ตอนที่ 26
เริ่มต้นการค้าขาย (26)
“ !!! ” จูเฟยทำหน้าตาตื่นตระหนกเป็อย่างมากเมื่อนางมองเห็นว่าอยู่ๆ ทั่วทั้งร่างกายของนางก็มีพลังสีขาวปรากฏออกมาปกคลุมร่างกายเอาไว้
“ ยกมือขึ้นมา ” ผู้เป็อาจารย์ที่อยู่ด้านหน้าพูดขึ้น
จูเฟยเองก็กระทำตามโดยทันทีนางยกมือข้างขวาขึ้นมา
และแล้วพลังิญญาที่ปกคลุมร่างกายของจูเฟยเอาไว้อยู่มันก็ได้เริ่มปรากฏกลายเป็เส้นทางแห่งพลังแล้วเริ่มถักทอกลายเป็ค่ายกล
มันเป็ค่ายกลสีขาวที่ออกมาในรูปลักษณะเดียวกับค่ายกลที่นางจินตนาการภายในหัวของนาง เมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านหน้ามันก็ยิ่งทำให้นางตื่นตระหนกเข้าไปใหญ่ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงผนวกกับความสับสน
“ เอาล่ะเ้าลองสะบัดค่ายกลแล้วสั่งการให้มันไปประทับลงที่หินก้อนนั้นสิ ” หยางซานพูดขึ้นพร้อมกับใช้นิ้วมือของตนเองชี้ตรงไปที่หินก้อนหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างๆลำธาร
มันเป็หินที่มีขนาดอยู่ในระดับปานกลาง จูเฟยมองแล้วก็ดูเห็นว่าถ้าเป็เด็กเช่นนางก็คงจะไม่สามารถยกมันขึ้นหรือถ้ายกมันขึ้นก็คงจะมีใบหน้าที่แดงก่ำและใช้เรี่ยวแรงทั้งหมด
กระนั้นนางก็ทำตามคำสั่งของผู้เป็อาจารย์นางได้สะบัดมือของนางออกไปเพื่อให้ค่ายกลที่นางสร้างขึ้นมุ่งตรงไปประทับลงที่หินก้อนนั้น
ค่ายกลสีขาวมุ่งตรงไปอย่างช้าๆแล้วประทับลงที่หินก้อนที่ท่านอาจารย์ของนางนั้นบอก
เมื่อค่ายกลสีขาวที่ลอยไปแล้วประทับลงกับก้อนหินก้อนนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วพลังสีขาวที่กำลังปกคลุมร่างกายของนางอยู่มันก็หายไปในทันที
ใบหน้าของจูเฟยยังคงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความสับสน
“ เอาละเราไปดูกันว่ามันได้ผลหรือไม่ ” ผู้เป็อาจารย์ที่นั่งอยู่ด้านหน้าเริ่มค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆ จูเฟยที่เห็นเช่นนั้นก็ลุกตามท่านอาจารย์ของนางไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองพากันเดินเข้าไปใกล้ๆลำธารที่ตัดผ่านบริเวณนี้ เป้าหมายที่เดินตรงไปแล้วก็คือก้อนหินก้อนนั้นที่ตัวของจูเฟยได้สั่งการให้อักขระประทับลงที่มัน
หยางซานผู้ที่เดินไปถึงก่อนก็ยกมือขึ้นมาลูบปลายคางของตนเองแล้วก้มมองหินก้อนนั้น ดวงตาทั้งสองเริ่มหรี่เล็กลง
“ ยอดเยี่ยม ” เขาพูดออกมาพร้อมกับพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
จูเฟยที่เพิ่งเดินมาถึงก็ได้แต่งุนงงนางจ้องมองก้อนหิน ก้อนนั้นเช่นกันแต่นางก็ยกมือขึ้นมาเกาหัวของนางเพราะว่าไม่เห็นว่ามันมีอันใดจะแตกต่างเลย ค่ายกลของนางไม่สามารถผ่าหินก้อนใหญ่ได้เหมือนท่านอาจารย์และดูหินก้อนนี้จะไม่ได้มีอันใดเปลี่ยนไปด้วย
ในเมื่อเป็เช่นนี้มันไม่เท่ากับว่านางไม่สามารถทำได้สำเร็จอย่างงั้นหรอกหรือ
“ ท่านอาจารย์เ้าคะ~ แบบนี้แปลว่าไม่สำเร็จใช่หรือไม่ ” นางร้องถามทันที
“ ไม่ๆ เ้าทำมันสำเร็จ และเ้าก็สามารถทำมันได้โดยที่ไม่มีส่วนไหนผิดพลาดหรือว่าขาดตกเลยสักนิด ” ผู้เป็อาจารย์หันมาบอกด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจในความสามารถของศิษย์ตัวน้อย
จูเฟยขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันด้วยความฉงน ใบหน้าเล็กๆของนางเอียงคอสงสัยพร้อมกับถามออกมาเป็คำพูด “ สำเร็จงั้นหรือเ้าคะแล้วเหตุใดมันถึงไม่มีอันใดเกิดขึ้นเลยล่ะ ”
“ ฮ่าๆๆ เ้าอย่าพูดเช่นนั้นสิ ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมันเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น ”
“ ภายนอก?? ”
“ เ้าลองหยิบยกมันขึ้นมาดูสิ ” ผู้เป็อาจารย์กล่าว
คำพูดของผู้เป็อาจารย์มันยิ่งทำให้จูเฟยนั้นขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันแล้วจ้องมองไปที่ท่านอาจารย์อย่างประหลาด หินก้อนขนาดนี้เด็กตัวเท่านางจะสามารถหยิบยกขึ้นมาได้เช่นไร
“ เอาเถอะน่าลองดู ” หยางซานพูดย้ำออกไปเมื่อมันเห็นใบหน้าของลูกศิษย์ตัวน้อยเต็มไปด้วยความสงสัย
เมื่อท่านอาจารย์ของนางพูดย้ำขึ้นมาเช่นนั้นนางก็ได้ค่อยๆย่อกายของนางลงไปแล้วโอบอุ้มหินก้อนนั้นขึ้นมา
“ อึบ~ ”
และเมื่อหยิบยกมันขึ้นมาด้วยแขนทั้งสองข้างในท่าโอบอุ้ม มันก็ทำให้ตัวของจูเฟยรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ดวงตากลมโตจ้องมองลงที่หินขนาดกลางที่อยู่ในมือของนางด้วยความฉงน นางสามารถหยิบยกมันขึ้นมาได้และน้ำหนักที่อยู่ภายในมือของนางมันก็ราวกับว่าเป็เพียงท่อนไม้เท่านั้น
ด้วยความสงสัยนางได้วางมันลงกลับไปที่เดิมและลองใช้มือััและทุบมันดู ทั้งััทั้งความแข็งแรงมันก็ยังเป็หินไม่ใช่แร่อื่นๆ
และเมื่อได้รู้ว่ามันเป็หินมันก็ยิ่งทำให้นางประหลาดใจหินที่ใดจะมีความเบาเช่นนี้
เมื่อยิ่งสงสัยก็เลยปรายตาหันกลับไปมองผู้เป็อาจารย์ของนางด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“ ท่านอาจารย์นี่มัน~ ”
“ เป็อย่างไรข้าบอกแล้วว่าค่ายกลของเ้ามันสามารถใช้ได้ผล ”
“ ถ้าเช่นนั้นความสามารถของค่ายกลเมื่อครู่มันก็คือการลดน้ำหนักของสิ่งของอย่างนั้นหรือเ้าคะ ” นางเอ่ยถามออกไป
“ ไม่ผิด! ไม่ผิด! ค่ายกลเมื่อสักครู่ที่อาจารย์ให้เ้าสร้างขึ้นมามันมีเอาไว้ใช้ในการลดน้ำหนักของสิ่งของ ”
“ เช่นนี้ก็ดีเลยสิเ้าคะ!!! ” นางทำหน้าทำตาเปล่งประกายออกมา เพียงค่ายกลแรกที่นางได้ร่ำเรียนนางก็สามารถนำมันไปใช้ประโยชน์ได้มากมายหลายอย่าง
เมื่อมองดูแล้วการที่ก้อนหินขนาดเท่านี้เหลือน้ำหนักเพียงเท่านั้นไม้มันน่าจะมีน้ำหนักเบาลงถึงประมาณ 3 เท่าตัว
หลังจากนั้นหนึ่งศิษย์หนึ่งอาจารย์ก็พากันกลับไปนั่งที่เดิม
“ ว่าแต่ท่านอาจารย์เ้าคะเหตุใดค่ายกลถึงออกมาได้เพียงแค่นึกคิด?? ” นางถามคำถามขึ้นมา นางอยากจะรู้เหตุผลว่าเหตุใดเพียงแค่นึกคิดและวาดค่ายกลภายในจินตนาการของนางมันถึงสามารถส่งผ่านออกมากลายเป็ค่ายกลออกมาได้
“ การจินตนาการงั้นรึ!! ”
“ สถานที่ที่เ้าวาดค่ายกลขึ้นมาภายในหัวมันไม่ได้เรียกว่าจินตนาการหรอกนะ ”
“ เอ๊ะ!!! ถ้าไม่ได้เรียกว่าจินตนาการแล้วมันจะเรียกว่าอะไรล่ะเ้าคะ ”
“ สถานที่แห่งนั้นมันเกิดขึ้นมาเพราะสมาธิห้วงจิตและพลังิญญาทั้ง 3 สิ่งหลอมรวมกัน ”
“ โดยผู้ใช้พลังิญญาส่วนใหญ่จะเรียกมันว่าห้วงแห่งพลัง ”
“ ห้วงแห่งพลัง!!! ”
“ ใช่แล้วห้วงแห่งพลัง สถานที่แห่งนั้นมันคือความมืดแต่ว่ามันก็ถูกกำเนิดขึ้นมาจากทั้ง 3 สิ่งที่อาจารย์เพิ่งจะพูดให้กับตัวของเ้าได้ฟังไป ”
“ เมื่อเ้ามีสมาธิเป็อย่างมากมันก็จะตามมาด้วยจิตประสารวมกันก่อกำเนิดเป็ภาพแห่งความมืดและมันก็ถูกเชื่อมโยงออกมาจากด้านนอกโดยพลังิญญา นั่นแหละคือหลักการที่ทำให้ผู้ใช้พลังิญญาสามารถวาดค่ายกลได้ ”
“ อย่างนี้นี่เอง!! ” จูเฟยทำหน้าตาเข้าใจในคำอธิบายนั้นพร้อมกับที่ตัวของนางพยักหน้าขึ้นลงแล้วคิดตามไปด้วย
“ เ้าพยักหน้าขึ้นลงเช่นนั้นเข้าใจในคำที่อาจารย์พูดงั้นรึ ” หยางซานถามศิษย์ตัวน้อยของตนเองที่นั่งอยู่ด้านหน้า
“ เข้าใจเ้าค่ะ!! ข้าเข้าใจที่ท่านอาจารย์พูดและอธิบายมาทั้งหมด ” จูเฟยตอบกลับไปโดยที่ไม่หยุดคิดเลยสักนิด นางยืนยันด้วยถ้อยคำหนักแน่นว่าตนเองนั้นเข้าใจในคำพูดของท่านอาจารย์เป็อย่างดี
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของศิษย์ ผู้เป็อาจารย์ก็ยิ่งให้ประหลาดใจยิ่งนักเด็กวัยเพียงแค่นี้สามารถเข้าใจหลักการและรายละเอียดที่ลึกล้ำได้โดยเพียงการอธิบายเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
“ เ้าเนี่ยแปลกคนยิ่งนักยัยหนูจู ”
“ แปลกนั้นหรือเ้าคะ?? ” นางทำดวงตาสงสัย
“ หื้ม!! ไม่มีอันใด ” ผู้เป็อาจารย์สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง
“ ว่าแต่ท่านอาจารย์ถ้าข้าสามารถทำได้เช่นนี้แล้วก็แสดงว่าข้าสามารถร่ำเรียนวิชาและค่ายกลของท่านได้ทั้งหมดเลยใช่หรือไม่เ้าคะ ” นางทำใบหน้าตื่นเต้น
“ ไม่ๆ ” ผู้เป็อาจารย์สายหน้าไปมา
“ เอ๊ะ!! ด้วยเหตุอันใดหรือเ้าคะ ”
“ เหล่าต้องทำความเข้าใจก่อนว่าค่ายกลและพลังต่างๆมันก็จะมีส่วนประกอบของมันและระดับของมันด้วย ”
“ ค่ายกลบางประเภทมันต้องใช้พลังิญญาในการขับเคลื่อนสูงมาก พลังิญญาของเ้านายตอนนี้อยู่เพียงแค่ระดับสีขาวขั้นต่ำเท่านั้นมันเป็ระดับที่อยู่ล่างสุดท้ายคนระดับสูงที่มีพลังมากเ้าไม่สามารถใช้งานได้ ” ผู้เป็อาจารย์อธิบายออกมา
หลักการของค่ายกลมันเองก็จะมีระดับของมันไม่แตกต่างจากหลักการของพลังิญญา มัน้าพลังิญญาในการขับเคลื่อนยิ่งค่ายกลที่มีความซับซ้อนเป็อย่างมากมันยิ่ง้าพลังิญญาจำนวนมากในการขับเคลื่อน
จูเฟยถ้าได้ยินคำพูดของผู้เป็อาจารย์นางก็พยักหน้าขึ้นลงพร้อมกับทำความเข้าใจเกี่ยวกับเื่นี้
“ ถ้าเช่นนั้นท่านอาจารย์ช่วยสอนเกี่ยวกับค่ายกลที่ข้าพอจะนำไปใช้ประโยชน์ในตอนนี้ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่เ้าคะ ” นางพูดกับท่านอาจารย์หลังจากที่ครุ่นคิดบางอย่างมาสักพัก
“ ได้!! ” อีกฝ่ายก็ตอบปากรับคำในทันทีการที่ศิษย์ของมันก็ตือรือล้นในการศึกษาค่ายกลเช่นนี้ผู้เป็อาจารย์หรือจะขัดขวาง
หลังจากนั้นนางและท่านอาจารย์ของนางก็ได้พูดคุยและศึกษาเกี่ยวกับเื่ค่ายกลกันอยู่สักพักใหญ่ๆ ท้องนภา้าเริ่มทุกข์ย้อมกลายเป็สีส้มอมแดงเมื่อเห็นว่าถ้าจะไม่ดีนางก็รู้ตัวว่าตนเองนั้นได้เวลาที่จะต้องกลับไปที่บ้านแล้ว
นางสามารถเก็บเกี่ยวค่ายกลที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จำนวนนึงแต่ว่านางก็ยังจดจำได้ไม่หมด หลักการของให้คนนั้นคือการจำต้องจำทุกรายละเอียดให้ไม่ขาดตกมันเหมือนกับหลักการจำของพวกภาษาต่างๆมากมาย
ซึ่งของเช่นนี้มันต้องใช้ความคุ้นเคยและการใช้งานอยู่บ่อยครั้ง ผู้เป็อาจารย์ของนางสอนค่ายกลหลายๆอย่างซึ่งค่ายกลอื่นๆมันก็มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆตามประโยชน์ของพวกมันที่มากขึ้น
ถ้าตอนนี้นางมีกระดาษและปากกาก็คงจะจดและนำกลับมาอ่านที่บ้านแล้วแต่ว่าภายในยุคนี้ไม่มีของเช่นนั้นอีกครั้งนางก็ไม่มีกระดาษและหมึกด้วย
หลังจากที่แยกจากกันจูเฟยได้ตกลงกับผู้เป็อาจารย์ว่านางจะมาหาเขาในสถานที่แห่งนี้ 3 วันต่อ 1 ครั้ง มันเป็เพราะว่านางนั้นจำเป็ต้องกระทำในการค้าขายต่างๆ นางยังคงไม่ลืมเป้าหมายนางเป็แม่ค้าการที่มาร่ำเรียนวิชาต่างๆเช่นนี้ก็เพื่อที่จะนำไปประยุกต์และใช้ประโยชน์ในสายงานของนาง
จูเฟยเดินกลับบ้านอย่างร่าเริง วันนี้นางได้ความรู้หลายๆอย่างมาเพื่อที่จะนำมันไปประยุกต์ใช้กับการทำกำไรหลายอย่าง
จบตอน