เซนพลัดร่วงลงมาจากยอดต้นสนที่เขายิงสลิงประมาณสามเมตร ปลายสลิงที่ยึดเหนี่ยวไว้ก่อนหน้าก็ไร้การยึดเกาะเสียแล้ว เขายังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดีในสภาวะกลางอากาศแบบนี้
ถ้าตกลงไปแล้วโชคดี ก็อาจมีกิ่งไม้บางกิ่งรับเขาไว้ได้ แต่ถ้าโชคร้าย ไม่ตายก็คงพิการสักอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจและก้องอยู่ในหัวเขาั้แ่เข้ามายังโลกนี้ก็คือ
--ฉันต้องทำให้ได้ เพื่อสร้างความไว้ใจ นั่นแหละภารกิจสำคัญในตอนนี้
วูบหนึ่งในความคิด ทำให้เขามีแรงฮึดที่จะเอาชีวิตรอด จึงตัดสินใจเสี่ยงกดปุ่มที่นิ้วโป้งเพื่อดึงสลิงกลับมาอย่างรวดเร็ว หลังของเขาต้องรองรับแรงกระแทกจากกิ่งไม้เล็กๆในระหว่างทางที่สลิงกำลังดีดตัวกลับมายังปืน
เขาเหลือบไปมองด้านล่างแล้วพบว่าทั้งตัวของเขาดิ่งลงอย่างรวดเร็วในท่าหงาย พุ่งตรงไปสู่กิ่งไม้ใหญ่กิ่งหนึ่ง ที่อาจทำให้เขาเจ็บตัวจนไม่อาจตั้งหลักได้อีก
สลิงรูดกลับมาที่ตัวปืนอย่างสมบูรณ์ เขาตัดสินใจอย่างฉับไวเพื่อเล็งไปยังต้นไม้ฝั่งตรงข้าม
‘ปึก!’ ทันทีที่เขายิงต้นไม้ เขาถีบตัวออกจากต้นไม้ต้นเดิมเพื่อหลบกิ่งไม้ใหญ่
เขาถูกเหวี่ยงอย่างแรงด้วยระยะของสลิงยาวประมาณสามเมตร เฉี่ยวกิ่งไม้ใหญ่ที่อันตรายแค่เพียงไม่กี่นิ้ว และเมื่อแรงเหวี่ยงลดน้อยลง เขาจึงเกาะต้นไม้ต้นนั้นไว้ได้
“ฟู่ว…” เซนโล่งใจอย่างมาก แม้จะหล่นลงมาเกือบครึ่งทางของระยะต้นไม้ แต่ยังดีที่ไม่เจ็บตัว และยังไม่ถึงกับต้องเริ่มต้นปีนใหม่
“เจี๊ยกคู่วววว!!” มังกี้บีธถือโล่พร้อมหอกราวห้าตัว ร้องลั่นปลุกระดมแล้วกระโจนเข้าใส่ไทก้า
แม้ไทก้าจะป้องกันหอกทั้งหมดไว้ได้ด้วยขวานั์ แต่อาวุธของเขาก็ไม่ใช่อาวุธที่เร็วพอจะจัดการมังกี้บีธซึ่งมีขนาดแค่ระดับเอวแถมยังรวดเร็วและคล่องตัวอย่างมาก เขาจึงทำได้เพียงป้องกัน และเหวี่ยงขวานไปมาเพื่อขู่เท่านั้น
มังกี้บีธหอกทั้งห้าตัวบ้างะโขี่ขึ้นขวาน บ้างปีนขึ้นหัว และแข้งขาของไทก้าในระยะที่เขาไม่สามารถใช้อาวุธได้เลย เขาจึงตัดสินใจโยนขวานทิ้งไปก่อน แล้วเอาหมัดของเขาทุบไปที่หัวกบาลของมังกี้บีธที่เกาะตามตัวเขาได้ถึงสองสามตัว บ้างก็โดนศอกจนกระเด็นหลุด ไทก้าจึงพอจะคำนวณได้ว่าเ้าสัตว์พวกนี้รวดเร็ว แต่ก็ไม่ได้แข็งแรงอะไรมากนัก
“คู่ว คู่ว เจี๊ยกกกก!!” มังกี้บีธตัวที่ใช้ ‘ธนู’ ยืนสลับกับตัวที่ใช้ ‘ที่เป่าลูกดอก’ เป็สับหว่างจำนวนราวโหลหนึ่งโดยประมาณ ล้อมวงรัศมีราวสองเมตรกว่า โดยมีสองพี่น้องเวลม่าและคูก้าเป็จุดศูนย์กลาง
"ชิ ถ้ารู้ว่าอันตรายขนาดนี้ ฉันใส่เกราะ เอาอาวุธหนักๆมาจากบ้านซะก็ดี" เวลม่าบ่นอุบ "หวังว่าพี่ไทก้าจะเอาอยู่นะ"
คูก้าเปิดฉากก่อนโดยการขว้างหินไปที่เขาของมังกี้บีธใช้ธนูตัวหนึ่ง มันร้องลั่นและยิงไปที่สองพี่น้องแบบสาดมั่วด้วยความหงุดหงิด
ลูกธนูพุ่งตรงไปยังเท้าคูก้า หากแต่เขาะโหลบอย่างรวดเร็วลูกธนูจึงปักพื้น
“รู้ใช่มั้ยว่าต้องทำยังไงคูก้า”
“อื้อ พี่เวลม่าหลบให้ดีล่ะ”
คูก้าคว้าลูกธนูที่ปักพื้นได้ แล้วขว้างตรงไปยังหัวเข่ามังกี้บีธที่ใช้ลูกดอกตัวหนึ่ง
มังกี้บีธที่โดนธนูปักที่หัวเข่าร้อง “คู้ววววว คู้ววววว!!” ด้วยความเ็ปอย่างกะทันหันในท่าเตรียมเป่าลูกดอกอยู่แล้ว มันจึงเผลอเป่าลูกดอกกระเด็นไปหาเวลม่า
เวลม่าใช้กระทะปัดลูกดอกนั้นกระเด็นไปโดนเท้าของมังกี้บีธที่เตรียมเป่าลูกดอกอีกหนึ่งตัว
“คู่ว เจี๊ยก คู่ว คู่ว!!!” มังกี้บีธตัดสินใจรุมยิงสองพี่น้องพร้อมๆกัน ทั้งลูกธนูและลูกดอกปลิวว่อนกลางอากาศ
“ตอนนี้แหละ!!” สองพี่น้องะโขึ้นพร้อมกัน
คูก้าขว้างหินสวนกลับไป พลางหยิบลูกธนูที่ตกลงพื้นขึ้นมาขว้างมังกี้บีธตัวที่ยังไม่ล้มอย่างแม่นยำทุกตัว และนั่นคือความสามารถที่เซนมองจากข้างบนยังร้องว้าวด้วยความประหลาดใจ
เวลม่าใช้กระทะฟาดลูกดอกและธนูแบบมั่วๆโดยมีเกณฑ์ว่า ขอแค่ไม่โดนทุกคนที่เป็มนุษย์เป็พอ
‘ฟี่วว ปั่ก’ มีลูกดอกลูกหนึ่ง กระเด็นไปปักต้นไม้เหนือหัวของเซนที่กำลังปีนต้นกุหลาบสน เฉียดหัวเขาไปเพียงคืบเดียว
“ยัยบ้า ทำอะไรของเธอฟะ!!”
“ขอโทษที ตรงนี้มั่วเป็บ้าเลยแหละ!!”
“ช่าย มั่วมาก” คูก้าเสริม พลางคว้าลูกดอกกลางอากาศมาขว้างใส่มังกี้บีธที่ยังไม่ยอมแพ้
จังหวะชุลมุนเ่าั้เกิดขึ้นระหว่างที่เซนพยายามยิงสลิงกลับขึ้นไปใหม่อีกครั้งอย่างระมัดระวังมากขึ้น
เขาพบว่าเมื่อเจอยอดกุหลาบสนแล้วไม่ควรรีบร้อน เนื่องจากกุหลาบสนนั้นมีหนามระยะหนึ่ง กะจากระยะสายตาน่าจะประมาณสามเมตรนับจากยอดไม้ลงมา
เซนอยู่ภายใต้หนามของต้นกุหลาบสนต้นหนึ่ง พลางคิดว่าจะเอามันลงมาได้อย่างไรในเมื่อเขาไม่มีอุปกรณ์มากกว่านี้แล้ว
เขาลองกดปุ่มดาวหกแฉกดูเพื่อเช็คว่ามีอะไรที่พอจะช่วยเขาได้ไหม และก็พบว่ายังไม่มีอะไรใหม่นอกจากภารกิจ ‘มนุษย์อย่าขาดมิตร’
--เห็นมั้ย ฉันบอกแล้วว่านายจะเสียใจที่ไม่พกอาวุธ
คำพูดเมื่อไม่นานมานี้ของเวลม่าแว่วชัดขึ้นมาในหัว พร้อมภาพที่เธอกำลังหยิบมีดเล่มเล็กๆใส่กระเป๋าเสื้อของเขาเพื่อปลอบใจตอนที่เขาโดนตัวโบอาโกลิ่นชนจนล้มก้นจ้ำเบ้า
เซนควักมีดเล่มเล็กออกมา โดยหวังว่ามันคงแข็งแรงพอที่จะตัดยอดของกุหลาบสนในระยะความยาวราวสามเมตร จากการคำนวณด้วยสายตา ในส่วนที่ต้องตัดน่าจะมีเส้นรอบวงประมาณหนึ่งกำมือนิดๆ
เขาเกาะต้นกุหลาบสนไว้พร้อมกับค่อยๆใช้มีดเล่มเล็กค่อยๆเลื่อยยอดไม้ทีละนิด พลางบ่นในใจเล็กน้อย
--เฮ้อ ทั้งหนาม ทั้งวิธีตัด ไหงไม่มีใครบอกฉันซักนิดนะว่ามันจะยุ่งยากขนาดนี้
เซนเหลือบไปสังเกตเห็นว่าไทก้ากำลังเหวี่ยงขวานไปมา แล้วน่าจะยังฟาดไม่โดนมังกี้บีธเลยสักตัว แล้วเมื่อสังเกตดีๆจะพบว่ามีมังกี้บีธที่ตัวใหญ่กว่าปกติตัวหนึ่ง ดูท่าจะเป็มังกี้บีธขาโจ๋แน่ๆ มันกำลังย่องคลืบคลานไปที่ด้านหลังของไทก้าพร้อมด้วยกระบองที่ใหญ่เกือบๆเท่าขวานั์ของไทก้า ที่เลวร้ายกว่านั้นคือมันย่างเยื้องอยู่จุดที่เป็มุมอับในส่วนที่สองพี่น้องเวลม่าและคูก้ามองไม่เห็น
เซนรีบตัดยอดกุหลาบสนด้วยความเร็วที่สูงขึ้น จนยอดหักเอนเข้าหาตัวเซน
เขารีบคว้าไว้ โดยลืมไปว่ามันมีหนาม “โอ๊ย!” เขาเผลอปล่อยไปครู่หนึ่ง โดยตัดสินใจเล็งจาก้าเท่าที่ทำได้ ถีบยอดไม้ที่เต็มไปด้วยหนามนั่น
“ไทก้า ระวัง!!”
ยอดไม้กุหลาบสนที่ล้อมรอบด้วยหนามตลอดกิ่งระยะสามเมตร หล่นลงใส่หัวมังกี้บีธขาโจ๋เต็มๆ มันหมดพิษสงลงในทันที
ไทก้ายิ้มแสยะพลางพยักหน้ารับการช่วยเหลือของเซน
“จัดไปหนึ่งดอก!” เซนะโจากข้างบนด้วยความสะใจ พร้อมโล่งใจเพียงลำพัง ที่ยอดไม้ไม่หล่นลงไปโดนหัวไทก้าแทน
ไทก้าสังเกตเห็นว่ามีมังกี้บีธตัวหนึ่ง ใส่หมวกทรงสูง และมีลวดลายต่างๆมากกว่ามังกี้บีธตัวอื่นๆ เขารู้ได้ในทันทีว่าตัวนี้ไม่ธรรมดา
ข้างกายของมังกี้บีธตัวหมวกทรงสูงที่ไทก้าคาดว่าน่าจะเป็จ่าฝูง มีองครักษ์ถือหอกอีกสองอยู่เลียบเคียง และมันแต่งตัวหวือหวารองลงมาจากตัวจ่าฝูงนิดหน่อย
“เจี๊ยก เจี๊ยก คู่วววว!!” มันร้องลั่นพร้อมชี้นิ้วไปที่ดอกกุหลาบสนที่เพิ่งตกลงมาใส่เ้ามังกี้บีธขาโจ๋ และมังกี้บีธองครักษ์สองตัวนั้นก็พุ่งไปยังเป้าหมายที่จ่าฝูงสั่งทันที
“เวลม่า เก็บกุหลาบสน!!”
“ได้เลย!” เวลม่าที่เห็นว่าฝูงมังกี้บีธที่รายล้อมนั้นล้มตึงไปบ้างแล้ว จึงปล่อยไว้ใจให้คูก้าจัดการที่เหลือ เธอควักมีดสั้นเล่มหนึ่งที่อยู่ในเสื้อ ดีดตัวพุ่งทะยานไปยังยอดกุหลาบสนที่ตกลงมาใส่เ้ามังกี้บีธขาโจ๋
มังกี้บีธองครักษ์สองตัวนั้นก็พุ่งมาด้วยความเร็วที่ไม่แพ้กัน ตัวหนึ่งขว้างหอกออกมาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ดักทางวิ่งของเวลม่า โชคดีที่เธอหลบออกซ้ายได้ทัน
ทั้งสองฝั่งะโปะทะกันกลางอากาศ โดยมีดอกกุหลาบสนที่อยู่ตรงกลางเป็เดิมพัน
เวลม่าควักเอากระทะที่เหน็บซ่อนอยู่ด้านหลัง ซัดเข้าที่หน้าของมังกี้บีธตัวที่ปาหอกไปแล้วเต็มๆ ทำให้มันกระเด็นหงายท้องทันที
ส่วนตัวมังกี้บีธที่มีหอกนั้นแทงเฉี่ยวแก้มซ้ายของเวลม่าเข้านิดหน่อย แต่เวลม่าไม่สนใจาแมากไปกว่าดอกกุหลาบสน ทำให้เธอพลาดที่จะมองเห็นว่าเ้ามังกี้บีธองครักษ์ตัวนั้น ถีบก้อนหินก้อนใหญ่ที่พื้น เพื่อพุ่งตรงมาที่กลางลำตัวของเธอ ปลายหอกอยู่ใกล้ส่วนท้องของเวลม่าเพียงไม่กี่นิ้ว
‘โป๊ก’ หินจากคูก้าขว้างมาจากระยะประมาณสี่เมตร เข้าหัวมังกี้บีธองครักษ์ตัวนั้นเต็มๆจนมันหมดสติไป ทำให้เวลม่าตัดยอดของกุหลาบสนเก็บใส่กระเป๋าได้สบายๆหนึ่งดอก
“เฉียบ!” เวลม่ายกนิ้วโป้งให้คูก้า เด็กน้อยยิ้มยกนิ้วโป้งรับเขินหน้าแดงก่ำ
“เอาล่ะ ถึงเวลาของแกแล้ว!” ไทก้าถือขวานพุ่งตรงไปยังมังกี้บีธที่คาดว่าน่าจะเป็จ่าฝูง
เมื่อเขาเข้าประชิดตัวจ่าฝูงได้แล้วในระยะของขวานแล้ว เขาเงื้อขวานั์ขึ้นสุดด้วยสองแขน แล้วฟาดลงไปที่มังกี้บีธเต็มๆกลางตัว ด้วยความแรงทำให้ลมแถวนั้นพัดอย่างไร้ทิศราวกับลมบ้าหมูในวงกว้าง ฝุ่นตลบอบอวลตามแรงของลมจนทำให้มองไม่เห็นรายละเอียดต่างๆในรัศมีของขวานได้ชัด
‘ป๊อบ!’ เสียงนุ่มนิ่มน่ารักคล้ายฟองน้ำดังขึ้น ไทก้าพบว่าขวานของเขาเฉาะลงไปยังฟองน้ำเวทชนิดหนึ่ง ที่ห่อหุ้มตัวมังกี้บีธจ่าฝูง ทำให้หัวจรดเท้าของมันไม่ระคายผิวเลยแม้แต่น้อย แต่สีหน้าของมันอยู่ในสภาวะใกับพลังขวานจนแทบฉี่ราด มันคงรู้ตัวว่าหากไม่มีเวทฟองน้ำ มันคงย่อยสลายกลายเป็อณูไปแล้ว
“ไอ้หมอนี่ลูกเล่นเยอะแฮะ...ไม่งั้นมันคงไม่เป็จ่าฝูงสินะ” ไทก้ากัดฟันกรอดด้วยความหงุดหงิด
ในระหว่างที่ทุกคนต่อสู้กับฝูงมังกี้บีธ และเซนกำลังไล่ตัดยอดดอกกุหลาบสนจนเกือบครบสิบดอกแล้ว
‘ครืนนนนน’ จู่ๆมีเงาดำประหลาดใหญ่ั์ ปกคลุมป่ากุหลาบสนที่ทุกสิ่งมีชีวิตต้องหยุดทุกการกระทำ เพื่อเงยหน้าขึ้นไปดูว่าเป็อะไร
“เจี๊ยก คู่ว เจี๊ยก!!” ฝูงมังกี้บีธร้องส่งต่อกันจากจ่าฝูงจนทุกตัวที่ยังมีสติขานรับ
“พรางตัว เร็ว!!” ไทก้าะโให้สองพี่น้องรับรู้ และทั้งสามคนก็วิ่งเข้าหากันอย่างรู้งาน
“ตัวอะไรฟะเนี่ย!” เซนเริ่มพอเห็นลางๆแล้วว่าน่าจะเป็สิ่งมีชีวิตซักอย่างหนึ่ง แต่ยังไม่แน่ชัด
“เฮ้ เซน!! ชู่ว!!” เวลม่าเงยหน้าขึ้นไปหาเซน แล้วทำท่านิ้วจุ๊ปากเพื่อบอกให้เขาเงียบ พลางควักลูกกลมๆสีเหลืองลายพรางลูกหนึ่งมาขว้างลงพื้นทันที มันจึงค่อยๆกางออกเป็พุ่มไม้เทียมเตี้ยๆเพียงพอสำหรับการอำพรางชั่วคราวจำนวนสี่ถึงห้าคนได้สบายๆ ทั้งยังเป็สีเหลืองกลมกลืนกับบริเวณป่าแถวนี้อีกด้วย
“ชิบแล้ว…มันใกล้เข้ามาแล้ว” เซนค่อยๆคลืบคลานเข้าไปในกิ่งไม้ที่มีใบกุหลาบสนที่เยอะที่สุดในบริเวณ เพื่ออำพรางตัวไปก่อน
ฝูงมังกี้บีธทยอยวิ่งออกไปยังทิศเหนือ โดยมีตัวจ่าฝูงคอยโบกมือให้ทางอยู่ไหวๆ
“หวูดดดดด!!!” เสียงโทนต่ำคล้ายแตรเรือโดยสารลำใหญ่ แต่ดังราวกับเสียงไอพ่นเครื่องบินรบดังขึ้นอย่างกึกก้องทั่วบริเวณ
สิ่งใดที่เป็สสาร ล้วนสั่นกระพือไปด้วยคลื่นเสียงนั้น ไม่ว่าจะเป็พื้นดินหรือต้นไม้ รวมถึงขวานั์ของไทก้าด้วย เขาจึงกำไว้ให้แน่นเพื่อไม่ให้ขวานนั้นดูโดดเด่นเกินไป แม้ส่องพี่น้องเวลม่าและคูก้าส่งสายตาว่าวินาทีนี้ควรจะอุดหูแค่ไหนก็ตาม
ฝูงมังกี้บีธหยุดชะงักชั่วคราวเพราะคลื่นเสียงนั้น บางตัวถึงกับสลบไปเพราะทนไม่ไหว
เซนเห็นเ้าสิ่งมีชีวิตตัวนั้นจากด้านหลังของมัน โดยเห็นเป็ลักษณะของัไฟสม็อกที่เขาเคยเห็นในภาพยนตร์เื่ฮ็อบบิท หากแต่ตัวของมันเป็สีแดงเื มีปีกเฉดแดงบางโฉบเฉี่ยวที่กว้างประมาณรถยนต์หกคัน
การร่อนลงมาอย่างช้าๆของมันที่อยู่เหนือยอดกุหลาบสนไปไม่ไกลนั้น ทำให้ป่าแหวกออกเป็ทางด้วยแรงลมตามบริเวณที่ลมจากปีกมันพัดเข้ากระแทก จนในมุมมองของมันนั้นสามารถเห็นฝูงของมังกี้บีธเกือบทั้งฝูง
“หวูดดดดด!!!” มันร้องซ้ำอีกครั้งในบริเวณนั้น
ทั้งสามพี่น้องที่ปกติไม่ค่อยจะกลัวอะไรเท่าไหร่ ทำได้แค่เหงื่อตกและนั่งมองหน้ากันอยู่ในพุ่มไม้พรางตัวนั้นโดยไม่กระดิกแม้แต่แอะเดียว
“เหวอออ!! มันลงมาอีกแล้ว!!” เซนที่มองเห็นทุกอย่างยกเว้นใบหน้าของมัน กำลังวิตกกังวลเป็อย่างมาก
“วูมมมมม” เสียงโซลูนาร์ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“คำแนะนำ: คุณสามารถปราบมอนสเตอร์ เพื่อนำมาสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ได้”
--หะ...ให้ปราบมันเนี่ยนะ!! ฝันไปเถอะ!!
**
โจชัวร์ที่เพิ่งเดินออกจากห้องนอน ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดในขณะเหลือบมองนาฬิกา และพบว่ามันเป็่บ่ายสองโมงกว่าแล้ว เขารู้ตัวพลาดการเตรียมตัวสู่ภารกิจที่เขามอบหมายเองกับมือไปครึ่งค่อนวัน “ว่าแต่เ้าเปี๊ยกคูก้าไปไหนซะแล้วล่ะ” เขาเกาหัวด้วยความละอายใจเล็กน้อยที่ไม่ได้ลุกจากเตียงไปส่งหลานั้แ่เช้า
“คงจะวิ่งเล่นคนเดียวตามเคยล่ะมั้ง” พอร์ช่าพูดก้มหน้าเพราะสายตากำลังจดจ่อกับการถักโครเชต์อยู่บนเก้าอี้โยกไม้ “ตื่นสายจริงนะวันนี้”
“อา เมื่อคืนข้ารื้อข้อมูลสำคัญนิดหน่อยน่ะ รู้ตัวอีกทีก็เกือบเช้าแล้ว เลยไม่สบายนิดหน่อย”
“แก่แล้วก็เงี้ยล่ะน้า คุณน่ะ” พอร์ช่าผละออกจากงานอดิเรก แล้วลุกขึ้นมาอุ่นซุปในหม้อ
“ไม่อยากยอมรับเลยให้ตายเถอะ” โจชัวร์นั่งลงขยับเก้าอี้เตรียมชามและช้อนซุปวางไว้บนโต๊ะกินข้าว
“รู้สึกผิดเป็บ้า ที่ไม่ทันได้บอกว่าปลายยอดกุหลาบสนมันอันตรายที่สุดก็ตรงหนามนี่ล่ะนะ” โจชัวร์เอามือเท้าคางด้วยสีหน้าเหม่อลอยเล็กน้อย
“แล้วเ้าหนุ่มนั่นจะไม่เป็ไรเหรอคะคุณ?” พอร์ช่าตักซุปเทลงบนชามที่อยู่ตรงหน้าสามี
“มันไม่เป็ไรหรอกน่า ต่อให้เป็อะไรขึ้นมา เ้านั่นก็ไม่สมกับเป็คนที่ข้าอุตส่าห์อดหลับอดนอนรื้อข้อมูลสำคัญมาทั้งคืนหรอกนะ” พลางซดซุปคำแรก
“ข้อมูลอะไรเหรอคะคุณ?”
“ไว้เ้านั่นมาค่อยเล่าทีเดียวก็แล้วกัน...หมายถึงถ้ามันรอดมาได้น่ะนะ”