ในที่สุดผมกับคุณเอมก็ออกกำลังกายเสร็จเรียบร้อย ผมเหนื่อยสุด ๆ แต่ก็คุ้มค่าเหลือเกิน ความรู้สึกเต็มอิ่มหลังจากได้ใช้แรงกายอย่างเต็มที่
ผมเดินเข้าห้องน้ำ อาบน้ำชำระเหงื่อและเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย เสื้อผ้าที่ชุ่มเหงื่อผมเก็บลงคลาวด์ทันที ด้วยการใช้สกิลที่ได้รับมา
ผมก้าวออกจากห้องน้ำ ยืนรอคุณเอมอยู่สักพักเธอก็เดินออกมา เธอยิ้มให้ผมเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “คุณลืมอะไรรึเปล่า”
ผมคิดอยู่สักพัก “ก็ไม่ลืมอะไรนะ เสื้อผ้าก็เก็บไว้ในคลาวด์แล้ว…อ้อ เสื้อผ้า”
ผมหันไปบอกคุณเอมอย่างรีบ ๆ แล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำไป
เธอส่ายศีรษะเล็กน้อย พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
หลังจากที่เข้าห้องน้ำมาผมก็สั่งระบบให้ดึงเสื้อผ้าออกมา จากนั้นก็ถือกลับออกไปหาคุณเอมอีกครั้ง ด้วยท่าทีเขินๆ
...
ผมขับรถกลับมาถึงบ้าน ระหว่างทางก็แวะไปรับมะขิงกลับมาด้วย ส่วนขมิ้นนั้น ผมได้ยินคุณเอมพูดเอาไว้ว่า จะนอนบ้านเพื่อนหรือไม่ก็กลับดึก ๆ
ผมลงรถกะว่าจะอ้อมไปเปิดประตู แต่ดูเหมือนว่าบ้านนี้ไม่ชอบให้ทำแบบนั้น จากนั้นผมก็นำรถไปเก็บเข้าที่ แล้วยืนมองรถตัวเองที่จอดตากฝน พลางหัวเราะออกมาอย่างขำขัน
ตื้ด...
[รับส่งสำเร็จ]
[ผู้โดยสารสองคน คุณได้รับค่าตอบแทน 4,000 บาท]
“ตอนไหนเราจะได้ใช้เงินสักทีล่ะเนี้ย...” ผมบ่นในใจขณะยืนเหม่ออยู่หน้าบ้าน
ทันใดนั้นเอง เสียงเรียกก็ดังขึ้น “เอ้า...น้องวายุ ยืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ ไม่เข้าบ้านรึไง”
ผมหันไปมอง เห็นพี่เหมยกับพี่กิ่งที่เป็นแม่บ้านยืนอยู่ พวกเธอต่างถือกระเป๋า และร่มในมือ ดูเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอก
“อ้อ...กำลังจะเข้าพอดีเลยครับพี่เหมย ว่าแต่จะไปไหนกันเหรอครับ” ผมถามกลับอย่างสงสัย
“วันนี้เสร็จงานเร็ว พวกพี่เลยขอกลับก่อน ฝากดูแลบ้านด้วยนะ” พี่เหมยตอบพร้อมรอยยิ้ม
ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนถามกลับด้วยความแปลกใจ “อ้าว...พี่ไม่ได้นอนอยู่ที่นี่เหรอครับ?”
พี่เหมยหัวเราะเบา ๆ พร้อมส่ายหน้า “ไม่ ๆ พวกพี่มีหน้าที่แค่ทำความสะอาด มาเช้าเย็นก็กลับแล้ว วันนั้นพี่ลืมบอกไป”
พี่กิ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบเสริมขึ้น “ส่วนวายุน่ะ อยากกินอะไรก็เปิดตู้เย็นเอามาอุ่นได้เลยนะจ๊ะ ของมีพร้อมอยู่แล้ว”
ผมพยักหน้าพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ “ครับ...เอาไว้เจอกันพรุ่งนี้นะครับ”
พี่เหมยกับพี่กิ่งโบกมือลา ก่อนจะกางร่มแล้วเดินออกไปนอกประตู เสียงฝนโปรยลงกระทบหลังคาและพื้นถนนดัง แปะ ๆ เป็นจังหวะ พวกเธอค่อย ๆ ละลายหายไปท่ามกลางม่านฝนที่ขาวพร่า เหลือเพียงผมยืนอยู่หน้าประตูบ้านหลังใหญ่
...
ผมที่ไม่มีอะไรทำ ได้แต่นอนพักผ่อนอยู่ในห้องพักของพี่คมศักดิ์ นอนเหม่อมองเพดาน ปล่อยให้เสียงฝนที่กระทบหลังคาก้องอยู่ในหัว ความเงียบสงบทำให้หนังตาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ร่างกายค่อย ๆ จมเข้าสู่ความง่วง
ท่ามกลางภวังค์นั้น เสียงใส ๆ เล็ก ๆ ของมะขิงก็ดังขึ้นจากอีกฟากของกำแพง “พี่คะ...พี่คะ”
เสียงนั้นเหมือนจะเล็ดลอดเข้ามาในฝัน ผมยังไม่แน่ใจว่าได้ยินจริงหรือแค่จินตนาการไปเอง จนกระทั่งเสียงเคาะประตู ก๊อก ๆ ดังขึ้นชัด ทำให้ผมสะดุ้งตื่น
“ครับ...” ผมขานรับออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง แผ่วเบาราวกับยังไม่ทันได้ตื่นเต็มตา
เมื่อผมเปิดประตูออกไป ก็เห็นมะขิงยืนรออยู่ เธอเปลี่ยนเป็นชุดสบาย ๆ เสื้อยืดสีเรียบกับกางเกงขายาวผ้าร่ม
“ขอโทษนะคะที่รบกวน” มะขิงยิ้มบาง ๆ มือเล็ก ๆ ของเธอยกขึ้นมาขยับแว่นเล็กน้อย “พอดีหนูอยากให้พี่ช่วยขยับโต๊ะที่ห้องให้หน่อยค่ะ”
ผมพยักหน้า “ได้ครับผม”
ผมเดินตามเธอออกมาจากห้องพี่คมศักดิ์ เสียงฝนยังคงตกกระทบหน้าต่างเป็นระยะ ๆ ทางเดินในบ้านสว่างเพียงแสงไฟสีอุ่นจากโคมเล็ก ๆ บนผนัง ขณะที่เธอก้าวนำไปข้างหน้า ผมก็เผลอสังเกตท่าทางเรียบร้อยแต่กระฉับกระเฉงของเธอ
เธอเดินนำผมขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน ห้องของเธออยู่ห้องแรกพอดี เมื่อเปิดประตูเข้าไป ผมยังคงยืนรออยู่ตรงหน้าประตู แต่สายตามองเข้าไปดูรอบ ๆ ห้องของเธอตกแต่งด้วยโทนสีขาว ดูน่ารักและสะอาดตา ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ด้านซ้ายมือเป็นห้องน้ำติดกับประตู ถัดไปเป็นโต๊ะทำงานและตู้เก็บของ ข้าง ๆ กันคือชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยเล่มต่าง ๆ ดูเหมือนเธอจะชอบอ่านหนังสือไม่น้อย ส่วนมุมด้านขวาของห้องเป็นเตียงนอน และดูเหมือนว่าเธอจะอยากให้มาช่วยย้ายโต๊ะทำงาน ผมสังเกตเห็น
เธอหันมายิ้มเขิน ๆ ก่อนเอ่ยว่า
“พี่คะ ช่วยเลื่อนโต๊ะมาไว้ตรงนี้ แล้วก็ย้ายตู้ลิ้นชักไปไว้ตรงนั้นได้ไหมคะ”
ผมกวาดตามองตำแหน่งที่เธอชี้ แล้วเดินเข้าไปลองขยับตู้ลิ้นชักดู ครู่หนึ่งก็พบว่ามันค่อนข้างหนัก “น้องช่วยพี่ยกหน่อยนะครับ สองคนน่าจะง่ายกว่า” ผมบอกพลางหัวเราะเบา ๆ เพราะพื้นห้องปูพรมไว้ ทำให้เลื่อนไปไม่ได้เลย ต้องช่วยกันยกถึงจะขยับได้ อย่างปลอดภัย
มะขิงหันมาสีหน้าเรียบนิ่ง “ค่ะ…”
เมื่อย้ายตู้ลิ้นชักเสร็จ เหลือเพียงโต๊ะทำงานที่ยังต้องขยับ โต๊ะนั้นวางคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไว้เต็มชุด ทั้งจอ ซีพียู คีย์บอร์ด และสายไฟระโยงระยางเต็มไปหมด หากผมจะเลื่อนโต๊ะไปได้ ต้องถอดสายไฟเหล่านั้นออกก่อน ไม่อย่างนั้นโต๊ะคงขยับไม่ได้แน่
ผมบอกเธอไปประมาณนั้น มะขิงไม่ได้ขัดอะไร แค่พยักหน้าเบา ๆ เป็นการรับรู้
จากนั้นผมเริ่มถอดสายไฟต่าง ๆ ออกทีละเส้น จัดวางไว้ข้าง ๆ อย่างเป็นระเบียบ เพื่อที่จะต่อกลับเข้าไปใหม่ทีหลังอย่างสะดวก
ขณะนั้นเอง เสียงจากชั้นล่างลอดเข้ามาทางประตูที่เปิดอ้า “มะขิง ไม่มาเอาน้ำไปให้พี่เขากินหน่อยเหรอลูก”
มะขิงที่ยืนมองผมอยู่ไม่ละสายตา พอได้ยินเสียงก็เอ่ยขึ้น “พี่กินน้ำไหมคะ?”
ผมกำลังยกเครื่องซีพียูออกมา จัดวางอย่างระมัดระวัง ไม่ได้หันไปมองเธอ
“ไม่เป็นไรครับ” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
เมื่อเธอได้ยินแบบนั้น มะขิงก็เดินออกไปที่ระเบียงหน้าห้อง ซึ่งสามารถมองลงไปยังชั้นล่างได้ โคมไฟระย้าแขวนอยู่ตรงหน้าส่องแสงสว่างสวยงาม
“แม่คะ…พี่เขาไม่กินค่ะ” เธอเอ่ยบอกแม่ของเธอ
แต่คุณเอมกลับ เอ่ยกลับมาว่า “มะขิง ลงมาแล้วเอาขึ้นไปให้พี่เขาเลย”
มะขิงถอนหายใจเบา ๆ เหมือนขี้เกียจจะลงไป
“ค่ะแม่...” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแผ่ว ๆ พลางก้าวเท้าเดินลงบันไดไป ส่วนผมยังคงวุ่นอยู่กับงานตรงหน้า ขณะที่ถอดปลั๊กไฟอยู่ หัวปลั๊กดันหล่นไปติดบางอย่างด้านหลังตู้ลิ้นชักอีกตัว ทำให้ผมดึงสายที่เหลืออยู่อีกเส้นออกมาไม่ได้
ผมเอื้อมมือไปก็ไม่ถึง จึงจำเป็นต้องเคลื่อนตู้ลิ้นชักออกมาเล็กน้อย เพื่อที่จะสามารถดึงสายออกมาได้สะดวก
ขณะที่ผมเคลื่อนตู้ออกมาเล็กน้อย สายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องอะไรบางอย่าง ถูกพับเก็บเรียบร้อยและแอบซ่อนอยู่หลังตู้
ทันใดนั้น เสียงมะขิงดังจากด้านหลัง “พี่…ตู้นั้นไม่ต้องย้ายค่ะ เอาไว้ตรงนั้นแหละ”
ผมชะงักเล็กน้อย ก่อนจะขยับตู้กลับเข้าที่เดิม แล้วจัดการดึงสายไฟออกมาได้พอดี
“พี่แค่จะหยิบสายไฟน่ะ มันติด” ผมตอบ พลางมองเธอเล็กน้อย เหมือนเธอจะตกใจจนสีหน้าสะดุดไป
“อ่อ…ค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ ก่อนวางขวดน้ำลงข้าง ๆ ผม
“นี่…น้ำพี่นะคะ”