สถานที่จัดการประลองทดสอบธนูเลือกเป็นบนเนินหินขรุขระที่อยู่ไม่ไกลจากค่ายทหาร
บริเวณนี้เป็นที่ราบกว้างใหญ่ไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ เหมาะแก่การฝึกซ้อมยิงธนูมากที่สุด
ในความเป็นจริง ค่ายทหารชิงโจวมีสนามฝึกซ้อมยิงธนูอยู่แล้วแต่เป็นสนามที่สร้างขึ้นสำหรับการยิงธนูในระยะสองร้อยก้าว ซึ่งหมายความว่าเป้าที่อยู่ไกลที่สุดอยู่ห่างเพียงสองร้อยก้าวทำให้ไม่สามารถทดสอบพลังของธนูใหม่ได้
ณ เวลานี้ ทหารจำนวนนับไม่ถ้วนที่มาออกันอยู่ในบริเวณนั้นต่างก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอย
ฟู่ถิงเย่กับฉินเหลาอู่รวมถึงเหล่าแม่ทัพนายกองอื่นๆ ก็รอคอยอย่างสงบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
มีช่างฝีมือกำลังคำนวณระยะทางอย่างละเอียดโดยปักธงเป็นเครื่องหมายทุกๆ ห้าสิบก้าว รวมทั้งหมดสิบธง
เหลียงเหวินเฉิงกับหวาชิงเสวี่ยกำลังตรวจดูธนูทั้งสิบที่คัดสรรมาอย่างดีเป็นครั้งสุดท้าย
ไห่ซื่อเซวียนเดินเข้ามาพร้อมกับนายทหารสิบนาย ซึ่งทุกนายล้วนแข็งแรงกำยำ
“แม่นางหวา หัวหน้าช่างเหลียงนี่คือคนที่ท่านต้องการ”
“ลำบากใต้เท้าไห่แล้ว”หวาชิงเสวี่ยรีบกล่าวขอบคุณ แล้วมองไปยังทหารทั้งสิบนายที่อยู่ด้านหลัง แววตาของนางก็ชะงักไปเล็กน้อย
“มีอะไรผิดปกติหรือ?”ไห่ซื่อเซวียนช่างสังเกต เมื่อเห็นว่าหวาชิงเสวี่ยมีสีหน้าไม่สู้ดีก็รีบถามขึ้น
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าเบาๆกล่าวด้วยความลังเล “ผู้ที่ถูกเลือก...อาจจะไม่เหมาะสมเจ้าค่ะ”
ไห่ซื่อเซวียนหันไปมองทหารที่ตนเองนำมาก่อนจะรู้สึกงุนงงแล้วถามว่า “...แม่นางหวายังรู้สึกว่าพวกเขายังไม่แข็งแรงพอที่จะน้าวสายธนูพวกนี้หรือ?”
“ใต้เท้าไห่เข้าใจผิดแล้ว”หวาชิงเสวี่ยรีบอธิบาย “นายทหารเหล่านี้ย่อมมีความแข็งแกร่งไม่ธรรมดา แต่การทดสอบธนูครั้งนี้จุดประสงค์หลักคือการทดสอบคุณค่าการใช้งานของมัน ดังนั้นข้าจึงคิดว่า...ควรจะเปลี่ยนผู้รับเลือกดีหรือไม่?ท้ายที่สุดแล้ว ในค่ายทหารก็ไม่ได้มีแต่นายทหารที่แข็งแรงเช่นนี้ ข้าคิดว่าทั้งคนสูงคนเตี้ย คนผอม คนอ้วน คนแข็งแรง คนอ่อนแอ...ควรรับเลือกมาทดสอบทั้งหมดเจ้าค่ะ”
เหลียงเหวินเฉิงพยักหน้าเห็นด้วย“แม่นางหวาพูดถูกต้องแล้ว ควรจะเป็นเช่นนั้น ให้ทุกคนยิงคนละสามรอบ สุดท้ายนำค่ากลางมาคิดรวมกันแบบนี้ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงจะมีคุณค่า”
ไห่ซื่อเซวียนลำบากใจเล็กน้อยเขามองหวาชิงเสวี่ย จากนั้นมองไปยังท่านแม่ทัพใหญ่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ สุดท้ายก็ทนไม่ไหวลดเสียงลงแล้วพูดกับหวาชิงเสวี่ยว่า “แม่นางหวา ทำเช่นนี้จะเหมาะสมหรือไม่?...แน่ใจนะว่าจะให้ทหารที่แก่ชรากับทหารที่อ่อนแอเข้ามาด้วย?หากผลลัพธ์ท้ายที่สุดออกมาไม่ดีขึ้น เกรงว่าจะจบไม่สวยกระมัง”
“ใต้เท้าไห่โปรดวางใจ”หวาชิงเสวี่ยยิ้มบางๆ แววตาของนางสงบนิ่ง
ไห่ซื่อเซวียนเห็นหวาชิงเสวี่ยมีท่าทางมั่นใจก็ยังรู้สึกประหม่าอยู่ดีเขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “รอสักครู่” จากนั้นก็หันหลังเดินไปหาฟู่ถิงเย่
หลังจากนั้นไม่นาน ไห่ซื่อเซวียนก็กลับมาอย่างรวดเร็วเขาสั่งให้ทหารกำยำทั้งสิบเหลือไว้เพียงสองนาย ส่วนที่เหลืออีกแปดนายก็ให้กลับไปทั้งหมด
ในกลุ่มคนที่มารวมตัวเริ่มซุบซิบกันด้วยความสงสัยงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่นานหลังจากนั้น ไห่ซื่อเซวียนก็พาคนกลุ่มใหม่กลับมาคราวนี้ผู้คนพากันแตกตื่นกัน!
เพราะคนที่ไห่ซื่อเซวียนนำมานั้นมีครบทุกรูปแบบทั้งคนสูง คนเตี้ย คนอ้วน คนผอม คนแก่ คนอ่อนแอ!
— นี่มันอะไรกัน?เกิดอะไรขึ้น!
แน่นอนว่ารองหัวหน้าเว่ยก็เห็นภาพนี้เช่นกันเขาเหลือบมองไปทางฟู่ถิงเย่โดยไม่แสดงท่าที และเมื่อไม่เห็นการตอบสนองใดๆ ก็หันกลับมามองหวาชิงเสวี่ยและหัวเราะเยาะเย้ยอยู่ในใจ ‘ไม่เจียมตน’
แน่นอนว่า คนสูง คนเตี้ยคนอ้วน คนผอม คนแก่ คนอ่อนแอ ที่กล่าวมานี้เป็นการเปรียบเทียบเท่านั้น
นายทหารเหล่านี้ล้วนได้รับการคัดเลือกเข้ามาในค่ายทหารหากนำไปเทียบกับคนธรรมดาทั่วไปแล้ว ย่อมไม่ได้อ่อนแออย่างแน่นอน แต่เมื่อเทียบกับเหล่าทหารชั้นยอดที่แข็งแรงกำยำเมื่อครู่นี้ก็ดูเหมือนจะด้อยกว่าไปหน่อย
เนื่องจากความแข็งแรงทางร่างกายด้อยกว่าเมื่อออกรบจริง ทหารเหล่านี้จึงมักถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ วันนี้จู่ๆ ก็ถูกเลือกออกมาทดสอบธนูจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะแสดงความประหม่าออกมา
นายทหารคนแรกที่มาทดสอบธนูตัวค่อนข้างเตี้ย อีกทั้งยังผอมแห้ง ดูเหมือนจะอายุเพียงสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี เป็นหนุ่มน้อยที่ยังดูอ่อนเยาว์
เหลียงเหวินเฉิงให้เขาเลือกธนูมาหนึ่งจากสิบคันจากนั้นยื่นลูกศรสามดอกให้เขา “สู้เขา! สี่ร้อยก้าว!”
หนุ่มน้อยถือธนูไว้ด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย
หวาชิงเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ทำเหมือนกับตอนที่เจ้าฝึกซ้อมทุกวันก็พอ ไม่ต้องกดดันตัวเองมาก”
หนุ่มน้อยพยักหน้าด้วยสีหน้าตึงเครียดดูเหมือนจะยังประหม่ามาก
เขาหายใจเข้าลึกๆ น้าวสายธนูเล็งไปยังธงที่อยู่ไกลที่สุด—
ทุกสายตาจดจ้องไปที่ลูกศรที่กำลังจะยิงออกไปจากมือของเขา
ฝ่ามือเปียกชุ่มโดยไม่รู้ตัวในวันที่อากาศหนาวเย็นแต่เขากลับมีเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก หยาดเหงื่อไหลลงมาเปียกขนตาเพียงกะพริบตาเล็กน้อยก็รู้สึกแสบรุนแรง
เวลาค่อยๆ ผ่านไป เขายังคงเล็งอยู่
บริเวณโดยรอบเงียบสนิทธนูถูกน้าวสายออกมาเรื่อยๆ ...ทุกคนต่างกลั้นลมหายใจ
ยิง!
— ผึง!
ผู้คนพากันส่งเสียงฮือฮา!
ลูกศรนั้นดันเบนออกไปข้างหนึ่งและตกลงในระยะใกล้มาก! จากการประมาณดูแล้วระยะทางน่าจะไม่ถึงเจ็ดสิบหรือแปดสิบก้าวด้วยซ้ำ!
พวกทหารต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา บ้างก็มีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมา สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะภาพนั้นมันช่างน่าขันยิ่งนัก!
ตอนแรกก็ให้สัญญาอย่างมั่นใจว่าจะทำธนูที่ระยะยิงสี่ร้อยก้าวออกมาได้ตอนนี้จัดงานใหญ่โตเอิกเกริก แต่ผลที่ยิงได้กลับย่ำแย่ราวกับสุนัขกินอุจจาระ [1] ก็ไม่ปาน!ช่างน่าขันนัก!
หนุ่มน้อยที่ออกมายิงธนูรู้สึกตกใจจนประหม่ามองไปทางหวาชิงเสวี่ยอย่างกระอักกระอ่วน แล้วอธิบายว่า “...ข้า เมื่อครู่ข้า...มือลื่นไป”
เหลียงเหวินเฉิงมองเหล่าทหารที่กำลังพูดคุยกันอยู่ด้านหลังของเขาด้วยอารมณ์ที่ยิ่งย่ำแย่ลง
ในเวลาสำคัญแบบนี้ เจ้าดันมือลื่นไปได้?ซวยจริงๆ!
หวาชิงเสวี่ยกลับปลอบใจเขาอย่างอ่อนโยนด้วยอารมณ์ดี“ไม่เป็นไร เจ้ายังเหลืออีกสองดอก เจ้าไม่ต้องประหม่า ค่อยๆ นะ...”
ในตอนนั้นเอง เหล่าผู้คนที่กำลังส่งเสียงดังจอแจอยู่ก็พลันเงียบเสียงลง
เสียงทุกอย่างพลันเงียบหายไปทันใด
หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองเห็นเพียงฟู่ถิงเย่ลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้าวเดินอย่างมั่นคง การกระทำเต็มไปด้วยความสง่างามและน่าเกรงขาม...และช่างหล่อเหลามากเหลือเกิน
หวาชิงเสวี่ยเบนสายตาหลบเขินอายเกินกว่าที่จะมองต่อ
ในใจแอบคิดว่า หรือว่าตนเองอยู่ในยุคโบราณนานเกินไปจนรสนิยมความงามก็เปลี่ยนตามไปด้วย?ไว้หนวดเคราเต็มหน้าจนมองไม่เห็นใบหน้าแบบนั้น นางยังหวั่นไหวอะไรกันเนี่ย...
ฝีเท้าของฟู่ถิงเย่มั่นคงและรวดเร็วไม่นานก็เดินมาถึงเบื้องหน้า
เขาไม่กล่าวอะไร เลือกธนูมาหนึ่งคันจากที่เหลียงเหวินเฉิงเตรียมไว้จากนั้นก็ยกธนูขึ้นแล้วยิง!
ซู่ว!——
ลูกศรขนนกแหวกทะลุผ่านอากาศพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว!
จนกระทั่งทะลุผ่านธงปักเข้าไปในหินที่กระจัดกระจายอยู่!
...เกิดความเงียบสงัดทั่วบริเวณ
ไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่คนเดียว
ฟู่ถิงเย่หันหลังกลับส่งคันธนูให้หนุ่มน้อยที่ยิงธนูเมื่อครู่ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่ไม่ลดทอนความสง่างามลงว่า“ปกติแล้วค่ายธนูหน้าไม้ฝึกซ้อมกันอย่างไร? ไม่เหยียดหลังให้ตรงจะยิงธนูได้อย่างไร?!”
หนุ่มน้อยแสดงท่าทีกลัวเกรง
เหลียงเหวินเฉิงถ่มน้ำลายแล้วเตะช่างฝีมือคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ขาไปทีหนึ่ง “ยืนโง่อยู่ทำไม?รีบไปวัดระยะทางเร็วเข้า!”
“...อ่า! อ้อ ขอรับ!”
ช่างฝีมือหลายคนสะพายเชือกพร้อมกับถือธงวิ่งออกไปยังที่ไกลตรงนั้น!
พวกเขาวิ่งไปไกลขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายร่างก็เล็กจ้อย พวกเขายืนทำอะไรกันอยู่สักพัก จากนั้นก็ยกธงในมือขึ้นมาโบกไปมา
เหลียงเหวินเฉิงมองดูการเคลื่อนไหวที่ธงเหล่านั้นโบกให้ชัดเจนแล้วกระโดดขึ้นด้วยความตื่นเต้น! ตะโกนว่า “ท่านแม่ทัพยิงได้หกร้อยก้าว! หกร้อยก้าว!!!”
ธนูที่พวกเขาใช้อยู่ตอนนี้ยิงได้มากที่สุดเพียงสองร้อยก้าวแต่ตอนนี้กลับเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า?
ผู้คนต่างพากันส่งเสียงดังขึ้นมาทันที!
ทุกคนพร้อมใจกันส่งเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง!
“ท่านแม่ทัพเกรียงไกร!ท่านแม่ทัพเกรียงไกร! เกรียงไกร!!!——”
ท่ามกลางเสียงตะโกนก้องกังวานฟู่ถิงเย่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่กุมมือของหวาชิงเสวี่ยไว้เงียบๆ
เขามองไปยังสนามยิงธนูแล้วพูดเสียงเบาว่า “ดูต่อไปเถิด”
คำพูดที่ดูเหมือนจะพูดอย่างไม่ตั้งใจนั้นกลับเหมือนกับยารักษาใจ ที่ซึมเข้าไปในใจของนาง ช่วยให้นางรู้สึกสบายใจ วางใจและคลายกังวล
ทั้งใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยแดงระเรื่อไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองคนอื่นยิงธนู ได้ยินแต่เสียงของเหลียงเหวินเฉิงดังขึ้นมาว่า“สามร้อยห้าสิบก้าว! ...สี่ร้อยยี่สิบก้าว! โอ้โอ้โอ้โอ้!——เกินสี่ร้อยแล้ว!!!”
ฝูงชนที่กำลังมุงดูอยู่พลันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง!
เมื่อเทียบกับความเก่งกาจของท่านแม่ทัพแล้วทหารที่ทั้งเตี้ยทั้งผอมกลับสามารถยิงได้ในระยะสามร้อยห้าสิบก้าวและสี่ร้อยยี่สิบก้าวได้ถือว่าเหลือเชื่อมาก!!!
ต้องรู้ไว้ด้วยว่า นายทหารเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่ที่อยู่ในอันดับรั้งท้ายของค่าย!
แม้แต่ทหารที่อยู่อันดับรั้งท้ายยังสามารถยิงได้ในระยะสี่ร้อยก้าวแล้วจะมีอะไรที่แสดงให้เห็นถึงพลังของธนูใหม่ได้ดีไปกว่าความจริงนี้อีกเล่า?!
หลังจากนั้นนายทหารก็ทดสอบธนูผ่านไปทีละคน—
สามร้อยก้าว สี่ร้อยก้าวแม้แต่ห้าร้อยก้าวก็ยังมี!
เหลียงเหวินเฉิงรู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะชาไปทั้งตัว!
สุดท้ายเมื่อรวบรวมผลทั้งหมดแล้วนอกจากหนุ่มน้อยคนแรกที่มือลื่นจนยิงได้เพียงเจ็ดสิบก้าวอันน่าอับอายแล้ว ที่เหลือนั้นแม้แต่คนที่แย่ที่สุดก็ยังยิงได้ในระยะราวๆสามร้อยก้าว ส่วนทหารกล้าที่แข็งแรงที่สุดทั้งสองนายก็สามารถยิงได้เกินห้าร้อยก้าวทั้งคู่!
รองแม่ทัพหลายคนของฟู่ถิงเย่ต่างอยู่ไม่สุขพากันเดินเข้ามาหยิบธนูเหล่านั้นขึ้นมาดูไปมาด้วยความรู้สึกทึ่ง
“นี่มันธนูวิเศษชัดๆ!”มีคนกล่าวด้วยความชื่นชม
ฟู่ถิงเย่รู้สึกปลาบปลื้มกล่าวเสียงดังว่า “ที่ได้ธนูนี้มา เป็นความดีความชอบของแม่นางหวา!”
ฉินเหลาอู่มองหวาชิงเสวี่ยด้วยความชื่นชมยกย่องทันทีว่า “ท่านแม่ทัพกล่าวถูกต้องแล้ว! แม่นางหวาเกรียงไกรจริงๆ!”
“เกรียงไกร! เกรียงไกร!”
ในหมู่ทหารเริ่มมีคนส่งเสียงตอบรับตามแล้วเสียงก็ดังกึกก้องไปทั่ว!
“แม่นางหวาเกรียงไกร!แม่นางหวาเกรียงไกร!”
“แม่นางหวาเกรียงไกร!เกรียงไกร!!!——”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกทำตัวไม่ถูกจึงรีบหลบอยู่ข้างหลังฟู่ถิงเย่ด้วยความเขินอาย
ทหารเหล่านั้นไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่กลับส่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีก!
...
หัวหน้าเสมียนสวีมองภาพตรงหน้าเกิดความรู้สึกสั่นไหวอย่างรุนแรงในหัวใจ พึมพำกับตัวเอง “สำเร็จแล้วจริงๆ ...ธนูที่ยิงได้ในระยะสี่ร้อยก้าวห้าร้อยก้าว...สำเร็จแล้วจริงๆ ...ต่อไปในภายภาคหน้าต้าฉีของเราจะต้องมีพลธนูที่ไร้เทียมทานที่สุดอย่างแน่นอน!”
เขาหันไปพูดกับรองหัวหน้าเว่ย“ใต้เท้าเว่ย ข้าว่าแม่นางหวาไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ...รองหัวหน้าเว่ย?!ท่าน...ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
ใบหน้าของรองหัวหน้าเว่ยซีดเผือดนั่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเหม่อลอย หางตาที่ห้อยลง ยิ่งทำให้ดูชราลงไปอีก
“นางทำสำเร็จแล้วจริงด้วย...”เขาพึมพำ
“ใช่แล้ว แม่นางหวาผู้นี้เหนือความคาดหมายจริงๆ!”หัวหน้าเสมียนกล่าวด้วยความรู้สึกชื่นชม “ไม่รู้ว่าเป็นบุตรสาวของตระกูลใด ถึงฉลาดเฉลียวถึงเพียงนี้หรือว่านางจะเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลโม่ที่เลื่องลือว่ามีช่างฝีมือชั้นยอด...”
รองหัวหน้าเว่ยดูเหมือนจะไม่ได้ยินยังคงพึมพำเบาๆ อยู่ว่า “นางทำสำเร็จแล้ว...เป็นไปได้อย่างไร...เป็นไปได้อย่างไร...”
รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องดีใจ
มีทหารจำนวนมากวิ่งเข้ามาขอทดสอบธนูใหม่ฟู่ถิงเย่อนุญาตทั้งหมด สนามยิงธนูจึงเต็มไปด้วยลูกศรที่พุ่งไปในอากาศ บรรยากาศคึกคักอย่างยิ่ง!
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้หลบเลี่ยงใดๆจับมือของหวาชิงเสวี่ยไว้แน่น แล้วถามว่า “เมื่อช่างตีเหล็กหลิวทำดาบเสร็จ ข้าจะส่งทั้งดาบและธนูไปเมืองเซิ่งจิงขอให้ฮ่องเต้พระราชทานรางวัลให้ เจ้าอยากได้สิ่งใด?”
—————————————————————————
[1]สุนัขกินอุจจาระ(狗吃屎)หมายถึงล้มหัวคะมำ หรือล้มคว่ำ (มีนัยเชิงดูถูกเหยียดหยาม)