ทิเบตันมาสทิฟขยับจมูกสูดกลิ่นดวงตาก็พลันสว่างวาบก้มหน้าจ้องเม็ดอาหารสุนัขตรงหน้าด้วยแววตาโหยหาราวกับมันมีแรงดึงดูดมหาศาลจนแทบต้านไม่ไหว
เพียงชั่วพริบตา ทุกสิ่งในหัวมันหายไปหมดเหลือเพียงความคิดเดียว...กิน!
มันก้มหน้าลงตะครุบเม็ดอาหารเข้าไปเต็มปาก เคี้ยว “ก้วบๆ”เพียงสองสามที ก่อนกลืนลงคอไปในทันทีเหมือนกลัวว่าจะมีใครมาแย่ง
“อร่อย!!”
ในดวงตามันฉายแววเพลิดเพลินเกินบรรยาย รีบก้มหน้าลงอีกครั้งใช้ลิ้นตวัดกวาดอาหารเข้าปากอย่างหิวกระหาย
ดูเหมือนจะอร่อยจริงๆ แฮะ…
เห็นเจ้าทิเบตันมาสทิฟกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยสวี่มั่วก็พลันคิดขึ้นมาเช่นนั้น แถมยังได้กลิ่นหอมลอยเตะจมูกจนเผลอกลืนน้ำลายราวกับเกิดความอยากลองกินขึ้นมาจริงๆจากก้นบึ้งหัวใจ
ไม่ได้! ต้องอดทน!!
สวี่มั่วสะดุ้ง รีบปาดเหงื่อในใจ
นี่ฉันกำลังติดสันดานหมาแล้วจริงๆหรือว่าอาหารนี่มันล่อตาล่อใจเกินไปกันแน่ โธ่เว้ย เกือบหลุดไปแล้วไหมล่ะ!
“อยู่ตรงนั้น เร็วเข้า!”
“ผ่านไปนานแล้ว มันจะหนีไปที่อื่นหรือยัง”
“ฤทธิ์ยาสลบน่าจะออกฤทธิ์เต็มที่แล้วมันคงหนีไปไหนไม่ได้ ต้องยังอยู่ในป่านี่แน่!”
“รีบเข้าเถอะ โธ่โว้ย หมาตัวเดียววิ่งตามตั้งนานเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
“อย่าใจร้อน จับได้เมื่อไหร่กลับไปก็กินหม้อไฟหมาได้เลย”
“หูย! ตูยังไม่เคยกินเนื้อมาสทิฟมาก่อนเลยนะแถมเป็นหมานักสู้อีก ไม่รู้รสชาติจะเป็นยังไง…”
ทันใดนั้นเอง ประสาทหูอันเฉียบคมของสวี่มั่วก็จับเสียงสนทนาได้เขาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันขวับไปมองนอกป่า พลางคิดในใจ
มาแล้ว!
เขาหันกลับไปมองเจ้าทิเบตันมาสทิฟที่กำลังเลียถุงอาหารอยู่แล้วรีบพูดว่า “กินพอหรือยัง ถ้าไหวก็ลุกขึ้นมา! พวกที่ตามล่านายกำลังมาแล้ว!”
“หา?!” ทิเบตันมาสทิฟที่ยังเคลิ้มกับรสชาติอาหารสะดุ้งเฮือกเงยหน้ามองรอบๆ อย่างงุนงง “มาแล้วหรือ ทำไมผมไม่เห็นได้ยินอะไรเลยล่ะ…”
ทิเบตันมาสทิฟขยับหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอุทานขึ้นอย่างตกใจ “อ๊ะ!มาจริงๆ ด้วย!”
มันเผลอเอ่ยด้วยแววตานับถือ “พี่ใหญ่นี่สุดยอดจริงๆ รู้ก่อนผมอีก”
สวี่มั่วพูดห้วนๆ ว่า “เลิกพูดมาก! ขยับได้หรือยัง”
“เหมือนจะพอไหวแล้ว…” มาสทิฟพยายามยันกายลุกขึ้นสีหน้าดีใจ “ถึงจะยังชาๆ อยู่บ้าง แต่เดินได้…พี่ใหญ่อาหารสุนัขของคุณนี่สุดยอดเลย!”
ไม่สุดยอดได้ไง ถุงหนึ่งตั้งพันแต้มแน่ะ!
สวี่มั่วไม่มีเวลาจะต่อปากต่อคำ มองไปทางรูหมาตรงกำแพงแล้วเร่งว่า“ลุกได้แล้วก็รีบมุดออกไปเลย! พวกมันใกล้มาถึงแล้ว!”
มาสทิฟรีบพยักหน้า “โอ้ๆ!!”
มันเดินเซไปเซมาจนถึงรูหมา ก่อนจะหันกลับมามองสวี่มั่ว“พี่ใหญ่…คุณไม่ไปด้วยหรือ”
สวี่มั่วตอบเสียงขุ่น “พวกนั้นไม่ได้จะจับฉันหนิ! นายดูแลตัวเองก็พอ!”
“อ้อ” มาสทิฟพยักหน้ารับแล้วหันหัวเตรียมจะมุดเข้าไปในรูหมานั้น
“เดี๋ยว!!” แต่จู่ๆ สวี่มั่วก็ร้องห้าม
มาสทิฟที่สอดหัวเข้าไปครึ่งหนึ่งชะงักรีบถอนหัวกลับมามองสวี่มั่วด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือ”
สวี่มั่วขมวดคิ้ว เงยหน้ามองออกไปนอกกำแพงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจพร้อมสูดดมกลิ่น สุดท้ายก็มั่นใจ “ข้างนอกมีคน!!”
เมื่อครู่เขาแทบไม่ทันสังเกต แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงไอแผ่วๆเลยรู้ว่ามีคนซ่อนอยู่ ดูเหมือนพวกนั้นก็ไม่ได้โง่คิดเผื่อไว้แล้วว่ามาสทิฟอาจย้อนกลับทางเดิม จึงเหลือคนเฝ้าอยู่นอกกำแพงกันพลาด!
“หา?” ทิเบตันมาสทิฟสะดุ้งหันไปมองอีกฝั่งกำแพงด้วยความสงสัย “มีคนจริงๆ เหรอ ทำไมผมไม่รู้สึกอะไรเลย”
สวี่มั่วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันซ้ายแลขวาแล้วพูดว่า “รอแป๊บ!”
เขาหันไปทางต้นไม้ที่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ถอยหลังสองสามก้าว แล้วจู่ๆก็พุ่งตัวออกไป ใช้แรงวิ่งช่วยส่ง ก่อนจะดีดตัวพรวดขึ้นสูงกว่าสามเมตรจากนั้นใช้แรงยันกับลำต้นหยาบกระโดดต่อไปอีกครั้งจนขึ้นไปยืนบนกิ่งใหญ่สูงห้าเมตรกว่าได้!
“ว้าว!!” ทิเบตันมาสทิฟเบิกตากว้าง มองอย่างตกตะลึง“นี่…นี่คุณปีนต้นไม้ได้ด้วย?!”
โดยทั่วไปแล้ว สุนัขย่อมไม่มีทางปีนต้นไม้ได้แต่สวี่มั่วไม่ใช่สุนัขธรรมดา หลังผ่านการเสริมร่างกายหลายครั้งการเคลื่อนไหวแบบนี้สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องยากเลย
เขายืนบนกิ่งไม้ มองเลยพ้นกำแพงออกไปได้พอดี แม้แสงจะมืดสลัวแต่ด้วยการมองเห็นอันเฉียบคมของสุนัขก็ยังทำให้เขาเห็นเงาร่างที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้าอีกฝั่งหนึ่งได้อย่างชัดเจน!
สวี่มั่วหันกลับไปทางด้านในหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคนกำลังใกล้เข้ามา
ไม่มีเวลาให้ลังเลอีกแล้ว
แววตาเขาแข็งกร้าวขึ้นทันทีก่อนจะกระโจนออกจากกิ่งไม้ตรงขึ้นไปเกาะบนยอดกำแพงแล้วก้มตัวต่ำดุจนักล่าในรัตติกาล จ้องมองศัตรูเบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่งกะระยะในใจอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กระโดดพุ่งออกไปอีกครั้ง!
ฮัสกี้พุ่งทะยานเป็นเส้นโค้งกลางอากาศราวกับบินได้มุ่งตรงเข้าโจมตีคนที่แอบอยู่ในพงหญ้านั้น!