เช้าวันใหม่ที่เงียบสงบ หยางลี่เจินตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกอึดอัดในใจ ความแปลกแยกในโลกที่ไม่ใช่ของเธอยังคงทำให้เธอรู้สึกเหมือนติดอยู่ในฝันร้าย เธอไม่อาจหนีจากอดีตที่ไม่ใช่ของตัวเองได้ เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านม่านไม้ไผ่ แต่แทนที่จะรู้สึกอบอุ่น มันกลับทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยว
“ถ้าฉันไม่ใช่ซูเหมยหลิน…” เธอพึมพำ “ทำไมฉันถึงต้องแบกรับสิ่งที่เธอทำด้วย?”
หยางลี่เจินยังคงพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับอดีตของซูเหมยหลิน เธอรู้ดีว่าการอยู่รอดในโลกนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำตัวเงียบๆ แต่ต้องเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และทำไมทุกคนถึงเกลียดชังเธอ
“ฉันต้องรู้ความจริง…” เธอคิดในใจ
เธอเดินออกจากเรือนพักด้วยท่าทีระมัดระวัง พยายามหลีกเลี่ยงสายตาของบ่าวไพร่ที่ยังคงจับจ้องเธอด้วยความไม่ไว้ใจ ขณะที่เธอเดินเล่นในสวนหลังจวน เธอสะดุดตากับหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หญิงชราคนนั้นเป็บ่าวเก่าแก่ของตระกูลเหวิน และดูเหมือนจะรู้เื่ราวมากมายเกี่ยวกับทุกคนในจวน หยางลี่เจินสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเดินเข้าไปหาหญิงชรา
“คุณป้า…” เธอเอ่ยเสียงเบา
หญิงชราเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระวัง แต่ก็แฝงด้วยความอ่อนโยน
“นายหญิง… ท่านมีอะไรหรือเ้าคะ?”
หยางลี่เจินลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถามออกมา “ฉันอยากรู้… เกี่ยวกับสิ่งที่ฉันเคยทำก่อนหน้านี้… ในอดีต…”
คำถามนั้นทำให้หญิงชรานิ่งไปครู่หนึ่ง เธอวางผ้าลงบนตัก ก่อนจะมองหยางลี่เจินด้วยสายตาที่เหมือนกำลังชั่งใจ
“ท่านอยากรู้อะไรหรือเ้าคะ?”
หยางลี่เจินรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรง เธอไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน “ทุกคนในจวน… รวมถึงท่านเหวิน… ทำไมพวกเขาถึงเกลียดฉันนัก?” คำถามนั้นทำให้หญิงชราถอนหายใจ เธอลูบมือตัวเองเบาๆ ราวกับกำลังนึกถึงอดีต
“นายหญิง… ท่านอาจไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่ท่านเคยทำไว้… ทำให้
ท่านเหวินเ็ปมาก”
หยางลี่เจินขมวดคิ้ว “ฉัน… ทำอะไรเหรอ?”
หญิงชราเหลือบมองไปรอบๆ ก่อนจะพูดเสียงเบา
“คืนที่ท่านแต่งงานกับท่านเหวิน… ท่านวางยาพิษในเหล้ามงคล เพื่อทำให้ท่านเหวินตาบอด”
คำพูดนั้นทำให้หยางลี่เจินเบิกตากว้าง หัวใจของเธอเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ เธอไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เธอได้ยินเป็ความจริง
“ฉัน… วางยาพิษ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา
หญิงชราพยักหน้า “ใช่เ้าค่ะ… ท่านบอกว่าท่านเกลียดการแต่งงานนี้ และไม่้าให้ท่านเหวินมีอำนาจควบคุมชีวิตของท่าน ท่านคิดว่าถ้าทำให้เขาอ่อนแอ ท่านจะเป็อิสระ…”
หยางลี่เจินตัวชา เธอรู้สึกเหมือนถูกผลักเข้าสู่ความมืด เธอไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ซูเหมยหลินทำไว้จะร้ายแรงถึงเพียงนี้
“แล้ว… แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” เธอถามต่อ
หญิงชราถอนหายใจ “หลังจากที่ทุกคนรู้ความจริง… ท่านเหวินไม่ได้ฆ่าท่าน แต่เขากลับลงโทษท่านด้วยการกักขังในเรือนนี้ ท่านกลายเป็คนที่ไม่มีใครไว้ใจ และทุกคนในจวนก็เกลียดชังท่านั้แ่นั้นมา”
หยางลี่เจินนั่งนิ่งอยู่ในสวน หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ได้ยิน เธอไม่ใช่ซูเหมยหลิน แต่เธอกลับต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่หญิงคนนั้นเคยทำ
“ฉันจะทำยังไงต่อไป?” เธอพึมพำกับตัวเอง
ในขณะเดียวกัน เงาของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็จับจ้องมาที่เธอ เหวินเจาเหยียนที่เพิ่งกลับมาจากการตรวจงาน กำลังมองเธอด้วยความสงสัย
“เ้ากำลังคิดจะทำอะไรอีก… ซูเหมยหลิน” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในเงามืด
ยามเย็นปกคลุมจวนตระกูลเหวิน เสียงสายลมที่พัดผ่านต้นไม้ทำให้บรรยากาศยิ่งเงียบงัน หยางลี่เจินยังคงนั่งอยู่ในสวนหลังจากที่ได้ยินความจริงจากหญิงชรา คำพูดเ่าั้ดังก้องอยู่ในหัวของเธอ
“ฉันวางยาพิษเขา… เพื่อทำลายชีวิตของเขา…” เธอพึมพำ
แม้เธอจะไม่ได้เป็คนทำ แต่ความรู้สึกผิดที่มาจากการแบกรับอดีตของซูเหมยหลินทำให้เธอรู้สึกเหมือนทุกสิ่งรอบตัวกำลังถาโถมใส่เธอ ในขณะที่เธอกำลังจมอยู่ในความคิด เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังมาจากด้านหลัง หยางลี่เจินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองเหวินเจาเหยียนยืนอยู่ตรงนั้น ร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่รังสีที่เ็า และผ้าสีดำที่ปิดดวงตาของเขาทำให้เขาดูยิ่งน่าเกรงขาม
“เ้าคิดอะไรอยู่?” เขาถาม น้ำเสียงเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
หยางลี่เจินกลืนน้ำลาย รู้สึกเหมือนถูกจับได้ว่าเธอกำลังทำอะไรผิด เธอพยายามควบคุมอารมณ์และตอบด้วยน้ำเสียงสงบที่สุดที่ทำได้ “ฉันแค่… กำลังคิดถึงเื่ในอดีต”
คำตอบนั้นทำให้เหวินเจาเหยียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้าของเขา “อดีต? เ้าหมายถึงอดีตที่เ้าพยายามลืม หรืออดีตที่เ้าเสแสร้งว่าจำไม่ได้?”
หยางลี่เจินนิ่งเงียบ คำพูดของเขาเหมือนคมมีดที่กรีดลงกลางใจ เธอรู้ดีว่าเขาไม่ไว้ใจเธอ และไม่ว่าเธอจะพูดอะไร เขาก็ไม่มีวันเชื่อ
“ฉันไม่ได้เสแสร้ง” เธอตอบเสียงเบา “ฉัน… ฉันแค่ไม่ใช่คนที่คุณคิด”
คำพูดนั้นทำให้เหวินเจาเหยียนหัวเราะเบาๆ แต่ในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ไม่ใช่คนที่ข้าคิด? หรือเ้ากำลังพยายามปฏิเสธสิ่งที่เ้าทำไว้?” เขาก้าวเข้ามาใกล้จนเธอรู้สึกถึงความกดดันที่มากขึ้น
“เ้าคิดหรือว่าการทำเป็ลืมจะช่วยให้เ้าพ้นจากความผิด?”
หยางลี่เจินเม้มปากแน่น เธอรู้ว่าเธอไม่มีทางชนะเขาในเื่นี้ ความเกลียดชังที่เขามีต่อซูเหมยหลินลึกซึ้งเกินกว่าจะถูกลบล้างได้ด้วยคำพูด
“ฉันไม่รู้ว่าฉันควรพูดอะไร…” เธอกล่าวเสียงสั่น
“แต่ฉันไม่ได้อยากทำร้ายใคร ฉันแค่้ามีชีวิตอยู่”
เหวินเจาเหยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ถ้าเ้าอยากมีชีวิตอยู่ ก็พิสูจน์ตัวเองว่าคู่ควร” คำพูดนั้นทำให้หยางลี่เจินมองเขาด้วยความสงสัย
“พิสูจน์ตัวเอง? คุณหมายความว่าอะไร?”
เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้า “ข้าจะให้โอกาสเ้าแสดงความจริงใจ ถ้าเ้าทำสำเร็จ… ข้าอาจพิจารณาใหม่ว่าจะปล่อยเ้าไปหรือไม่”
หยางลี่เจินรู้สึกเหมือนถูกกดดันอีกครั้ง แต่เธอก็ไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอของเขาได้
“แล้วคุณ้าให้ฉันทำอะไร?” เธอถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เ้าไม่ต้องรีบร้อน ข้าจะบอกเมื่อถึงเวลา” เขาตอบ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้หยางลี่เจินจมอยู่กับความสับสนและความกดดัน
หยางลี่เจินนั่งนิ่งอยู่ในสวน ดวงตาของเธอมองไปยังดวงจันทร์ที่ลอยอยู่บนฟ้า
“ฉันไม่รู้ว่าฉันต้องเจอกับอะไรอีก…” เธอคิดในใจ “แต่ถ้านั่นเป็หนทางเดียวที่ฉันจะหลุดพ้นจากชีวิตนี้… ฉันก็จะลองดู”
น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่เธอกลับปาดมันออกอย่างรวดเร็ว เธอรู้ว่าการจมอยู่กับความเศร้าจะไม่ช่วยอะไร เธอต้องหาหนทางเพื่อรอดพ้นจากความแค้นและความเข้าใจผิดนี้ให้ได้
เช้าตรู่ในจวนตระกูลเหวิน หยางลี่เจินตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกกดดันที่ยังคงตามติดจากเมื่อคืน เสียงคำพูดของ
เหวินเจาเหยียนที่บอกให้เธอพิสูจน์ตัวเองยังดังก้องในหัว
“พิสูจน์ตัวเอง…” เธอพึมพำเบาๆ ขณะมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกไม้ “เขาหมายความว่ายังไงกันแน่?”
ไม่นานหลังจากที่เธอแต่งตัวเรียบร้อย บ่าวรับใช้คนหนึ่งก็มาเคาะประตูและบอกว่าเหวินเจาเหยียน้าพบเธอในห้องโถงใหญ่
หยางลี่เจินเดินไปที่ห้องโถงด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความระแวง เหวินเจาเหยียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สลักลวดลายงดงาม ท่าทางสง่างามแต่เ็าเหมือนเคย
“เ้ามาแล้ว” เขากล่าวโดยไม่เงยหน้าขึ้น “วันนี้ข้าจะให้เ้ามีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง”
หยางลี่เจินขมวดคิ้ว “คุณ้าให้ฉันทำอะไร?”
เขายกมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้า “ข้ามีงานให้เ้าไปทำในตลาดกลาง”
“ตลาดกลาง?” เธอทวนคำอย่างสงสัย
“ใช่” เขาตอบเสียงเรียบ “ข้า้าให้เ้าช่วยจัดการเื่สินค้าของตระกูล และดูว่าพวกพ่อค้าคนใดกำลังพยายามโกงเรา”
คำสั่งนั้นทำให้หยางลี่เจินนิ่งงัน เธอไม่เคยทำงานที่เกี่ยวข้องกับการค้า และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร
“แต่ฉัน… ไม่รู้เื่เกี่ยวกับการค้าของคุณเลย” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงลังเล
“ข้าก็แค่อยากดูว่าเ้าจะทำได้ดีแค่ไหน” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนท้าทาย “หรือเ้าไม่มีความสามารถพอที่จะจัดการงานง่ายๆ เช่นนี้?”
หยางลี่เจินรู้ว่าเธอไม่มีทางปฏิเสธได้ เธอสูดลมหายใจลึกก่อนจะพยักหน้า “ได้ ฉันจะลองทำดู”
เมื่อหยางลี่เจินมาถึงตลาดกลาง เธอรู้สึกประหม่า สถานที่นี้เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าและเสียงจอแจที่ดังไปทั่ว เธอได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบบัญชีของโกดังสินค้า และสอบถามพ่อค้ารายใหญ่บางคนที่ทำการค้ากับตระกูลเหวิน แต่ทุกคนกลับมองเธอด้วยสายตาที่ไม่ไว้ใจ
“นี่คือ… นายหญิงของตระกูลเหวินอย่างนั้นเหรอ?”
ชายคนหนึ่งกระซิบกับลูกน้อง “ข้าได้ยินว่านางไม่มีความสามารถอะไรเลย”
หยางลี่เจินได้ยินคำพูดนั้น แต่เธอเลือกที่จะไม่สนใจ เธอพยายามรวบรวมความกล้าและเริ่มทำตามคำสั่งที่ได้รับ
ระหว่างที่เธอกำลังตรวจสอบบัญชีสินค้า ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนพ่อค้ารายใหญ่เดินเข้ามาหาเธอ เขามีท่าทางสุภาพ แต่แววตากลับแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“นายหญิง… ข้าขอเสนอให้ท่านพิจารณาสัญญาใหม่ที่เราสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของตระกูลเหวินได้” เขากล่าวพร้อมยื่นเอกสารให้
หยางลี่เจินรับเอกสารมาอ่าน แต่เธอพบว่ามันเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อน เธอรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร
“ฉันขอเวลาคิดก่อน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“แน่นอน นายหญิง” ชายคนนั้นกล่าวพร้อมรอยยิ้ม แต่เมื่อเขาหันหลังไป แววตาของเขาเต็มไปด้วยความดูถูก
หลังจากกลับมาจากตลาด หยางลี่เจินรีบรายงานสิ่งที่เธอพบกับเหวินเจาเหยียน
“ฉันตรวจสอบบัญชีทั้งหมดแล้ว… และพบว่ามีบางรายการที่ไม่สมเหตุสมผล” เธอกล่าว “และฉันก็ปฏิเสธข้อเสนอของพ่อค้าคนหนึ่ง เพราะเงื่อนไขของเขาดูไม่โปร่งใส”
เหวินเจาเหยียนฟังเธอด้วยท่าทางนิ่งเงียบ ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “เ้าอาจไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว”
คำพูดนั้นเหมือนคำชม แต่ก็เต็มไปด้วยความเย้ยหยันในเวลาเดียวกัน “อย่างไรก็ตาม…” เขาพูดต่อ “เ้าต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่านี้ ถ้าเ้าอยากให้ข้าเชื่อว่าเ้าลืมอดีตทั้งหมดแล้ว”
หยางลี่เจินเม้มปากแน่น แต่เธอก็รู้ว่าเธอต้องอดทน เพราะนี่อาจเป็หนทางเดียวที่เธอจะได้รับความไว้วางใจจากเขา
“ในโลกที่เต็มไปด้วยกับดักและความแค้น เธอจะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ว่าเธอไม่ได้เป็คนที่ทุกคนคิด?”