอาเถอะ อาศัยอยู่กับแม่เฒ่าจางไปก่อนในระหว่างที่รอข่าวเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันต่างคนก็จะได้อยู่เป็เพื่อนคลายเหงากันนะ” ผู้ใหญ่บ้านว่าแล้วก็หันไปทางยายจาง“ว่าแต่ท่านแม่เฒ่า ท่านดูแลเด็กเพิ่มอีกคนเช่นนี้ไหวแน่นะ”ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามอย่างเป็ห่วงในฐานะอันขัดสนของนาง
“ไหวเ้าค่ะท่านผู้ใหญ่บ้านเดิมทีข้าก็ต้องดูแลอาเหยาอยู่แล้ว” ยายจางเอ่ยยืนยันเจตนา
“ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามนี้”ว่าแล้วผู้ใหญ่บ้านก็หันเข้าไปในตัวบ้านพลางะโ “ยายเฒ่าเอาหัวมันเทศออกมาแบ่งให้แม่เฒ่าจางสักสองสามหัวเถิด”ไม่นานก็เห็นสตรีสูงวัยผู้หนึ่งถือตะกร้าไม้ไผ่สานใส่หัวมันเทศอยู่สองหัวเดินออกมาจากตัวบ้านและยื่นส่งตะกร้าให้ผู้ใหญ่บ้านอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
“จะได้อย่างไรท่านผู้ใหญ่บ้าน”ยายจางเอ่ยอย่างเกรงใจ
“เล็กน้อยเท่านั้นอย่าได้เกรงใจไปเลย เอาไปเถอะ ท่านมีปากท้องมาเพิ่มตัวข้าในฐานะผู้ใหญ่บ้านอันที่จริงก็ต้องดูแลนังหนูนี่ด้วยส่วนหนึ่ง”
“เช่นนั้นก็ไม่เกรงใจแล้วขอบพระคุณเ้าค่ะ” ยายจางรับตะกร้ามาพร้อมกับหันไปทางสตรีสูงวัยผู้นั้นและเอ่ยขอบคุณอีกรอบ“ขอบคุณฮูหยินกู้ด้วยเ้าค่ะ”
“ฮึตัวซวย” ฮูหยินกู้พึมพำในปากพร้อมกับสะบัดก้นหันหลังเดินจากไปทันที
“นี่..ไฮ้ เ้าอย่าได้ถือสานางเลยนะ นิสัยนางก็เป็เช่นนี้ ปากร้ายเป็ที่หนึ่ง” ผู้ใหญ่บ้านเห็นท่าทางภรรยาของตนก็รู้สึกเสียหน้าเสียมารยาทต่อลูกบ้านอย่างยายจางอยู่บ้างแม้ทุกคนในหมู่บ้านจะคุ้นชินกับนิสัยของนางมานานก็เถอะ
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะท่านผู้ใหญ่บ้านฮูหยินท่านอุตส่าห์แบ่งหัวมันเทศมาให้ข้าเช่นนี้นับว่ามีเมตตานักเช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านแล้ว” ยายจางเอ่ยลาหยางเถาอวี้จึงรีบคำนับอำลาผู้ใหญ่บ้านก่อนจะออกเดินตามยายจางกลับบ้าน
……………….
ยามเซิน1 (ยามวอก)คือเวลา 15.00 - 17.00 น.