หลังจากออกจากห้องโถงประชุมของตระกูลเหลยเฟิงก็ไม่รีบกลับบ้านแต่เขาไปเดินเล่นที่ตลาดขายยา เหลยเฟิงคิดอยากได้สมุนไพรที่หลอมโอสถเพิ่มการฝึกฝน เขาเดินผ่านร้านมากมายจนเกือบจะสุดทางแล้วยังไม่พบสมุนไพรที่้าเลย
แต่ขณะที่คิดว่าคงต้องได้ไปหาในป่าลึกแล้ว ตอนนั้นเองเสียงของเหยนก็ดังขึ้นในหัวบอกว่าไปอีกร้านที่สามขวามือมีของดีอยู่ เหลยเฟิงเอะใจอยู่บ้างว่าทำไม่เหยนถึงได้สื่อสารกับตนผ่านความคิดได้ แต่เขาก็ไม่รอช้ารีบเดินไปที่ร้านนั้นทันที พอมาถึงหน้าร้านเหลยเฟิงก็พบว่าร้านนี้เป็ร้านขายของเก่าพวกหยกและของแปลกๆมากมายแต่ไม่ได้มีสมุนไพรเลย
เหลยเฟิงยืนดูอยู่พักนึง เ้าของร้านก็ถามเ้า้าอะไรก็เอาสมุนไพรมาแลกเอาเถอะ เหลยเฟิงส่งความคิดถามเหยนทันที่ ท่านว่ามีของดีมันคืออะไรหรือ
เ้าเห็นหยกที่มีสัญลักษณ์ขาวดำช้ายมือไหมมันคือเครื่องรางป้องกันิญญาระดับกลางสูงสุดเลยนะ เป็ของดีทีเวลาต่อสู้กับจอมยุทธ์ที่ฝึกพลังจิตจะทำให้เ้าไม่เสียเปรียบ
อันนี้ต้องแลกด้วยอะไรหรือเหลยเฟิงหยิบหยกชิ้นนั้นขึ้นมาถาม เ้าของร้านดูหนกนั้นอยู่ครู่หนึงก่อนจะเอ่ย สมุนไพริญญาที่ช่วยเสริมพลังจิตสามต้นหรือจะเป็ยาลูกกลอนเพิ่มพลังจิตได้
เหลยเฟิงคิดอยู่ครู่นึ่งก่อนจะถามเหยน ข้าว่าจะใช้ยาลูกกลอนคลายจิตดีหรือไม่
ถ้าเขารับเ้าก็สามารถเอาแลกได้เพราะถึงอย่างไรเราสามารถหาสมุนไพรปละหลอมยาไม่ได้ แต่ของที่อยู่ตรงหน้านี้ ดูเหมือนว่าเ้าของแผงคงไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เหลยเฟิงเอ่ยขึ้น ยาลูกกลอนคลายจิตระดับสูงหนึ่งเม็ดข้ามีแค่เท่านี้ถ้าท่านไม่สนใจข้าก็หมดปัญญาจะรับของสิงนี้ไว้แล้ว
เ้าของร้านได้ยินว่าระดับสูงก็ตาเป็ประกาย รีบตอบว่าได้ทันที เหลยเฟองได้ของมาง่ายดายแต่สิ่งที่เขาเอาไปแลกก็ถือได้ว่าล้ำค่าเหมือนกันถ้านำไปประมูลจะมีคนแย่งกันแน่นอน ต้องรู้ว่าคนที่สามารถหลอมโอสถระดับสูงได้นั้นต้องเป็แพทย์ระดับที่สี่เป็อย่างน้อย
เมื่อได้เครื่องรางป้องกันิญญามาแล้วเหลยเฟิงก็ไปที่ตลาดขายอาวุธทันที
ถ้าจะเข้าไปในป่าลึกแค่วิชาหมัดทะลายเมฆายังไม่พอเขาต้องหาอาวุธติดตัวไปด้วย พอมาถึงตลาดขายอาวุดเหลยเฟิงก็ดูหลายร้านส่วนมากจะเป็ดาบและขวาน อาวุธส่วนมากเป็เพียงอาวุธระดับต่ำ แม้จะมีอาวุธิญญาอยู่บ้างแต่ก็ราคาแพงเกินไป
เหลยเฟิงดูอาวุธแต่ละร้านจนไปถึงร้านสุดท้ายเขาจึงเห็นอาวุธที่เข้าตาบ้างแล้ว มันคือดาบน้ำแข็งถึงแม้จะไม่ใช้อาวุธิญญาแต่ก็ดีกว่าอาวุธธรรมดาทั่วไปมาก ไม่รอช้าเหลยเฟิงเข้าไปถามเ้าของร้านทันที เฒ่าแก่ดาบนี้ขายยังไงหรือ
ดาบน้ำแข็งถึงแม้ไม่ใช่อาวุธิญญาแต่ก็ดีกว่าอาวุธทั่วไปมาก ข้าไม่ขายแพงแค่สี่พันเหรียญทองเท่านั้นหรือจะเอาหินิญญาก็ได้ ข้าว่าสามพันห้าก็ได้แล้วเฒ่าแก่ท่านดูสิของในร้านท่านเต็มไปหมดคงไม่ค่อยมีลูกค้าเท่าไหร่ หึ เ้าหนูถึงจะไม่ค่อยมีลูกค้าแต่ข้าก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทองมากเท่าไหร่หรอกนะ สี่พันถ้าเ้าไม่เอาก็ออกจากร้านไป
ตะแก่นี้ไม่สนใจลูกค้าเลยหรือไงเหลยเฟิงบ่นในใจ สุดท้ายเหลยเฟิงก็ต้องจ่ายไปสี่พันเหรียญทอง ยังดีที่เขาได้จากเฟิงชิงเทียนสองพันเหรียญและได้จากพวกโจรสองพันเหรียญเลยเหมือนได้ของมาฟรีๆแถมเงินตัวเองยังไม่ได้จ่ายด้วย
เมื่อได้ดาบมาเหลยเฟิงก็กลับบ้านทันที ขั้นต่อไปเขาก็เตรียมแข่งประลองเพื่อชิงที่นั่งเรือบินไปที่สำนักศึกษาหลังจากนั้นค่อยเลื่อนระดับขึ้นไปขั้นแปด
หลังจากกลับถึงบ้าน เหลยเฟิงก็เก็บตัวฝึกฝนอยู่ในห้องสองวันแล้วพรุ่งนี้ก็จะเป็วันประลองแล้ว ข้าต้องเรียนวิชาแพทย์เพื่อช่วยท่านแม่ให้กลับมาฝึกฝนได้อีกครั้งเหลยเฟิงพึมพำอยู่ในห้องคนเดียว
ตอนนี้เขายังอ่อนแอต้องทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นก่อนถึงจะทำอะไรได้สะดวกว่าแล้วเด็กหนุ่มก็หลับตาและเรี่มฝึกต่อ
เช้าวันรุ่งขึ้นผู้คนในตระกูลเฟิงคึกคักกันเป็พิเศษเพราะวันนี้เป็วันประลองชิงที่นั่งบนเรือบินเพียงยี่สิบที่นั่งเท่านั้นสำหลับคนในตระกูลสาขาย่อย
วันนี้เหลยเฟิงได้ได้ตื่นเต้นอะไรมากนักเพราะที่นั่งต้องเป็ของตนนึ่งที่อยู่แล้ว สิ่งที่ทำให้เขามั่นใจไม่ใช่แค่เอาชนะเฟิงชิงเทียนได้แต่เขายังมีพลังจิตตรวจจับอีกด้วย
เหลยเฟิงพาเฟิงชิงเอ๋อร์มาดูงานประลองด้วย นางตื่นเต้นมากที่ปีนี้พี่ชายของตนก็จะได้ชิงที่นั่งกับคนอื่น คนที่สามารถเข้าแข่งขันประลองต้องมีระดับยุทธที่เสริมกำลังขั้นเจ็ดขึ้นไปถึงจะมีสิทธิ์ในการแข่งได้และอายุจะต้องไม่เกินยี่สิบปีนี่
เมื่อทุกคนมารวมตัวกันที่ลานประลองยุทธ์ของตระกูล ประมุขตระกูลก็ออกมาและกล่าวกับไวหนุ่มหญิงสาวในตระกูล
ทุกคนคงรู้ว่าคนที่สามารถลงประลองได้นั้นจะต้องอยู่ที่ระดับเสริมกำลังขั้นเจ็ดขึ้นไปเท่านั้นและอายุต้องไม่เกินยี่สิบปีนี้เป็เกณฑ์การรับนักเรียนของสำนักศึกษาิหลิง สำหรับการประลองตอนนี้คนในตระกูลที่เข้าเกณฑ์สำหรับสาขาย่อยของเรามีสี่สิบแปดคน ทุกคนที่จะประลองให้ขึ้นมาหยิบกระดาษหมายเลขทีบนเวที จะมีหมายเลขหนึ่งถึงหมายเลขสี่สิบแปดอยู่
เราจะแบ่งการแข่งออกเป็สองรอบ รอบแรกคนที่ได้หมายเลขหนึ่งถึงยี่สิบสี่จะได้ขึ้นประลองแบบตะลุมบอนกันเพื่อคัดเลือกให้เหลื่อเพียงสิบคน และรอบที่สองก็จะทำเช่นเดียวกัน
เมื่อกล่าวจบเจินอูเฟิงก็พยักหน้าให้ผู้ช่วยของตนยกถาดที่บรรจุหมายเลขขึ้นไปบนเวที่หลังจากนั้นทุกคนก็ขึ้นไปหยิบกระดาษหมายเลขในถาดอย่างเป็ละเบียบ
เมื่อเหลยเฟิงหยิบกระดาษหมายเลขและลงเวทีมาก็เห็นว่าตนเองได้แข่งรอบที่สอง บางคนที่ได้รอบแรกขึ้นไปที่เวทีการประลองแล้ว เมื่อทุคนที่ได้รอบแรกขึ้นเวทีกันหมดแล้ว หัวหน้าตระกูลกล่าวออกมาเอ่ยว่านี่คือกัารแข่งขันไม่ใช่การต่อสู้เป็ตายเพราะฉะนั้นห้ามทำเกินเหตุ
เอาล่ะการแข่งรอบแรกเริ่มได้
เมื่อสิ้นเสียงของหัวหน้าตระกูลทุกคนก็เริ่มระวังคนรอบตัวมากขึ้น บางคนที่มีคนที่สนิทก็จะรวมกลุ่มกันสี่ห้าคน บางคนบางกลุ่มก็เริ่มปะทะกันแล้ว และในเวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็ได้ผลการแข่งขันแล้ว
รอบสองผู้ช่วยหัวหน้าตระกูลกล่าว จากนั้นหนุ่มสาวที่ได้แข่งรอบสองก็ขึ้นไปบนเวที บางคนจับกลุ่มกันเหมือนกับรอบแรก แน่นอนว่ารอบสองมีคนที่เหลยเฟิงคุ้นหน้าอยู่นั้นคือเสินเฟิงและเฟิงชิงเทียนหลังจากแพ้ให้เหลยเฟิงพักฝึ้นแค่สามวันเขาก็หายดี ส่วนเสินเฟิงแม้จะไม่ชอบเหลยเฟิงแต่เมื่ออยู่เวทีประลองเขาก็ได้กล้าเสี่ยงที่จะสู้กับเหลยเฟิงเพราะนี้คือการแข่งเพื่อที่นั่งไปสำนักศึกษา ส่วนการต่อสู้กับเหลยเฟิงนั้นจะเป็ตอนไหนก็ได้ ดั้งนั้นเขาจึงไม่เสียง
พี่เหลยข้าขอเข้ากลุ่มกับท่านได้หรือไม่ เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเหลยเฟิงคนหนึ่งเข้ามาขอเข้ากลุ่มกับเหลยเฟิง มู่เฟิงเ้าเข้าหาผิดคนหรือปล่าวข้าแค่ระดับเจ็ดเองนะ ข้าเชื่อมั่นในตัวเ้าและข้าชอบความพยายามอดทนของเ้า ข้าขอเข้าร่วมอีกคนได้ไหม่เสียงสดใสดังขึ้นด้านหลังเหลยเฟิงทั้งสองหันไปดูก็พบว่าเป็หญิงสาวอายุประมาณสิบเจ็ดแต่ระดับพลังของนางอยู่ที่ขั้นเสริมกำลังขั้นแปดแล้ว เหลยเฟิงไม่มีคำจะพูดได้แต่ยอมรับทั้งสอง ที่เขายอมรับก็เพราะนิใสของทั้งสองคนนี้ต่างหากมู่เฟิงเป็คนชื่อๆตรงไปตรงมาส่วนหญิงสาวนางนี้ชื่ออวิ๋นเสียวเฟิงเป็คนนิใสดีหลายครั้งที่เขาเห็นนางชอบช่วยคนที่อ่อนแอกว่าและไม่ชอบความยุติธรรม
เมื่อทุกคนขึ้นมาบนเวทีกันหมดแล้วผู้ช่วยก็กล่าวเริ่มการแข่งขัน บนเวทีมีทั้งหมดยี่สิบสี่คนและจะมีเพียงสิบคนเท่านั้นที่จะได้ที่นั่ง หลายคนเริ่มสู้กันแล้ว กลุ่มของเหลยเฟิงเองก็ได้สู้กับกลุ่มหนึ่งที่มีสี่คน
ข้ารับสองคนที่เหลื่อพวกเ้าจัดการได้ใหมเหลยเฟิงกล่าว ไม่มีปัญหาทั้งสองรับคำทันที จากนั้นทั้งสามก็เริ่มสู้เหลยเฟิงไม่คิดจะสู้แบบยืดเยื้อเข้าใช้ท่าเท้าของวิชาทะลายเมฆาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วชัดหมัดธรรมดาใส่สองคนนั้นโดยไม่ได้ตั้งตัวแต่สามลมหายใจสองคนนั้นก็ไม่สมารถสู้ต่อแล้วและยอมแพ้ไป เหลยเฟิงหันไปดูอวิ๋นเสียวเฟิงก็เห็นว่านางกำลังได้เปลียบ้ลยไม่คิดจะไปช่วยส่วนมู่เฟิงเขามีพละงกำลังขั้นแปดแต่คู่ต่อสู้ก็อยู่ที่ขั้นแปดเหมือนกันแต่ดูเหมือนเขากำลังจะแพ้ เหลยเฟิงไม่รอช้ารีบใช้ท่าเท้าเข้าไปช่วยทันที และเมื่อมีเหลยเฟิงมาช่วยคู่ต่อสู้ของมู่เฟิงจึงถูกกดดันและล่าถอยออกไปเพื่อไปสู้กับคนอื่นต่อ
ไม่นานการแข่งก็จบลงกลุ่มของเหลยเฟิงได้ที่นั่งกันคนละที่ และพวกเสินเฟิงกับเฟิงชิงเทียนก็ได้ที่นั่งเหมือนกัน
หลังจากได้ผู้ที่ชนะทั้งยี่สิบคนแล้ว เจินอูเฟิงหัวหน้าตระกูลก็เดินออกมากล่าวกับหนุ่มสาว จากนี้อีกสามเดือนทางสำนักจะเปิดให้นักเรียนได้เข้าไปคนที่ได้ที่นั่งในเรือบินจงตั้งใจฝึกฝนให้มากขึ้นหากทะลวงระดับได้ก็ทะลวง่นี้และปรับสภาพจิตและสภาพร่างกายให้ดี พอถึงวันนั้นข้าจะให้ผู้าุโรองไปส่งพวกเ้าขึ้นเรือบินรวมกับตระกูลหลักและตระกูลสาขาอีกสองตระกูล ส่วนคนที่ไม่ได้ที่นั่งก็ให้ตั้งใจฝึกฝนต่อไป สำหรับวันนี้ก็แยกกันไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี
หลังจากนี้คงถึงเวลาทะลวงให้ถึึงระดับแปดแล้วสินะเหลยเฟิงคิดในใจ การประลองจบแล้วข้าขอตัวก่อนนะเหลยเฟิงกล่าวล่ามู่เฟิงและอวิ๋นเสียวเฟิง ก่อนจะจากไปทันที เฟลยเฟิงตรงกลับบ้านทันที พี่ใหญ่เก่งมากเลยเหลยเฟิงพาน้องสาวกลับด้วยที่จริงที่เขารีบเพราะจะพาน้องมาส่งที่บ้านและตนจะเข้าไปฝึกในป่าเพื่อที่จะทะลวงละดับ
เมื่อส่งน้องสาวถึงบ้านแล้วเหลยเฟิงก็บอกให้น้องสาวฝึกฝนในบ้านส่วนตนจะออกไปฝึกในป่าและจะหาสมุนไพรมาขายด้วยอย่างน้อยก็จะอยู่ใน่ป่าสิบกว่าวัน