ตอนที่ 3
ภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวออกไปจากบ้าน 2 ชั้นที่คล้ายคลึงกับประสาทแต่กับโดยสร้างขึ้นด้วยไม้ มีสวนนั่งเล่นที่กว้างใหญ่หรือแม้แต่พื้นที่ข้างในตัวบ้านก็ยังหลงเหลืออยู่อีกมากมาย
"เบล คุณแน่ใจจริงๆหรอคะที่จะปล่อยลูกให้อยู่คนเดียวนะ"
แองเจลิก้า ได้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกเป็ห่วงในขณะที่เธอกำลังจ้องมองบ้าน ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย เบลก็ไม่ได้แตกต่างจากเธอมากนัก แถมดูเหมือนอาการของเขานั้นจะหนักมากกว่าเธอด้วยซ้ำ
"ผมรู้ครับ แองเจลิก้า แต่มันมีเพียงแค่วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น ที่จะสามารถปกป้องลูกได้เพราะในตอนที่พวกเราควรจะต้องจัดการปัญหา ที่กำลังถาโถมเข้ามาในตอนนี้ให้หมดสิ้นไปซะ"
" แล้วพวกเราจะต้องใช้เวลากี่ปีกันล่ะ คุณก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรอเบล! ว่าลูกของเรายังไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวนะ"
แองเจลิก้า ได้พูดกึ่งะโแม้ว่าเธอจะรู้สาเหตุก็ตามว่าทำไมถึงจะต้อง ทิ้งลูกเอาไว้ที่นี่แต่เธอก็ยังคงทำใจยอมรับไม่ได้อยู่ดีกับการตัดสินใจของพวกเบลและฉัน
"แล้วคุณจะให้ผมทำยังไงล่ะ! คุณก็น่าจะรู้นี่นาว่าต่อให้พวกเราจะเก่งมากแค่ไหน แต่การจะสู้ไปด้วยพร้อมกับปกป้องอาร์ต มันจะนำพาพวกเราทั้งสามคนไปตายพร้อมกันนะ แองเจลิก้า!"
"แต่ว่า"
"ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น!"
เบลได้ะโตัดหน้าก่อนที่เขาจะรู้สึกว่าตัวเอง ในตอนนี้กำลังรู้สึกไม่แตกต่างจากเธอมากนัก ก่อนที่ไม่นานเขาจะสามารถกลับมาควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้
"แองเจลิก้า ผมรู้ว่าคุณเป็ห่วงอาร์ตแต่ลูกของเราในตอนนี้ พร้อมจะเผชิญกับโลกภายนอกแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะยังเด็กแต่ผมก็เชื่อว่าเขาจะสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้ แม้ว่าจะไม่มีพวกเราก็ตาม เพราะฉะนั้นแล้วผมขอให้คุณเชื่อใจในตัวลูก"
แองเจลิก้า ที่ได้ยินแบบนั้นเธอก็สูบลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเองในตอนนี้ที่กำลังร้อนรุ่มไปด้วยไฟ ก่อนที่ไม่นานเธอจะสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้
"ค่ะ ฉันเชื่อว่าอาร์ตจะผ่านมันไปได้ฉันเชื่อค่ะ เบล"
ทางด้านของอาร์ตที่รับรู้ได้ว่าทั้งสองคนนั้นได้เดินออกจากบ้านไปแล้ว เขาก็ถึงกับค่อยๆทรุดตัวล้มลงกับพื้นในขนาดที่ยังคงยืนหันหลังให้แก่ประตูห้องน้ำ ก่อนที่ไม่นานเสียงสะอึกสะอื้นจะดังออกมาจากเขาเบาๆ พร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆไหลรินลงมากระทบกับพื้นห้อง จนมันกลายเป็แอ่งน้ำเล็กๆ แม้ว่าภายนอกของเขานั้นจะเหมือนกับผู้ใหญ่ เป็เด็กน้อยที่ไร้อารมณ์ไม่ชอบแสดงสีหน้าให้คนอื่น จนเผลอคิดไปว่าเขานั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึก
แต่นั่นก็เป็เพียงแค่เปลือกนอกที่เขาได้แสดง ออกมาให้คนอื่นเห็น เพราะยังไงซะต่อให้เขาเข้มแข็งมากเท่าไหร่ ก็ยังคงเป็เด็กน้อยอยู่วันยังค่ำ ยังคงรู้สึกถึงอารมณ์ต่างๆแต่สาเหตุที่เขาไม่ยอมแสดงอาการพวกนั้นออกไปให้ใครได้รับรู้ ก็เป็เพราะว่าเขานั้น้าที่จะเก็บความรู้สึกพวกนั้นเอาไว้ในจิตใจของตนเอง ไม่้าให้ใครมาเดือดร้อนเกี่ยวกับเื่ของเขา
ก่อนที่จะหาวิธีการแก้ไขมันด้วยตัวเอง เขาไม่จำเป็ต้องพึ่งพาใครแต่ในตอนนี้นั้น ดูเหมือนว่ามันจะเกินขีดจำกัดของเขาไปมากแล้ว เขานั้นแทบอยากจะร้องะโโวยวายั้แ่ที่ได้ยินว่าจะทิ้งเขาเอาไว้ให้อยู่ที่นี่ตัวคนเดียว แต่หลังจากที่เห็นถึงสีหน้าของผู้เป็พ่อและแม่ เขาก็ได้ข่มอารมณ์ของตนเองเอาไว้ในก้นบึ้งของจิตใจ ก่อนที่จะพยายามไม่สนใจมันแต่ด้วยจิตใจที่ยังคงอ่อนแอ และไม่เคยเผชิญกับเื่แบบนี้มาก่อน...สำหรับเขาแล้วมันถือว่าทำได้ดีเต็มกลืนเท่าที่เขาจะทำได้แล้วในตอนนี้
ตราสัญลักษณ์รูปโซ่ที่อยู่บนมือข้างขวาของเขา ก็ได้เด่นชัดขึ้นมาหลังจากที่รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของผู้เป็เ้านาย ที่ในตอนนี้กำลังโศกเศร้าเสียใจและความรู้สึกพวกนั้นเธอก็สามารถรับรู้มันได้ อาร์ตที่ยังคงร้องไห้เสียใจอยู่ในห้องน้ำเป็เวลาเนิ่นนาน สุดท้ายแล้วเขาก็สามารถข่มอารมณ์พวกนั้นเอาไว้ได้ ไม่สิต้องเรียกว่าเขาร้องไห้จนแทบจะไม่เหลือน้ำตาให้มันไหลออกมาได้อีกแล้ว
อาร์ตที่ยันตัวลุกขึ้นมาเขาก็ถึงกับทรุดตัวล้มลงกับพื้นลงด้วยร่างกายที่สั่นเทาก่อนที่ไม่นานสติของเขานั้นจะดับไปพร้อมกับร่างกายที่นอนล้มลงกับพื้น เธอที่เห็นแบบนั้นก็ได้ปรากฏกายออกมาจากตราสัญลักษณ์ ก่อนที่จะทำการอุ้มร่างกายที่นอนลงกับพื้นอยู่นั้นขึ้นมาอยู่ภายใต้อ้อมกอด อันแสนอบอุ่นของเธอ
"นายท่านตัวน้อยของข้า หลับให้สบายเถิดเดี๋ยวข้าจะดูแลท่านเอง"
น้ำเสียงของเธอที่ส่งผ่านออกมานั้นมันเต็มไปด้วยความอบอุ่น ก่อนที่เธอจะพาร่างกายอันแสนบอบบางที่อยู่ในอ้อมกอดของเธอนั้น ไปวางไว้ที่เตียงนอนด้วยความแ่เบา เหมือนกับว่าเธอนั้นกลัวเขาจะตื่นขึ้นมา ในขณะที่เธอกำลังตัดสินใจจะเดินจากไปนั้นเธอก็ต้องหยุดชะงักลงก่อนที่จะหันหลังกลับไปมอง ซึ่งในตอนนี้สิ่งที่เธอเห็นนั่นก็คือเสื้อของตนเองที่โดนนายท่านจับเอาไว้ และดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยให้หลุดออกไปจากมือของเขาเลยสักนิด
"ดูเหมือนว่าท่านจะยังคง้าข้าอยู่สินะ นายท่านของข้า"
เธอก็ยังคงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นก่อนที่เธอจะทำการสะบัดมือไปมา 2-3 ครั้ง พร้อมกับประตูบ้านหรือแม้แต่หน้าต่างก็ได้ปิดลง ซึ่งเธอในตอนนี้นั้นก็ได้ไปปรากฏตัวอยู่ที่ข้างกาย ของอาร์ตที่กำลังนอนหลับไหลอยู่พร้อมกับดึงตัวเขาเข้ามาหาร่างกายของตนเอง ก่อนที่เธอจะทำการมอบความอบอุ่นให้ด้วยการโอบกอดเขาจากข้างหลัง พร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปิติยินดี
"นายท่านของข้าโปรดนอนหลับให้สบาย เดี๋ยวข้าผู้นี้จะอยู่เคียงข้างท่านเองแม้ว่าท่าน จะไม่เหลือใครแล้วก็ตาม"
และนั่นก็เป็คำพูดสุดท้ายก่อนที่เธอจะหลับไหลลงไปในห้วงนิทราท่ามกลางแสงของดวงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา กระทบกับร่างกายของทั้ง 2 ที่กำลังนอนนอนหลับไหล ภายในความมืดมิดของอาร์ตนั้นมันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หนาวเย็น ซึ่งมันพร้อมจะแช่แข็งร่างกายของเขาได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าเขานั้นจะเดินไปทิศทางใดก็พบเพียงแค่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
จนในที่สุดเขานั้นก็ได้นั่งลงกับพื้นพร้อมกับมือทั้งสองข้างที่อบกอดร่างกายของตนเอง เขานั้นไม่เห็นเข้าใจเลยว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ทำไมมันถึงรู้สึกโดดเดี่ยวลำพังได้มากขนาดนี้ เหมือนกับว่าเขานั้นอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด ความคิดพวกนั้นที่เข้ามาในสมองมันทำให้จิตใจดวงน้อยของเขานั้นเริ่มสั่นไหว พร้อมกับเปลวเพลิงที่ค่อยๆมอดดับลงไปทีละน้อยตามกาลเวลา เหมือนกับเป็การตอกย้ำว่าเขานั้นอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด
ในขณะที่ความสิ้นหวังกำลังเข้ามาเกาะกินภายในจิตใจ เขานั้นก็รับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างที่แผ่กระจายออกมาจากข้างหลัง มันจึงทำให้เขาหันไปมองตาม ก่อนที่จะพบกับหอกเล่มหนึ่งซึ่งในตอนนี้มันนั้นก็ยังคง ปักอยู่ที่พื้นเหมือนกับว่ากำลังรอเวลาให้ใครสักคนนึงที่คู่ควรกับมันไปดึงออกมา
"เธอก็โดดเดี่ยวลำพังเหมือนกับฉันสินะ"
อาร์ตที่ได้เดินไปหยุดอยู่ข้างหน้าของมัน เขาก็ได้ยื่นมือไปจับหอกก่อนที่จะนำมันมาอยู่ข้างกายของตนเอง เหมือนกับว่ามันคือส่วนหนึ่งของร่างกายที่ขาดหายไป และนั่นมันก็ทำให้เขาตื่นขึ้นมา ภาพแรกที่มองเห็นนั้นก็คือเพดานห้อง พร้อมกับความรู้สึกอันคุ้นเคยที่เขามักจะััได้ในตอนเช้าอยู่ตลอดเวลา
"มิลาด้า เช้าแล้วนะ"
อาร์ต ได้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาก่อนที่เขาจะทำการเขย่าร่างกายของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่กำลังนอนกอดเขาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม และ ดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยเขา ให้หลุดจากอ้อมก่อนเลยของเธอแม้แต่น้อย ใช้เวลาเพียงแค่ไม่นานเธอก็ได้ตื่นขึ้นมา ด้วยสีหน้าที่ยังคงง่วงนอนอาร์ตที่กำลังจะลุกออกจากเตียงนั้น ก็ััได้ถึงอ้อมกอดจากคนข้างหลัง
"อาร์ต นอนต่ออีกสักหน่อยไม่ได้หรอ เหมือนกับ เมื่อ 5 ปีก่อนไง"
มิลาด้า ได้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานพร้อมกับอ้อนวอนให้คนตรงหน้าของเธอนั้นกลับมานอนด้วยกัน อาร์ตที่เห็นแบบนั้นก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ ก่อนที่เขาจะใช้มือทั้งสองของตนเองไปจับที่แขนของเธอ
"ไม่ได้หรอกนะวันนี้ฉันมีงานั้แ่เช้า เพราะฉะนั้นแล้ว มิลาด้า วันนี้ฉันคงจะนอนตอนเช้าด้วยกันกับเธอไม่ได้หรอกนะ"
"อะไรกัน วันนี้อาร์ตก็ไม่ยอมนอนกับเราอย่างนั้นหรอ หรือว่าอาร์ตไม่รักเราแล้ว"
"อย่าพูดอย่างนั้นสิฉันรักเธอนะ แล้วก็จะรักเธอเพียงคนเดียวตลอดไป ไว้วันหยุดถ้าเธอ้าอะไรเดี๋ยวฉันหามาให้เอง แต่นั่นก็ต้องเป็สิ่งที่ฉันให้ได้ด้วยนะ"
พูดจบริมฝีปากของทั้งสองก็ได้กระทบกันในยามเช้า มันก็เป็เหมือนกับวันปกติทั่วไปที่พวกเขานั้นใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานานกว่า 5 ปี จนทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นแปรเปลี่ยนจากนายและอาวุธกลายไปเป็คนรัก มิลาด้าที่ได้รับจูบของเขาในตอนเช้าก็ทำสีหน้าร่าเริงขึ้นมา ก่อนที่เธอจะสลายร่างกายกลับไปเป็ิญญาตามผู้เป็เ้านายของตนเองไปทั่วทั้งบ้าน
"อาร์ต นี่ก็ผ่านมา 5 ปีแล้วสินะที่พวกเราอยู่ด้วยกันนะ ฉันมีเื่จะขออะไรอย่างนึง"
"เื่อะไรอย่างนั้นหรอ"
"นายช่วยแต่งงานกับฉันได้ไหม!"
เสียงะโที่ดังลั่นไปทั่วบ้าน ถึงกับทำให้อาร์ตหยุดชะงักไปสามวิก่อนที่เขาจะกลับมามีทีท่าปกติ พร้อมกับลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินหายลับเข้าไปในห้อง ซึ่งมันก็ถึงกับทำให้มิลาด้าทำสีหน้าเศร้าใจออกมาที่เห็นการตอบสนองของผู้เป็เ้านาย
"เธอจะทำสีหน้าแบบนั้นไปทำไม ฉันก็แค่เดินไปเอาของมาแค่นั้นเอง ส่วนเื่นั้นฉันตกลง"
และคำพูดที่ออกมาจากปากของอาร์ตมันก็ได้เรียกใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขของเธอออกมาอีกครั้ง และดูเหมือนว่าครั้งนี้จะมากกว่าข้างไหลเมื่อเธอได้เงยหน้าขึ้นมามองก็พบกับแหวนแต่งงาน ทั้ง 2 วง อาร์ตก็ได้คุกเข่าลงตรงหน้าของเธอ
"นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป คุณจะเป็ของผมเพียงแค่ผู้เดียว และผมขอสัญญาว่าจะรักคุณเพียงแค่คนเดียวตลอดไปจนกว่าชีวิตดวงน้อยๆดวงนี้จะพังทลายหายไป มิลาด้าคุณจะยอมตกลงแต่งงานกับผมไหมครับ"
"ตกลงค่ะ!"
แล้วทั้งสองคนก็ได้จูบกัน ในขณะที่แสงของดวงอาทิตย์อ่อนๆกำลังส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา เป็พื้นหลังให้กับพวกเขาทั้งสองคน หลังจากที่ทั้งสองถอดริมฝีปากออกจากกัน พวกเขาก็ได้หัวเราะขึ้นด้วยความสุขที่เต็มเปี่ยม
"ไอ้อาร์ต! มีคนมาหาเอง!"
แต่แล้วบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความสุขก็โดนทำลายทิ้งหายไป จนทำให้อาร์ตถึงกับอารมณ์เสีย แต่เขาก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามากนักทำเพียงแค่ลุกขึ้นมา มิลาด้าเองที่รู้ว่าควรทำยังไงเธอก็ได้สลายร่างกายกลับไปเป็ิญญา ที่ซึ่งมีเพียงแค่นายของเธอเท่านั้นที่มองเห็นได้ อาร์ตที่เห็นว่าภรรยาของตนเองสลายกลับไปเป็ิญญาเขาก็เดินไปเปิดประตู ก่อนที่จะพบกับตาเฒ่าคนนึงที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูของเขา
"อาร์ต ดูเหมือนจะมีคนมาหาเองแล้วข้าก็พามาเองแล้วด้วย"
"ขอบคุณครับคุณลุง"
"ไม่เป็ไร"ลุงทำงานเพียงแค่ตอบรับสั้นๆก่อนที่จะหันหลังให้แก่เขา"คนนี้แหละครับ ที่ชื่อว่าอาร์ตถ้าไม่ว่าอะไรช่วยตกลงตามที่พูดด้วยนะขอรับ"
ผู้หญิงที่สวมใส่เกราะซึ่งดูท่าทางเหมือนกับอัศวินนั้นก็ได้ทำการโยนเหรียญทองให้แก่ลุงก่อนที่เขาจะวิ่งหายลับเข้าไปในหมู่บ้าน อาร์ตที่เห็นว่าใครมาเขาก็ถึงกับทำสีหน้าสงสัยเพราะเขานั้นไม่รู้จักคนตรงหน้าเลยแม้แต่นิด
"ไม่ทราบว่าคุณเป็ใครหรอครับ ถึงได้มาหาผมถึงที่นี่"
"นายน้อยอาร์ตคะ ดิฉันมารับนายน้อยกับประสาทตามคำสั่งของนายท่านเบลค่ะ"
อัศวินหญิงตรงหน้าได้ก้มลงคุกเข่าพร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ้อมน้อมถ่อมตน ไม่ว่าผู้ใดที่ได้มาเห็นก็ต้องคิดว่านี่คืออัศวินที่สูงศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าว่าผู้ที่โดนเรียกว่านายน้อยนั้นกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย กว่าที่เธอจะรู้สึกตัวว่านายน้อยของตัวเองหายไปจากตรงหน้านั้น อาร์ตก็เดินจากเธอไปไกลเสียแล้ว อัศวินหญิงที่เห็นแบบนั้นก็รีบพุ่งตรงตามหลังนายน้อยของตนเองแบบติดๆ
"นายน้อยคะ ช่วยกลับไปพระราชวังกับดิฉันด้วยเถอะนะคะ ก่อนที่ท่านเบลจะทรงพิโรธไปมากกว่านี้"
อัศวินหญิงที่ตามหลังเข้ามานั้นก็ยังคงไม่ลดละในการพยายาม ที่จะพาตัวเขากลับไปยังปราสาทหรือพระราชวังนั่นแหละ
"ก็ทรงพิโรธไปสิ ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับฉันนี่อีกอย่างนึงคนที่ชื่อ อาร์ตก็มีอยู่เยอะแยะมากมายตามอาณาจักร แล้วเธอจะแน่ใจได้ยังไงว่าไม่ได้หาผิดคนน่ะ"
อาร์ตก็ยังคงตอบกลับไปแบบไม่สนใจอะไร เพราะสำหรับเขาแล้วเื่อดีตเมื่อ 5 ปีก่อนมันจะเป็ยังไงก็ช่างขอเพียงแค่เขาได้อยู่ในปัจจุบันกับคนที่เขารักก็เพียงพอแล้ว อัศวินหญิงที่เห็นแบบนั้นก็ได้พรุ่งตัวมาขวางทางเดินของเขา พร้อมกับสีหน้าจริงจัง
"ขอร้องล่ะค่ะนายน้อยอาร์ต ช่วยกลับไปพระราชวังกับดิฉันด้วยเถอะนะคะ!"
"ฉันก็บอกแล้วไง ว่าเธออาจจะจำผิดคนก็ได้เลิกดื้อได้แล้วน่า ฉันจะไปทำงาน"
"แต่ว่า!"
"ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น ฉันขอตัวละคุณอัศวินหญิง"
พูดจบทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น อาร์ตก็หายตัวไปปรากฏอยู่ข้างหลังของเธอ ก่อนที่เขาจะเดินจากไปแบบไม่ซุ่มไม่เสียง ไม่สิแม้แต่การก้าวเดินของเขาก็ยังคงไร้เสียง อัศวินหญิงที่เพิ่งรู้สึกตัวว่านายน้อยของตัวเองนั้นได้หายตัวไปจากตรงหน้าของเธอแล้ว มันก็ถึงกับทำให้เธอนั้นรู้สึกใเป็อย่างมากจากการที่ไม่สามารถ รับรู้การเคลื่อนไหวของนายน้อยของเธอได้เลยแม้แต่น้อย กลัวที่จะรู้สึกตัวนายน้อยของเธอนั้นก็เดินหายไป จากสายตาเป็ที่เรียบร้อย
"เมื่อกี้มันอะไรกัน ทำไมฉันถึงไม่เห็นการเคลื่อนไหวของนายน้อยล่ะ"
นี่คือสิ่งที่ยังคงวนเวียนอยู่ภายในหัวของเธอ เกี่ยวกับคำถามที่ว่าทำไมเธอถึงไม่สามารถรับรู้การเคลื่อนไหวของเขาได้เลยแม้แต่น้อย กลัวที่จะรู้สึกตัวเขาก็หายตัวไปจากวิสัยทัศน์ของเธอเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่กำลังตกตะลึงอยู่นั้นเธอก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองนั้นมาที่นี่เพื่ออะไร ก่อนที่จะวิ่งตรงดิ่งไปหาอาร์ตที่ในตอนนี้กำลังเดินไปที่สวนขนาดใหญ่
"นายน้อยรอดิฉันด้วยสิคะ!"
อาร์ตที่หันหลังมามองอัศวินหญิงเขาก็ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะเดินมุ่งตรงไปที่สวนแบบไม่สนใจเธอ
"อาร์ตให้ฉันฆ่ายายอัศวินหญิงนั่นทิ้งเลยดีไหมคะ"
มิลาด้า ที่โผล่ออกมาด้วยร่างกายิญญาพร้อมกับทำสีหน้ารำคาญที่มีให้แก่อัศวินหญิง ซึ่งในตอนนี้เธอกำลังเดินตามข้างหลังเขาแบบไม่ลดละความพยายาม อาร์ตที่ััได้ถึงจิตสังหารจากมิลาด้า มันก็ถึงกับทำให้เขาส่ายหน้าไปมาด้วยความเหนื่อยใจกลับอาการขี้หวงของเธอ แต่เพราะเธอเป็แบบนี้เขาก็เลยชอบเธอไปโดยปริยาย ไม่สิต้องเรียกว่าตกหลุมรักแรกั้แ่พบเห็น
"ไม่จำเป็หรอก มิลาด้า ปล่อยไปเถอะเดี๋ยวก็คงเลิกเองแหละ"
เขาทำการตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับการกระซิบ ซึ่งมีเพียงแค่พวกเขาทั้งสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน ส่วนอัศวินหญิงนั้นเธอก็ถึงกับยืนนิ่งด้วยขาทั้งสองข้างที่สั่นเทาจนเหมือนกับว่าจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
จิตสังหารเมื่อกี้มันอะไรกัน นี่คือคำถามที่วนเวียนภายในหัวของเธอไปมาหลังจากที่ได้ัักับจิตสังหารของ มิลาด้า ที่เธอจงใจปล่อยใส่อัศวินหญิงซึ่งมันก็ถึงกับทำให้เธอหวาดกลัวจนแทบจะไม่สามารถ ประคองร่างกายให้ยืนได้แต่ดูเหมือนเธอจะดูถูกอัศวินหญิงคนนี้มากไปหน่อย เพราะใช้เวลาเพียงแค่ไม่นานอัศวินหญิงตรงหน้าก็สามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง
ซึ่งแม้แต่อาร์ตที่เหลียวมองดูเป็บางครั้งก็ยังแอบรู้สึกใอยู่นิดหน่อย แม้ว่าจิตสังหารที่เธอได้รับไปมันจะน้อยนิดแต่เขาก็ไม่เคยเห็นใครที่สามารถรับมันได้แล้วยังคงยืนอยู่แถมใช้เวลาเพียงแค่ไม่นานเธอก็สามารถกลับมาเดินได้แล้ว
"น่าใอยู่ไม่ใช่น้อยเลยนะคะที่ยายอัศวินหญิงนั่น ยังคงสามารถประคับประคองร่างกายของตนเองให้เดินตามพวกเรามาได้มะ"
"นั่นสินะ ดูเหมือนว่าอัศวินหญิงคนนี้จะพอมีดีอยู่บ้านที่ยังคงสามารถทนจิตสังหารของเธอได้ แต่ก็อย่าไปแกล้งเขาเยอะล่ะ"
"ค่าาา ดิฉันจะพยายามไม่แกล้งเธอก็แล้วกันนะคะ"
ใช้เวลาเพียงแค่ไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงสวนที่มีชาวบ้านกำลังทำการแปรสภาพดินอยู่ เพื่อรองรับฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเขาก็เดินต่อมาอีกหน่อยก่อนที่จะพบกับคุณลุงคนนึงที่ท่าทางใจดี และกำลังทำการออกคำสั่งให้แก่คนอื่นอยู่ เมื่อคุณลุงคนนั้นได้เห็นอาร์ตที่เดินตรงดิ่งมาหาเขา คุณลุงคนนั้นก็ถึงกับยิ้มขึ้นมาพร้อมกับร้องกึ่งะโ
"อาร์ต!! ว่าไงวันนี้ก็ยังคงมาทำงานเช้าเหมือนเดิมเลยนะ"
"ถ้าผมไม่มาทำงานั้แ่เช้าแล้วผมจะมีเงินที่ไหนไปซื้อกับข้าวกินล่ะครับ"
อาร์ตก็ตอบกลับไปทั้งรอยยิ้ม ซึ่งนั่นก็ทำให้คุณลุงยิ้มขึ้นตามไปด้วยก่อนที่จะทำการออกคำสั่งให้แก่เขา
"เหมือนเดิม 20 ไร่ถ้าทำเสร็จในวันนี้มาเอาไปเลย 5 เหรียญเงิน"
"แน่ใจนะครับลุงเดือนที่แล้วยังแค่ 1 เหรียญเงินเองเลยนะครับ ทำไมตอนนี้ถึงเพิ่มให้ขนาดนี้เลยละครับ"
"ฮ่าๆๆ! ก็ไอ้คนที่ไหนกันล่ะที่มาช่วยข้าทำนาทำไร่จนทำให้ผลผลิตมันเพิ่มพูนขึ้นเร็วขนาดนี้ เอาล่ะไปทำงานได้แล้วเดี๋ยวข้าก็ไม่ให้เงินเองหรอก"
"ครับๆ จะไปทำเดี๋ยวนี้แหละครับ"