สมคิดชายวัยห้าสิบกว่าๆ มีตำแหน่งหัวหน้าคนงานของไร่ส้มศิธากุลกำลังตรวจดูการทำงานของคนงานในไร่อย่างขยันขันแข็งเสียงรถแทรกเตอร์สองคันที่กำลังทำงานดังกระหึ่มไปทั่วทั้งบริเวณตอนนี้ไร่กำลังเริ่มเตรียมพื้นที่สำหรับเพาะปลูกต้นส้มพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็พันธุ์ส้มที่ไร่ศิธากุลทดลองผสมสายพันธุ์ขึ้นเองโดยเอาส้มตระกูลดังสองพันธุ์มาผสมกันทดลองกันอยู่นานจนสำเร็จได้ส้มพันธุ์ใหม่โดยให้ชื่อว่าส้มศิธากุลส้มสายพันธุ์ใหม่นี้ให้รสหวานอมเปรี้ยวผลใหญ่กว่าส้มทั่วไปเล็กน้อย เนื้อฉ่ำให้ปริมาณน้ำมากกว่าส้มทั่วไป
สมคิดถอดหมวกจักสานปีกกว้างใบใหญ่ออกก่อนจะใช้มันเป็พัดโบกพัดลมเย็นๆให้ตนเองเพราะวันนี้ร้อนเหลือเกิน ชายสูงวัยเผลอขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นนายหนุ่มเ้าของไร่ขับรถเข้ามาจอดใกล้ๆกับเพิงที่พักคนงาน ก่อนจะลงจากรถเดินเข้ามาหาเขาด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“วันนี้เป็ไงบ้างลุงไปถึงไหนแล้ว” พอมาถึงคนใบหน้าบึ้งตึงก็ถามขึ้นทันที
“เตรียมดินใกล้จะเสร็จแล้วครับนายวันนี้คงยกร่องเสร็จพรุ่งนี้ก็คงจะเอาพันธุ์ส้มลงดินได้”
“อืม”ผู้เป็นายตอบกลับมาแค่นั้นแล้วเงียบไปสมคิดเห็นสายตานายหนุ่มมองรถแทรกเตอร์ที่ทำงานอยู่ตาไม่กะพริบเหมือนจะสนใจ แต่ความที่รู้จักรู้ใจทำงานด้วยกันมานานทำให้เขากลับไม่คิดเช่นนั้นสายตาผู้เป็นายน่ะมองรถแน่แต่ความคิดนี่สิคงไม่ใช่เื่งาน แล้วเขาก็อดถามออกไปด้วยความเป็ห่วงไม่ได้เพราะแผ่นดินก็เหมือนลูกหลานเขาคนหนึ่ง
“มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับนาย”
แผ่นดินหันมามองคนถามก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วตอบปฏิเสธ “เปล่าหรอกลุงเดี๋ยวผมไปดูงานท้ายไร่ก่อนนะ อีกไม่กี่วันคงเก็บผลผลิตได้ แล้วผมจะเลยเข้าไปดูในโรงงานด้วยให้เตรียมพร้อมคัดแยกเกรดส้มที่เราจะส่งให้ลูกค้า” จบคำนายหนุ่มเ้าของไร่ก็เดินไปขึ้นรถจิ๊ปแล้วขับออกไป
สมคิดมีสีหน้าครุ่นคิด สายตามองตามรถที่เคลื่อนออกไปพึมพำเบาๆ กับตนเองว่า
“สงสัยจะเป็เื่ของแม่หนูคนนั้น”
เปลือกตาบางขยับหยุกหยิกก่อนจะค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาหวานจ้องมองเพดานนิ่ง แล้วลุกพรวดขึ้นนั่งเมื่อจำเื่ที่เกิดขึ้นทุกอย่างได้น้ำใสๆ เอ่อคลอดวงตางามก่อนจะหยดต้องแก้มนวลเป็ทาง ไผท... ชื่อนี้กำลังฝังรากลึกในความทรงจำและในหัวใจของเธอฝังลงไปอย่างที่ไม่มีวันจะถอนออกมาได้ไม่ว่าเธอจะทำยังไงมันก็ไม่สามารถที่จะลบเลือนไปได้อีกแล้วชื่อที่คอยย้ำเตือนให้รู้ว่าตัวเธอนั้นเลวเพียงใดทำให้คนที่รักเธอต้องตาย...
หญิงสาวชันเข่าขึ้นแล้วซบหน้าลงไป ร่างบางสั่นสะท้านเสียงสะอื้นดังขึ้นไม่เบาเลยสักนิด
ไท...อรทำให้ไทต้องตายใช่ไหมเพราะอรใช่ไหมไทถึงต้องทำแบบนี้ ทำไม...ทำไมไทต้องคิดสั้นด้วย อรขอโทษนะไทอรขอโทษอรไม่น่าทำร้ายความรู้สึกของไทเลย อรขอโทษ....
อรปรียาสะอื้นไห้หนักขึ้นไปอีกหัวใจเธอเ็ปไปหมดกับเื่ที่เกิดขึ้นเธอเสียใจและเ็ปที่ไผทฆ่าตัวตายเพราะถึงแม้เธอจะไม่ได้รักเขาแบบคนรักแต่ความรักที่เธอมอบให้ในฐานะเพื่อนก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันทำไมนะ ทำไมตอนนั้นเธอไม่เอะใจเลยสักนิดว่าความรู้สึกที่เขามีให้มันมากกว่าเพื่อน ทั้งๆที่พอคิดย้อนดูแล้วเขาก็แสดงอย่างชัดเจนออกปานนั้น แล้วหญิงสาวก็อดนึกถึงวันคืนเก่าๆที่อยู่กับไผทไม่ได้
เธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งเธอหกล้มหน้าห้องสมุดในขณะที่เธอและเขากำลังจะเดินไปยังโรงอาหาร
‘อร! เป็ไงบ้างเจ็บมากไหมมาเดี๋ยวไทอุ้มไปห้องพยาบาล’
‘อุ๊ย…ไม่ต้องหรอกไท อรไม่ได้เป็อะไรมากแค่แผลถลอกหน่อยเดียวเอง’ เธอรีบห้ามเมื่อเขาทำท่าจะอุ้มจริงๆ อย่างที่พูดแต่ก็ไม่เป็ผล เพราะเขาไม่ฟังคำปฏิเสธจัดการอุ้มเธอขึ้นมาและพาเธอไปยังห้องพยาบาลทันทีเธอจำได้ว่าตอนนั้นมีแต่คนมองและเธอรู้สึกอายสายตาเ่าั้เหลือเกิน
‘เจ็บมากไหมจ๊ะอร’
‘ไม่เจ็บหรอกไทแค่แสบๆแผลนิดหน่อยนะ อรบอกแล้วว่าอรไม่ได้เป็อะไรไทก็ไม่เชื่อ ดูสิแผลเล็กแค่นี้เอาปลาสเตอร์แปะก็ได้แล้วไม่เห็นต้องมาห้องพยาบาลเลย’
‘ไม่ได้หรอกต้องล้างแผลสิเดี๋ยวติดเชื้อจะยุ่งไทไม่อยากให้อรเป็อะไรไปไทเป็ห่วงอรมากนะรู้ไหม’
เธอจำได้ว่าตอนนั้นหัวเราะขำแค่ไหนกับสีหน้าจริงจังและความเป็ห่วงแบบโอเว่อร์ของเขาแต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไร เพียงคิดแค่ว่าเขาเป็ห่วงเธอในฐานะเพื่อนเท่านั้นเพราะไผทที่เธอรู้จักเป็สุภาพบุรุษมักจะอ่อนโยนกับผู้หญิงทุกคนเสมอ จึงทำให้เธอไม่เอะใจเลยว่าเขามีใจให้จนกระทั่งเขาสารภาพรักในวันนั้น วันที่เธอได้พบเขาเป็ครั้งสุดท้าย...
‘มีเื่อะไรดีๆแน่เลยใช่ไหมไทถึงได้พาอรมาเลี้ยงข้าวแบบนี้’ เธอเอ่ยถามเขาเมื่อเขาพาเธอมาทานอาหารตามที่นัดกันไว้เพียงลำพังสองคน
‘ใช่เื่ดีมากๆเลยถ้าเป็ไปตามที่ไทหวังไว้นะ’
‘เื่อะไรเหรอหรือว่าไทได้งานทำแล้วถ้างั้นอรยินดีด้วยนะแต่ว่าถ้าเป็เื่นี้ความจริงเราน่าจะชวนเพื่อนๆมาเลี้ยงฉลองพร้อมกันเลยจะดีกว่านะ’
‘ไม่ใช่เื่งานหรอก’
‘อ้าว...อรนึกว่าไทได้งานทำแล้วเสียอีกถึงได้นัดมาเลี้ยงข้าว’
‘ที่ไทนัดอรมาทานข้าวด้วยกันในวันนี้เพราะไทมีเื่จะพูดกับอร’
‘เื่อะไรเหรอ’ เธอถามเขาออกไปแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบมีเพียงแววตาและรอยยิ้มอ่อนหวานส่งมาให้เท่านั้นแล้วเขาก็เปลี่ยนเื่ไปเสียเฉยๆ
‘อรชอบบรรยากาศร้านนี้ไหม’
‘ชอบสิและอรรู้ว่าอาหารที่นี่อร่อยมากด้วยแต่แพงไปหน่อยนะ’
‘แต่ไทว่ามันก็คุ้มนะถ้ามันจะเป็ตัวช่วยทำให้สิ่งที่ไท้าสมดังหวังต่อให้แพงแค่ไหนไทก็ยอมจ่าย’
คำพูดของเขาทำให้เธอสงสัยว่ามันหมายความว่าอะไรแต่ก็ไม่ได้ถามออกไปเพราะอาหารที่สั่งไว้มาเสิร์ฟพอดี เธอและเขาทานอาหารกันอย่างมีความสุขบรรยากาศภายในร้านที่โรแมนติกเหมาะสำหรับคู่รักมาทานกัน ก็ทำให้เธอเริ่มรับรู้ถึงความรู้สึกที่เขาแสดงออกมาเล็กน้อยแต่ในใจก็พยายามปัดความคิดนี้ออกไปตลอดจนกระทั่งทานเสร็จ
‘อร...ไทมีอะไรจะบอกอร’
‘อะไรเหรอไท’ เธอถามอย่างสนใจ ก่อนจะสะดุ้งใเมื่อมืออุ่นๆของเขาเลื่อนมาวางทับมือเธอไว้ เธอรู้สึกแปลกๆ จึงคิดจะชักมือออกแต่คราวนี้เขาจับมือเธอไว้แน่นแล้วจู่ๆเขาก็เอ่ยถามออกมาว่า
‘อร...ในสายตาของอรคิดว่าไทเป็คนยังไง’
ตอนนั้นเธอแปลกใจมากที่เขาถามแบบนี้แต่ก็ยอมตอบออกไปว่า
‘ไทเหรอก็เป็คนดีที่สุดเลยไงเป็สุภาพบุรุษที่สุดแล้วก็เป็เพื่อนที่ดีที่สุดคอยช่วยเหลืออรทุกอย่างอีกด้วย’
‘เพื่อน...แล้วอร...รักไทไหม’
คำถามของเขาทำให้เธออึ้งไปเลยทีเดียวและไม่เข้าใจว่าเขาถามแบบนี้ทำไม แต่ก็อีกนั่นแหละถึงเธอไม่เข้าใจแต่ก็ยอมตอบออกไปโดยดี‘รักสิ’ คำตอบของเธอทำให้ดวงตาเขาเป็ประกาย รอยยิ้มประดับบนใบหน้าก่อนมันจะจางหายไปเมื่อเธอพูดต่อว่า ‘ไทเป็เพื่อนชายคนเดียวที่อรรักไว้ใจและสนิทที่สุดเลยนะ’
‘แต่เราไม่ได้้าเป็แค่เพื่อนนะอร’
‘ไท!’
‘สำหรับไทไทไม่เคยมองอรเป็เพื่อนเลยสักนิด ั้แ่ต้นจนถึงเดี๋ยวนี้ไทก็ยังรู้สึกกับอรเหมือนเดิมอร...ไทรักอรนะรักมานานแล้วั้แ่วันแรกที่ไทเจออร อรคบกับไทนะ’
‘ไท...’ เธอเรียกเขาเสียงแ่ ใกับคำสารภาพรักของเขาไม่คิดเลยว่าเขาจะรู้สึกกับเธอแบบนี้แต่สำหรับเธอนั้นั้แ่รู้จักกันมาความรู้สึกที่มีต่อเขาเป็ได้แค่เพื่อนเท่านั้น
‘นะอรเราคบกันนะไทรักอรรักอรคนเดียว รักมาตลอด’
‘ไทแต่อรคิดกับไทแค่...’
‘นะอร รับรักไทเถอะนะไทสัญญาว่าไทจะรักและดูแลอรตลอดไป’เธอยังพูดไม่จบเขาก็พูดสวนขึ้นมาแววตาเขามีความอ้อนวอนขอร้องจนทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจ
‘ไท...’ เธอเรียกเขาด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่จริงจัง ก่อนจะค่อยๆปลดมือเขาออกจากมือตนเอง สีหน้าของไผทเกือบทำให้เธอใจอ่อนเป็ฝ่ายกุมมือเขาไว้เอง และตอบรับรักเขาด้วยความสงสารแต่เธอก็อดกลั้นไว้เพราะถ้าเธอทำอย่างนั้นคนที่จะเ็ปที่สุดก็คือไผทเอง ‘อรรักไทแบบเพื่อนเท่านั้น อรดีใจนะที่ไทมีความรู้สึกดีๆแบบนั้นให้อรแต่อรรับมันไว้ไม่ได้จริงๆเราสองคนเป็เพื่อนที่ดีต่อกันแบบนี้ตลอดไปเถอะนะ อย่าเปลี่ยนมันเลยนะไท’
‘ทำไมอร...ไทไม่ดีไทผิดตรงไหนอรถึงรักไทไม่ได้’
น้ำตาของเขาทำให้เธอรู้สึกผิดแต่ก็ต้องใจแข็งไว้ไผทเป็คนดีเขาต้องได้รับความรักตอบแทนไม่ใช่แค่ความสงสารเท่านั้น ‘มันไม่ใช่ความถูกผิดดีเลวอะไรหรอกนะไทไทเป็คนดีใครได้เป็แฟนไทก็จะมีแต่ความสุข’
‘แล้วทำไมอร...’
‘ก็เพราะอรไม่ได้รักไทแบบนั้นไงละอรรักไทแบบเพื่อนและความรู้สึกของอรก็ไม่เปลี่ยนแปลงด้วย’
เธอเห็นเขาก้มหน้าไหล่หนาสะท้านไหวด้วยแรงสะอื้นเธอเอื้อมมือไปบีบกระชับมือเขาอย่างให้กำลังใจเพราะรู้ว่าไผทเป็คนอ่อนไหวพอสมควรแต่ตอนนั้นเธอไม่เคยได้คาดคิดเลยว่าเขาจะอ่อนไหวถึงขนาดฆ่าตัวตายได้ถ้าเธอรู้สักนิดจะไม่มีวันปฏิเสธเขาทันทีอย่างในวันนั้นเลย
อรปรียาสะอึกสะอื้นหอบหายใจแรงเริ่มหายใจไม่ออกเพราะจากการร้องไห้อย่างหนักถ้าเธอลุกขึ้นไปส่องกระจกในตอนนี้จะต้องใกับใบหน้าของตนเองเป็แน่เพราะดวงตากลมโตแสนหวานบัดนี้บวมแดงช้ำจมูกก็แดงก่ำริมฝีปากอิ่มช้ำจากการถูกฟันขบกัด
ไผท...ถ้าเธอไม่ปฏิเสธเขาทันทีในวันนั้นหรือพยายามพูดให้เขาเข้าใจมากกว่านี้เขาก็อาจจะไม่คิดสั้นก็เป็ได้ความผิดทั้งหมดเป็เพราะเธอคนเดียวเพราะเธอไผทถึงต้องตาย เพราะเธอ...อรปรียา!
หญิงสาวเฝ้าโทษตัวเองจนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูเธอสะดุ้งเฮือกมองไปที่บานประตูอย่างหวาดกลัวเพราะคิดว่าเป็พี่ชายของไผทคนใจร้ายใจดำคนนั้นแต่แล้วเธอก็คิดผิดเพราะคนที่เปิดประตูเข้ามาเป็หญิงสูงวัยร่างท้วมผิวขาวท่าทางใจดีแทน
“ได้เวลากิ๋นข้าวเย็นแล้วเ้าไปล้างหน้าล้างตาหื้อสดชื่นแล้วออกไปกิ๋นข้าวเถอะเ้า”
อรปรียานิ่งไปครู่หนึ่งกับภาษาที่คนตรงหน้าพูดออกมาภาษาเหนือใช่ไหม เธอครุ่นคิดในใจก่อนจะพูดกับอีกฝ่ายปนเสียงสะอื้นว่า “ยะ...ยังไม่หิว”
“บ่ได้นะเ้าต้องกิ๋นข้าวคุณบ่ได้กิ๋นอะหยังแต่เช้าเดี๋ยวจะหิวจนเป็ลมเป็แล้งไปนะเ้าออกไปทานเถอะเ้า” จบคำหญิงสูงวัยท่าทางใจดีก็ออกไปไม่รอฟังคำปฏิเสธใดๆอีก
อรปรียาถอนหายใจ ไม่อยากออกไปเลยเพราะยังไม่อยากเผชิญหน้ากับคนใจร้ายคนนั้นในตอนนี้แต่ถ้าเธอไม่ออกไปเขาอาจจะโมโหแล้วเข้ามาตามเธอเองก็เป็ได้ หญิงสาวคิดหนักก่อนจะตัดสินใจลุกไปล้างหน้าแล้วออกจากห้องไป
เธอเดินลงบันไดมาก็ไม่พบใครสักคน มองซ้ายมองขวาอยู่ครู่คนที่ขึ้นไปตามเธอลงมาก็ปรากฏตัวเธอยิ้มตอบรอยยิ้มเป็มิตรนั้นก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายไปที่ห้องอาหาร เธอทำใจไว้แล้วว่าจะต้องเจอแผ่นดินนั่งหน้าดุคอยอยู่ที่โต๊ะแต่พอมาถึงกับไม่เป็อย่างที่คิดหญิงสาวอดเหลียวมองหาชายหนุ่มเ้าของบ้านไม่ได้ เพราะคิดว่าเขาอาจจะยืนคอยอยู่บริเวณไหนสักแห่งการกระทำของเธอไม่รอดพ้นสายตาของเอื้องแม่บ้านร่างท้วมไปได้ เอื้องยิ้มแป้นแล้วบอกด้วยน้ำเสียงเอื้อเอ็นดูว่า
“มองหานายเหรอเ้า เปิ้นบ่อยู่หรอกเ้าเข้าไร่ไปเมื่อตอนสายๆสั่งเอาไว้ว่าจะกลับดึกบ่ต้องรอ วันนี้คุณคงต้องกิ๋นข้าวคนเดียว”
หญิงสาวหน้าร้อนผ่าว เมื่อถูกจับได้ว่ามองหาเ้าของบ้านยิ่งเห็นสายตาของแม่บ้านที่มองมาก็ยิ่งอับอายหนักเข้าไปใหญ่ เธอนั่งลงบนเก้าอี้ แอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่ไม่ต้องมานั่งเผชิญหน้ากับเ้าของบ้านหน้าั์จอมใจร้าย
อรปรียาหยิบช้อนขึ้นมาถือไว้มองอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างสนใจอาหารที่วางอยู่ส่วนมากจะเป็อาหารทางเหนือไม่ว่าจะเป็ถ้วยน้ำพริกอ่องที่วางคู่กับจานผักต้ม แกงโฮะและแอบปลาเธอมองจนทั่วทั้งโต๊ะก่อนจะหันไปเอ่ยชวนคนที่ยืนส่งยิ้มแป้นให้
“ทานข้าวด้วยกันสิคะป้า”
“ขอบคุณเ้า แต่ป้าขอตัวไปยะการยะงานในครัวก่อนเ้าเชิญคุณกิ๋นข้าวตามสบายเถอะเ้า” อรปรียาคิ้วขมวดมุ่นเพราะบางคำเธอก็แปลไม่ได้ว่ามันหมายถึงอะไรและดูเหมือนหญิงร่างท้วมจะสังเกตเห็นและรู้ว่าเธอคิดอะไรจึงเอ่ยขอโทษขอโพยยกใหญ่เป็คำภาษากลางแทน“ป้าขอโทษนะคะที่พูดคำเมืองกับคุณป้าลืมไปว่าคุณเป็คนกรุงเทพ”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะป้าหนูพอฟังออกบ้างเพราะสมัยเรียนก็มีเพื่อนเป็คนเหนือเหมือนกัน” หญิงสาวยิ้มให้เพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวล เอื้องยิ้มแป้นที่อีกฝ่ายไม่โกรธและที่เธอเป็กังวลเื่นี้เพราะเธอเคยเจอกับตัวเองมาแล้ว
เมื่อครั้งที่มีเพื่อนหญิงของแผ่นดินโทรมาหาจากกรุงเทพเธอรับโทรศัพท์และพูดภาษาเหนือด้วยความเคยชินแต่อีกฝ่ายกลับฟังไม่ออกสื่อสารกันไม่รู้เื่ความจริงผู้หญิงที่โทรมาต่างหากที่สื่อสารไม่รู้เื่อยู่ฝ่ายเดียว
วันนั้นเธอโดนด่าหาว่าเป็คนบ้าบ้างล่ะคนโง่บ้างล่ะ แถมยังขู่จะฟ้องแผ่นดินอีกต่างหากหลังจากนั้นมาเธอก็หัดพยายามพูดภาษากลางเอาไว้บ้างเวลารับแขกที่มาจากกรุงเทพของเ้านายและคนที่เธอให้สอนก็คือสามีของเธอนั่นเองเพราะเขาเป็คนกรุงเทพ
“งั้นป้าจะพยายามพูดภาษากลางกับคุณนะเ้าเอ๊ย...นะคะ” เอื้องพยายามพูดภาษากลางแต่ก็ยังมีหลุดบางคำออกมาอยู่ดีตามความเคยชิน
หญิงสาวหัวเราะคิกบอกว่า
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ป้าพูดเหนือก็ได้ตามแต่ป้าถนัดเถอะค่ะ”
เอื้องยิ้มแป้นก่อนจะขอตัวออกไป แต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะถูกเรียกไว้ซะก่อน
“เดี๋ยวก่อนค่ะป้า เอ่อ...ป้าชื่ออะไรคะแล้วบ้านนี้อยู่กันกี่คนเหรอคะ”
“อ๋อ...ป้าชื่อเอื้องเ้าที่เฮือนนี้นะเ้าถ้านับกันจริงๆก็มีแค่คุณกับนายเท่านั้นแหละเ้า”
“หนูกับเขาอยู่กันแค่สองคนหรือคะ!อ้าว...แล้วป้าละคะไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” เธอร้องถามด้วยความใเมื่อรู้ว่าต้องอยู่ที่บ้านนี้กับเขาแค่สองคนเท่านั้นความกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ
“เปล่าเ้าป้ากับอี่น้องน้ำอ้อยลูกสาวน่ะเ้าอยู่เฮือนตัวเองซึ่งอยู่บ่ไกลจากที่นี่เท่าไรนัก ป้ามาทำกับข้าวทำงานบ้านหื้อนายทุกวัน”เอื้องพูดคล่องปากขึ้นเมื่อได้รับอนุญาตให้พูดเหนือได้
“เขาชื่ออะไรหรือคะป้าเ้าของบ้านน่ะ”