นพกรณ์ฉุกคิดขึ้นได้อีกครั้งถึงชะตากรรมของตัวเอง ถ้าเราตายแล้ว! หรือที่นี่เป็ทำนองเดียวกับประตูสู่นรกและ์ ใครทำแต่ความดีได้ขึ้น์ ใครทำความชั่วต้องตกนรกไปชดใช้กรรม ถ้าเป็อย่างนั้นจริง ๆ คนที่นั่งหลังโต๊ะอยู่ตอนนี้ก็จะต้องเป็
เฮ้ย! ชายหนุ่มอุทานอย่างใ พญามัจจุราช!
“คุณนพกรณ์ ถึงคิวคุณแล้วเชิญด้านในค่ะ”
นพกรณ์สะดุ้งใ เมื่อคุณเลขาแว่นหนาเตอะมายืนเรียกชื่ออยู่ข้าง ๆ
“ทำไมผมไม่เห็นคุณเดินมาจากห้องนั้นเลย คุณหายตัวมาเหรอ” นพกรณ์ตั้งคำถามเพื่อระงับความใและความตื่นเต้นของตัวเอง
“ดิฉันมายืนตรงนี้นานแล้ว แต่ดูเหมือนคุณจะไม่เห็น” คุณเลขากล่าวพร้อมกับมองลอดแว่น
ในขณะที่นพกรณ์เดินเข้าไปในห้องด้วยอาการใจเต้นรัวยิ่งกว่าเพลง map เขาเดินไปที่หน้าโต๊ะทำงานตัวนั้น แล้วหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ จากนั้นหันไปสบตากับคุณเลขาด้วยยิ้มแปลก ๆ และเธอก็ยิ้มตอบมาอย่างเยือกเย็น จนทำให้เขาถึงกับขนลุกไปทั้งตัว
“ั้แ่ผมรับหน้าที่นี้มา คุณเป็คนที่แปลกที่สุด” ชายที่นั่งหลังโต๊ะกล่าวโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
ตอนนี้นพกรณ์กำลังทำอะไรไม่ถูก เมื่อนึกว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือพญามัจจุราช จิตใจที่ถูกปลูกฝังให้เชื่อเื่นรก์ ก็กลับมาแผลงฤทธิ์ทำให้เขากลัวหัวหด “เ้าเป็อะไรตาย!” ประโยคนี้ก้องอยู่ในหูของเขาตลอดเวลา
แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะต้องมานั่งกลัวแล้ว เพราะเขาหมดเวลากลัวไปแล้ว
“ที่จริงผมก็ไม่ใช่คนแปลกอะไร คือตอนแรกผมแค่แปลกใจว่าทำไมคนอื่น ๆ ถึงไม่สงสัยเหมือนผมว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วทำไมต้องมา แต่พอรู้แล้วว่าทุกคนตายกันหมดแล้ว ก็พอจะเข้าใจอะไรบ้างแล้วครับ”
ชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะยกมือขึ้นมาค้างไว้ที่ตรงหน้าเขา จากนั้นงอนิ้วกลางมาจรดกับนิ้วโป้ง แล้ว
“ปิ๊ก!” เสียงดีดนิ้วดังกังวานไปทั่วห้อง
แต่ปรากฏว่านพกรณ์ไม่สะดุ้งะเืกับเสียงดีดนิ้วนั้นเลยแม้แต่น้อย
“คุณดีดนิ้วได้เสียงใสมาก ผมไม่เคยได้ยินเสียงดีดนิ้วที่ใสปิ๊งและดังขนาดนี้มาก่อน บอกเทคนิคผมได้มั้ยว่าคุณทำยังไง เอานิ้วจุ่มน้ำก่อนเหรอ” นพกรณ์ถามด้วยสีหน้าทะเล้น
ชายตรงหน้าจ้องมองชายหนุ่มคนนี้อย่างประหลาดใจ จากนั้นเงยหน้าขึ้นไปมองคุณเลขาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วก็ก้มลงอ่านเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะอย่างเอาจริงเอาจัง
“คุณชื่อนพกรณ์ นิพพานะ ใช่มั้ย” ชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะถาม
“ใช่ครับ” นพกรณ์ตอบชัดถ้อยชัดคำ “เอาเถอะผมรู้แล้วว่าผมตายแล้ว รู้ั้แ่ป้าคนที่เป็เ้าภาพกฐินแล้ว” นพกรณ์กล่าว
ชายผู้ที่เป็เสมือนพญามัจจุราชเงยหน้าขึ้นมองเลขาอีกครั้ง แล้วก้มลงตรวจดูเอกสารอีกที จากนั้นเขายกหูโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วกดเบอร์ นพกรณ์มองดูหมายเลขปลายทางที่ชายคนนั้นกด ตัวเลขมันมากกว่า 10 หลัก! ชายหนุ่มคิดในใจ “คงไม่ใช่เบอร์ในประเทศอย่างแน่นอน”
“ตรวจสอบชื่อนพกรณ์ นิพพานะ ให้ด่วน เดี๋ยวนี้!” ชายคนนั้นพูดกรอกลงไปในหูโทรศัพท์
นพกรณ์ลุ้นระทึกขอให้ปลายสายตอบมาว่า เอาิญญามาผิดคน เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค รีบเอาเขากลับไปด่วน!!! ชายหนุ่มภาวนาในใจ
“โอเค ขอบคุณมาก” ชายที่อยู่หลังโต๊ะวางหูโทรศัพท์ดังกึก
“เป็ยังไงบ้างครับ” นพกรณ์ถามด้วยสีหน้าลุ้นระทึก
“เอาล่ะ ต่อไปนี้คือกระบวนการช่วยเหลือครั้งสุดท้ายของธรรมชาติ เพื่อช่วยกระตุ้นให้คุณสามารถเรียกความรู้สึกที่ดีที่สุดในชีวิตของคุณ ก่อนที่ดวงจิตของคุณจะเข้าสู่ภวังค์แห่งความฝัน”
“อ้าว” น้ำเสียงนพกรณ์สลดลงทันที
ชายหนุ่มมองหน้าสมมติพญามัจจุราชด้วยสายตาที่สลด ไม่แพ้กับน้ำเสียงเมื่อสักครู่ ชายคนนั้นเบิกตากว้างมองเขาเหมือนถามว่า “เข้าใจแล้วใช่มั้ย แกตายแล้ว!”
“เอ่อ ผมไม่เข้าใจ ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ ผมไม่ได้เป็อะไรเลย ไม่ได้เ็ปหรือหายใจติดขัด แค่ร้องไห้เสียงดัง” นพกรณ์ก้มหน้าอธิบาย เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นหน้าชายคนนั้นเลิกตาโตเหมือนตั้งใจฟังสิ่งที่เขากำลังพูด “คืองี้ครับ แฟนผมกินยาฆ่าตัวตาย ผมกำลังเสียใจ แล้วก็หลังจากที่ผมโทรเรียกหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ผมก็แค่ก้มหน้าร้องไห้อยู่ข้างเธอ ไม่ได้มีสัญญาณอะไรเลยที่ เอ่อ... ที่ผมกำลังจะตาย ผมตายได้ยังไง”
“มีผู้คนมากมายที่เข้านอนและหลับสนิทอย่างเป็สุข โดยไม่รู้ว่านั่นเป็การนอนครั้งสุดท้ายของตัวเอง ไม่ใช่แค่คุณที่อยู่ ๆ ก็โผล่มาที่นี่โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่!”
สมมติพญามัจจุราชเงยหน้าขึ้นมองเลขาอีก “แต่ที่น่าแปลกก็คือ คุณจำเหตุการณ์ก่อนที่จะมาที่นี่ได้ยังไง ไม่เคยมีใครระลึกถึงวินาทีสุดท้ายของตัวเองได้” ชายคนนั้นจ้องมองนพกรณ์อย่างเพ่งพิศ แล้วกล่าวอีกว่า
“แต่คุณกลับจำวินาทีที่ตัวเองตายได้ นั่นถือเป็เื่แปลกมาก ๆ แต่!”
นพกรณ์รอฟังด้วยหัวใจที่ลุ้นระทึก แต่... มันจะต้องเกิดความผิดพลาดอะไรบางอย่าง คุณต้องกลับไปมีชีวิตอีกครั้ง เขานึกภาวนาขอให้เป็อย่างนั้น
“แต่ธรรมชาติไม่เคยผิดพลาด เพราะอย่างงั้น” ชายคนนั้นจ้องตาคนตาย ก่อนจะอ้าปากพูดอีกว่า
“ฉันจะถามคำถามคุณ 1 คำถาม ขอให้คุณตอบตามจริง ขอแนะนำว่าอย่าหลอกตัวเอง คุณตายไปแล้วต้องปลงให้ได้ เพราะคำตอบของคุณจะมีผลกับความฝันครั้งสุดท้ายของตัวเอง!” ชายที่อยู่หลังโต๊ะกล่าวพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นมองดูชายหนุ่มที่นั่งหน้างองู 4 ตัวอยู่ตรงหน้า
นพกรณ์ขึงตาเล็กน้อยใส่นิ้วมือของตัวเอง ไม่มีโอกาสแล้วหรือที่จะได้กลับไปมีชีวิต ตอนนี้เขาถูกพญามัจจุราชถามเหมือนคนอื่น ๆ ที่ตายแล้ว เขากำลังคิด อะไรล่ะที่ทำแล้วรู้สึกดีที่สุด สบายใจที่สุด ถ้าถามว่าอะไรบ้างที่ทำแล้วแย่ที่สุดน่าจะง่ายกว่า
“ฉันจะถามคุณแล้วนะ” สมมติพญามัจจุราชกล่าว แล้วมองหน้าคนตายที่บัดนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความวุ่นวายใจ
ในขณะที่กำลังจะอ้าปากถาม ทันใดนั้นนพกรณ์ก็พูดโพล่งแทรกขึ้นมา
“ตอนนี้ผมคิดไม่ออก ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ แต่ผมขอถามในสิ่งที่สงสัยก่อนได้มั้ย ผมคิดว่าถ้าได้คำตอบจนสิ้นสงสัยแล้ว ผมอาจจะคิดออกว่าสิ่งที่ทำแล้วดีที่สุดคืออะไร” นพกรณ์บอกด้วยอารมณ์ที่สับสน
“เฮ้ย! คุณรู้ได้ยังไงว่าผมจะถามอะไร”
ชายที่นั่งหลังโต๊ะอุทานขึ้นมาอย่างแปลกใจ จากนั้นหันไปมองหน้าคุณเลขาว่าเธอได้ยินเช่นกันหรือไม่ ซึ่งสีหน้าของเลขาตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเ้านายของเธอ
“โอ้ ผมได้ยินคำถามจากคนก่อนหน้าผมตั้งสี่คน ผมก็ต้องรู้สิว่าคำถามคืออะไร ไม่เห็นแปลก” นพกรณ์กล่าวพร้อมกับคิดในใจ ไม่ได้ยินซิแปลก
หญิงเลขาและเ้านายมองตากันด้วยสีหน้าประหลาดใจ ทำเหมือนคนตายที่นั่งหลุกหลิกอยู่ตรงหน้ามาจากดาวอังคารยังไงยั้งงั้น
“โอเคว่ามา คุณสงสัยอะไร” สมมติพญามัจจุราชกล่าวพร้อมกับเอนหลังไปพิงพนักเก้าอี้อย่างแรง
นพกรณ์ดูอาการของชายตรงหน้า และเดาว่าพญามัจจุราชผู้นี้คงจะไม่มีอารมณ์รุนแรงหากได้ยินคำถามของเขา ดูท่าทางเหมือนชอบสอนชอบอธิบายอยู่ ดังนั้นเขาจึงถามว่า
“ความฝันครั้งสุดท้ายคืออะไรครับ” นพกรณ์ยิงคำถามแรก แต่เป็ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้
“หลังจากที่คุณตาย สมองในส่วนที่สร้างความฝันจะยังทำงานอยู่ จนกว่าคุณจะถูกนำไปประกอบพิธีทางศาสนา เช่นเอ่อ... คุณเป็ชาวพุทธใช่มั้ย”
“ใช่ครับ” นพกรณ์ตอบแล้วทำหน้าตั้งใจฟัง
“อ้า สมองของคุณจะยังผลิตฝัน จนกว่าคุณจะถูกนำไปเผา หรือถ้าเป็ชาวศาสนาอื่นที่ประกอบพิธีโดยการฝัง ความฝันของคนตายจะเกิดขึ้น จนกว่าสมองในส่วนที่ผลิตฝันจะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายเน่าเปื่อยไป” สมมติพญามัจจุราชบอกด้วยน้ำเสียงที่มันเหมือนเป็เื่ธรรมดา?!
“อืมมม ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ในเมื่อการที่จะตัดสินว่าคนคนนั้นตายแล้ว หมอเ้าของไข้จะต้องลงความเห็นว่าก้านสมองตาย คำว่า ก้านสมองตาย นั่นแปลว่าระบบควบคุมทุกอย่างในร่างกายไม่ทำงาน ก็สมองตายนั่นแหละ แล้วสมองที่ตาย มันจะฝันได้ยังไง”
“เป็คำถามที่ดี” ชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะชักเริ่มเพลิดเพลินกับการที่ได้ตอบคำถาม “แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้แต่หมอที่ตายแล้ว ยังไม่คิดจะถามคำถามแบบนี้อย่างคุณ ทั้งที่ได้รู้ว่าจะได้ไปอยู่ในความฝันครั้งสุดท้าย คุณเป็คนตาย! ที่แปลกมาก” ชายนั้นกล่าวเสร็จก็เงยหน้าขึ้นไปสบตาคุณเลขาอีก แววตาทั้งสองคู่นั้นฉงนสงสัยเต็มที
“ผมอาจผิดปกติ ถ้าทุกคนไม่สงสัยเหมือนผม” นพกรณ์พูดด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูก
“โอเค ฉันจะอธิบายให้คุณฟัง คุณเคยได้ยินอวัยวะส่วนหนึ่งในสมองที่ชื่อว่าพอนส์มั้ย” ชายคนนั้นถาม
“พอนส์ อืม... ไม่เคยครับ ไม่เคยได้ยินนะ สมองส่วนไหน ส่วนหน้าเหรอ”
“เอาล่ะฉันจะอธิบายให้คุณเข้าใจง่าย ๆ นะ ส่วนหนึ่งของสมองที่ทางการแพทย์ของคุณเรียกว่าพอนส์ คือโครงสร้างหนึ่งในก้านสมอง” ชายคนนั้นชี้ไปที่ศีรษะของนพกรณ์ แล้วกล่าวต่อว่า
“เมื่อกี้คุณบอกว่า ก้านสมองตาย คือ สมองตาย หมายถึง ตายจริงๆ ใช่... แต่ทีนี้พอนส์ที่เรากำลังพูดถึงเป็ส่วนหนึ่งที่ประกอบอยู่ในก้านสมอง ซึ่งมันเป็นิวเคลียสที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณคลื่นประสาทจากสมองส่วนหน้า และพอนส์นี้มีหน้าที่ควบคุมหลายอย่างในขณะที่คุณนอนหลับ และควบคุมการทำงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตของคุณด้วย โดยเฉพาะการหายใจ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ทำไมต้องพูดถึงมัน? เพราะพอนส์ที่อยู่ในก้านสมอง มันมีบทบาทที่ช่วยทำให้เกิดความฝัน” สมมติมัจจุราชมองดูหน้านพกรณ์ว่าตามทันหรือไม่ จากนั้นก็กล่าวต่อว่า
“ทีนี้เมื่อคุณตาย หัวใจหยุดเต้นจึงไม่มีชีพจร ปอดก็ล้มเหลวเพราะไม่มีการหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป เืก็ส่งไปเลี้ยงสมองไม่ได้เพราะหัวใจไม่เต้น คุณก็เข้าสู่ภาวะสมองตาย ดวงตาทั้งสองข้างไม่ตอบสนองต่อแสง กระจกตาหมดความไวต่อแสง แบบนี้เรียกว่าตายจริง! หมอของคุณก็เตรียมเขียนใบรับรองการตายได้เลย แต่ส่วนที่ยังทำหน้าที่สร้างความฝันในพอนส์ยังไม่ตาย!” ชายคนนั้นหยุดแป่บหนึ่งแล้วกล่าวต่ออีกว่า
“นั่นแสดงว่าศพของคุณยังคงฝันให้จิตของคุณ ได้เห็นอะไรต่อมิอะไรตามความคิดและประสบการณ์ต่อไป จนกว่าพอนด์ที่ควบคุมความฝันจะถูกทำลาย”
“ที่คุณพูดมาทั้งหมดนี้ เอ่อ... มันคือเื่จริงเหรอครับ” นพกรณ์ถามด้วยสีหน้าใ
“ถ้ามันไม่ใช่เื่จริง คุณคงไม่มานั่งอยู่ตรงนี้ จริงมั้ย” ชายคนนั้นมาที่นพกรณ์ “ตรงหน้าผม”
มันเป็ไปได้เหรอที่คนตายแล้วจะฝันต่อ นพกรณ์คิดถึงทฤษฎีการนอนหลับแล้วฝันมาอ้างอิง ในยามที่คนเรานอนหลับมันเป็่เวลาที่เราหมดสติ และกำลังอยู่ในความฝันใน่หลับลึก ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า REM Sleep หรือบางคนอาจจะไม่ฝัน แต่นักวิทยาศาสตร์วิจัยมาแล้วว่า เมื่อนอนหลับทุกคนต้องฝัน เพียงแต่คนที่คิดว่าตัวเองไม่ฝัน เป็เพราะจำความฝันของตัวเองไม่ได้
และถ้ามีอะไรมาทำให้เราตื่น เราก็ต้องตื่นจากการนอนหลับ และนั่นคือคำสั่งที่ส่งตรงมาจากสมอง เราจึงได้สติรู้ตัวตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับ ดังนั้น ถ้าสมองเราตายไปแล้ว และเราก็น่าจะมีอาการเหมือนคนนอนหลับ แต่ไม่หายใจ ระบบภายในล้มเหลวหมด แม้จะมีอะไรมาปลุก เราก็ไม่สามารถตื่นและได้สติรู้ตัวได้ เพราะสมองเราไม่สั่งการแล้ว แต่ทฤษฎีของสมมติพญามัจจุราชคนนี้บอกว่า แม้เราตายแล้ว แต่พอนส์ในสมองยังทำงาน มันก็อาจเป็ไปได้ที่ศพจะยังคงมีความฝัน อืม... ก็น่าคิดอยู่นะ นพกรณ์นึกใคร่ครวญอยู่ในใจ
“แล้วทีนี้ถ้าส่วนหนึ่งของพอนส์ที่อยู่ในก้านสมองหยุดทำงานแล้ว ดวงจิตของผมจะไปอยู่ที่ไหน” นพกรณ์ถามต่อ
“ดวงจิตของคุณก็จะหายไปพร้อมกับความฝัน นั่นคือสิ่งที่ฉันและอีกหลายคนเชื่อ แต่ยังมีอีกหลายคนที่เชื่อว่าดวงจิตจะจดจำความฝัน และมันจะล่องลอยอยู่ในความฝันนั้นตลอดไป แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าความจริงเป็ยังไง เพราะไม่เคยมีใครได้ออกมาจากถนนแห่งความฝันครั้งสุดท้าย และพวกฉันก็ไม่เคยมีความฝัน และไม่เคยตาย จึงไม่รู้”
“ถนนแห่งความฝันครั้งสุดท้าย คืออะไรครับ” นพกรณ์ถามต่ออย่างสงสัย
“เดี๋ยวคุณก็จะได้รู้เองเมื่อได้ออกจากบ้านหลังนี้” ชายคนที่นั่งหลังโต๊ะกล่าวพร้อมกับชี้มือไปที่ประตูข้างห้อง
เวลานี้นพกรณ์ครุ่นคิดอย่างหนัก ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงลัดดาหญิงอันเป็ที่รักของเขา ถ้าเธอไม่กินยาฆ่าตัวตาย เื่ทั้งหมดก็อาจจะไม่เป็แบบนี้ เขาก็คงไม่ต้องได้มาอยู่ที่นี่ แล้วไงล่ะ คนเราเมื่อถึงคราวต้องตาย ต่อให้ดิ้นรนยังไงสร้างบุญสร้างกุศลมาขนาดไหน ก็ไม่มีทางที่ใครจะหนีพ้น! ตัวเขาก็เช่นกัน
“เพราะฉะนั้น ฉันคือกระบวนการหนึ่งของธรรมชาติ ที่จะช่วยให้คุณรื้อฟื้นความทรงจำดี ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตของคุณ เพื่อเรียก่เวลาที่คุณมีจิตใจผ่องใส และมันจะส่งผลดีต่อความฝันของคุณ” สมมติพญามัจจุราชกล่าว
“แปลว่านรก ์ ไม่มีจริงใช่มั้ยครับ” นพกรณ์กล่าวถามด้วยสีหน้าสลด
“ที่คุณเห็น” ชายคนนั้นผายมือไปรอบตัว “นี่คือความจริง ส่วนอย่างอื่นที่คุณได้ยินมาเกิดจากความคิดของพวกคุณเองทั้งนั้น แม้แต่พระพุทธเ้าของคุณ ยังไม่เคยกล่าวถึงนรก์”
“เอ้... แต่มีคนมากมายคิดว่าพระพุทธเ้าได้กล่าวถึงนรก์ไว้ในพระไตรปิฎก หรือในเอกสารหลายชิ้นของพระพุทธเ้านะครับ” นพกรณ์เถียง
“พระพุทธเ้าของคุณตาย... มะ... มา” เขาพูดได้แค่นั้นเพราะถูกขัดจังหวะโดยคุณเลขา
“ปรินิพพานค่ะท่าน พระพุทธเ้าใช้คำว่า ปรินิพพาน ค่ะ” เธอพูดแทรกขึ้นมาเพื่อเตือนให้เ้านายใช้คำให้ถูกต้อง
“อ้า ขอโทษที พระพุทธเ้าของคุณปรินิพพานมาจะสามพันปีแล้ว” ชายคนนั้นชูนิ้วขึ้น 3 นิ้ว จากนั้นกล่าวถามว่า
“คุณคิดว่าการจารึกประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่คุณรู้มา มีความจริงกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณจะลองศึกษาดูให้ดี หลายเื่ในคำจารึกทางประวัติศาสตร์ของศาสนาคุณ มันเต็มไปด้วยเื่เล่า การชำระพระไตรปิฎกนับครั้งไม่ถ้วนเป็ไปตามยุคตามสมัย ซึ่งส่วนใหญ่สวนทางกับแก่นแท้ของพุทธศาสนา ซึ่งเป็สิ่งที่พระพุทธเ้าของคุณค้นพบ และสิ่งที่มหาบุรุษท่านนั้นค้นพบ คือสิ่งที่ฉันยึดถือและปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้” ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เน้นหนัก
ตอนนี้นพกรณ์รู้สึกสับสนในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็เื่พอนส์ในก้านสมอง เื่ความฝันครั้งสุดท้าย และเื่์นรกที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีคนแต่งขึ้น ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ยังอยู่ในอารมณ์ที่จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะวางอะไรลงก่อนแล้วหยิบจับอะไรต่อไปดี
“คุณได้คำตอบจากสิ่งที่คุณสงสัยแล้วรึยัง” สมมติพญามัจจุราชถามเพราะอยากจะรีบจบขั้นตอน
“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเหลือเงินในกระเป๋าสี่ร้อยห้าสิบบาท เย็นวันนั้นผมแวะซื้อหมูปิ้งกับข้าวเหนียวที่ตลาดทางกลับบ้าน ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งขายข้าวโพดต้มอยู่หน้าตลาด แบบวางขายบนพื้นถนนเลยนะ เธออุ้มลูกและกำลังให้ลูกดูดนมตัวเอง แถมยังสะพายเด็กผู้หญิงอีกคนอยู่ข้างหลังด้วย ข้าวโพดต้มแพ็คใส่ถุง ถุงละยี่สิบบาท วางอยู่เต็มกระด้งไม้ไผ่ ผมซื้อหมูปิ้งเสร็จ เธอร้องเรียกให้ผมซื้อข้าวโพด” นพกรณ์หยุดพูดแล้วเงยหน้าขึ้นมองชายคนนั้น
“เธอบอกว่าไม่มีใครซื้อข้าวโพดเลย ผมถามว่า ทำไม? เธอตอบว่าคนรังเกียจเพราะเห็นเธอให้ลูกดูดนม ตอนนั้นผมเหลือเงินสี่ร้อย ผมเหมาข้าวโพดต้มเธอทั้งหมดยี่สิบถุง เงินผมไม่เหลือสักบาท แต่ผมรู้สึกดีไปหลายวันจนถึงวันสิ้นเดือน” นพกรณ์กล่าวด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายในชะตาชีวิตตัวเอง
สมมติพญามัจจุราชถึงกับน้ำตาซึม เช่นเดียวกับคุณเลขาที่ถึงกับต้องถอดแว่นออกเพื่อเช็ดน้ำตา นพกรณ์เห็นแล้วก็งง เื่ของเขามันซาบซึ้งะเืใจถึงขนาดนั้นเชียวหรือ
“คุณคงจะมีความสุขกับการกระทำครั้งนั้นมาก คุณคิดว่ามันเป็สิ่งที่ดีและผ่องใสที่สุดสำหรับคุณแล้วใช่มั้ย” ชายคนนั้นกล่าวถามพร้อมกับยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาป้อย ๆ
“ผมคิดออกเท่านี้ครับ” นพกรณ์ตอบตามความจริง
“จงพยายามเรียกความรู้สึกที่ดีนั้นกลับมาให้ได้มากที่สุด ก่อนที่คุณจะก้าวเข้าสู่ถนนแห่งความฝัน... ครั้งสุดท้าย!”
“ผมจำได้ว่าตอนนั้นหน้าผมเหมือนฝักข้าวโพดเหลืองเลยล่ะ” นพกรณ์กล่าวอย่างขัน ๆ
“โอเค ขอให้ฝันดี” ชายคนที่นั่งตรงหน้าอวยพรเพื่อตัดบท และชี้มือไปที่ประตูข้างห้อง
นพกรณ์ลุกขึ้นยืนและเดินไปที่ประตู เขาหันไปมองคุณเลขาแว่นหนาเตอะซึ่งเธอกำลังเดินไปรับคิวต่อไป ชายหนุ่มยื่นมือไปจับลูกบิดประตูด้วยความรู้สึกอาลัยในชีวิตของตัวเอง ความ้าที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ และความเสียดายมากมายร้อยแปดมันค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยจนทับเท่าทวีคูณ
เมื่อเขาก้าวข้ามธรณีประตูบานนี้ เขาจะต้องเข้าไปอยู่ในความฝัน ซึ่งเป็เื่ราวที่ไม่มีใครแก้ไขได้
มโนภาพ 4 สีที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็เื่ราวอย่างไร นพกรณ์นึกหวั่นใจเพราะั้แ่จำความได้ ตัวเองทำบุญมาน้อยมาก หากเป็ไปตามที่ชายคนนั้นพูดจริง ๆ ความรู้สึกตอนนี้อาจจะทำให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในภวังค์แห่งความฝันร้าย เพราะวินาทีนี้เขาเต็มไปด้วยความรู้สึกงุนงง ใ ตื่นเต้น โศกเศร้า และความอยาก! ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ ไม่มีความรู้สึกใดเลยที่ใกล้เคียงคำว่า “ผ่องใส” ดังนั้น ฝันครั้งสุดท้าย! ของเขาจะต้องเลวร้ายดำมืดอย่างแน่นอน
“ผมขออีกหนึ่งคำถามได้มั้ยครับ” นพกรณ์ยั้งเท้าที่กำลังจะก้าวข้ามเส้นประตู
ชายคนนั้นยืนขึ้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความประหลาดใจ
“เอ้า อยากถามอะไร ว่ามา”
“พระพุทธเ้าได้มาที่นี่มั้ยครับ” นพกรณ์ถามออกไปแล้ว ก็อยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ตายอีกรอบ
สมมติมัจจุราชยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากแล้วกล่าวว่า “ฉันเคยมีโอกาสได้สนทนากับพระพุทธเ้าของคุณ หลายสิ่งหลายอย่างที่ฉันได้จากมหาบุรุษโคตมกลายเป็สิ่งที่ฉันยึดถือและปฏิบัติมาตลอด และหากคุณสงสัยว่าศาสดาของคุณเคยมาที่นี่หลังจากปรินิพพานหรือไม่ ฉันขอบอกคุณว่ามหาบุรุษท่านนั้น ปราศจากข้อสงสัยในสิ่งที่เป็ทุกข์ จึงมีความผ่องใสอยู่เป็นิจ ทำให้มหาบุรุษโคตมไม่มีความฝันเช่นคุณเลย ไม่! เขาไม่เคยได้มาที่นี่ แม้ฉันจะอยากให้เขามามากขนาดไหนก็ตาม”
เมื่อนพกรณ์ผลักบานประตูให้เปิดกว้าง สิ่งที่เขาเห็นภายนอกก็คือบรรยากาศที่ค่อนข้างมืด มีเพียงแสงสลัวจากหน้าบ้านและแสงเรือง ๆ จากท้องฟ้าสีแดงส้ม ฝั่งตรงข้ามของบ้านคือป่าดงดิบที่รกทึบไปด้วยไม้ป่านานาพันธุ์
เมื่อก้าวออกมาจากตัวบ้าน เขาก็สังเกตเห็นถนนมากมายหลายสาย ตัดผ่านแนวป่าลึกเข้าไปในความดงดิบของป่าเบื้องหน้า ถนนทุกเส้นทอดยาวไปสู่ความมืดมิดใจกลางป่าใหญ่ นี่หรือคือถนนแห่งความฝันครั้งสุดท้ายของทุกคน
“ปึ้ง!” เสียงประตูที่อยู่ด้านหลังเขาปิดเข้า
แต่เสียงประตูนั้น มันเป็เหมือนเสียงระฆังที่ปลุกให้นพกรณ์ถึงกับสะดุ้งใ บัดนี้เขาตื่นขึ้นจากภวังค์อะไรไม่ทราบ และสิ่งแรกที่วิ่งเข้ามาในความคิดของเขาก็คือ ผู้หญิงคนนั้น! คนที่เป็คิวต่อจากเขา ผู้หญิงที่เขาคุ้นหน้าเหมือนเคยรู้จัก แต่นึกไม่ออกว่าเธอเป็ใคร ตอนนี้นพกรณ์จำได้แล้ว... ผู้หญิงคนนั้นคือ ลัดดา! หญิงคนรักของเขานั่นเอง