เอี้ยนเฟยซาเดินอยู่ในสวนสมุนไพรด้วยใบหน้าหมดอาลัยตายอยากั้แ่รู้ว่าตนเองได้สูญเสียวรยุทธ์ ไม่สามารถใช้พลังลมปราณในการต่อสู้ได้อีกชายหนุ่มก็เอาแต่เดินวนอยู่ในสวนสมุนไพรแบบนี้ไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้ว ห่างออกไปไม่ไกลมีหมอเทวะเจียวซิน และหวงจิวเมิ่งยืนมองด้วยสายตาที่เป็ห่วง
สำหรับชาวยุทธ์แล้วการสูญเสียวรยุทธ์เท่ากับตนเองกลับกลายเป็ซากศพมีชีวิตซากหนึ่งไม่มีคุณค่าอันใดให้ภาคภูมิใจอีก เสมือนคนพิการผู้หนึ่งที่ไม่สามารถปกป้องดูแลตนเองได้ยิ่งเก่งกาจเท่าใดก็ยิ่งเ็ปมากเท่านั้นเอี้ยนเฟยซาอาจจะไม่ใช่ยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่แต่ความฝันของมันกลับใหญ่ยิ่งกว่าผู้คนนับหมื่นนับแสนั้แ่เติบโตขึ้นมาก็ใฝ่ฝันจะเป็ยอดยุทธ์ที่ออกท่องยุทธภพทั้งแดนเทพและแดน์สร้างชื่อระบือลือลั่นให้สมกับที่เกิดมาเป็ชายชาตรีแต่วันนี้ความฝันนั้นเหมือนจะพังทลายลงเสียแล้ว
เอี้ยนเฟยซาหันมามองผู้มีพระคุณด้วยน้ำตาที่ไหลพรากออกมาจากดวงตาบ่งบอกให้รู้ว่าเขาเสียใจมากมายเพียงใด สำหรับบุรุษแล้วมักจะเก็บซ่อนน้ำตาไว้ไม่ให้ใครมองเห็นแต่คราครั้งนี้ชายหนุ่มไม่ได้ปกปิดแอบซ่อนเอาไว้ความเสียใจครั้งนี้คงหนักหนาสาหัสสำหรับเขายิ่ง
เจียวซินเรียกชื่อชายหนุ่มผู้ซึ่งเศร้าโศกเสียใจคราหนึ่งหมอเทวะกลับห้ามไม่ให้หล่อนเดินเข้าไปรบกวนเอี้ยนเฟยซา
“ให้เขาได้พักสักครู่การได้อยู่กับตัวเองอาจทำให้เขาก้าวผ่านสิ่งนี้ไปได้ บางทีความเงียบอาจจะทำให้เขาคิดได้”
หมอเทวะผ่านพบคนเจ็บที่สูญเสียสิ่งสำคัญมาเยอะบางทีการปลอบประโลมหรือแสดงความเห็นใจกลับเป็การซ้ำเติมมากกว่า การคอยดูอยู่ห่างๆ อาจจะเป็สิ่งที่เหมาะสม เมื่อจิตใจของพวกเขาพร้อมย่อมกลับมาเติมเต็มสิ่งที่สูญเสียไปเมื่อนั้นคำปลอบโยนและกำลังใจจึงเป็สิ่งสำคัญ
“มนุษย์เป็เผ่าพันธุ์ที่แปลกประหลาดพวกเขาไม่ได้ซื่อตรงเช่นเดียวกับเราแต่เต็มไปด้วยเหตุผลมากมายหลายหลากในการที่จะไม่ซื่อตรงอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขานั้นลึกลับซับซ้อนกว่าพวกเรามากนัก พวกเราเหล่าเทพแทบจะไม่เสียน้ำตาให้กับผู้ที่จากไปแต่ในงานศพของพวกเขากลับมีเสียงร่ำไห้คร่ำครวญมากมาย โอ บางครั้งข้าก็ไม่เข้าใจพวกเขาเหมือนกัน”
......ย้าก......
เสียงร้องของเอี้ยนเฟยซาดังสะท้านไปทั่วหุบเขาสิ้นเสียงร้องร่างของชายหนุ่มก็พุ่งทะยานออกไปทันที เขาวิ่งอย่างสุดฝีเท้าไปข้างหน้าโดยไม่คิดถึงสิ่งใดอีกที่เขา้าตอนนี้ก็คือการวิ่งหนีจากตนเอง วิ่งหนีสิ่งที่คุ้นเคยและรู้จักวิ่งหนีจากทุกสิ่งที่เคยเผชิญ
แต่ใครเล่าจะหนีจากตัวเองพ้น?
เจียวซินร้องเรียกเอี้ยนเฟยซาหลายครั้งหล่อนกำลังจะออกวิ่งตามชายหนุ่มผู้น่าสงสาร แต่ถูกหมอเทวะห้ามเอาไว้หวงจิวเมิ่งเองก็ได้แต่ยืนถอนหายใจด้วยความรันทดใจ มันย่อมรู้ว่าชายหนุ่มยากที่จะรับได้กับการสูญเสียวรยุทธ์แต่ก็ไม่นึกว่าปฏิกิริยาของเอี้ยนเฟยซาจะรุนแรงถึงเพียงนี้
ทั้งสามทำได้เพียงยืนมองร่างที่วิ่งลงจากเขาด้วยความเร็วตามปกติธรรมดาของคนทั่วไปนี่เป็คนสูญเสียวรยุทธ์จนหมดสิ้นแล้วผู้หนึ่งจริง ๆ ไม่หลงเหลือเค้าความเป็จอมยุทธ์แม้แต่นิดเดียว
“หวังว่าโอสถนฤมิตเทวาจะสร้างปาฏิหาริย์สักครั้งสรรพคุณของมันมีแต่ข้าและอาจารย์ที่รู้ดี ขอให้ร่างกายของเ้าหนุ่มนั่นจะฟื้นฟูโดยเร็วไว”
“ท่านรู้สึกเช่นไรเมื่อดื่มโอสถนฤมิตเทวาลงไป?”
“สำหรับข้าเหมือนได้ผลัดเปลี่ยนกระดูกเส้นชีพจรยืดขยาย ลมปราณเพิ่มพูน แต่ท่านอาจารย์นั้นได้ผลรับมากกว่าอีก เขาหายจากโรคขาดร้อนพร่องเย็นที่เกิดจากฝ่ามือน้ำแข็งของจอมมารสามารถฟื้นฟูลมปราณที่ติดขัดมาหลายสิบปีกลับคืนมา โอ หวังว่ามันจะบังเกิดผลเช่นนี้กับเด็กน้อยผู้น่าสงสารคนนี้ด้วย”
ทั้งสามทำได้เพียงภาวนาและรอปาฏิหาริย์บังเกิดเจียวซินก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กล่าวว่า
“เขาจะต้องหายดีอย่างแน่นอนฝีมือการรักษาโรคของท่านอาจารย์เป็หนึ่งไม่มีสอง เขาจะต้องกลับมาแข็งแรงดังเดิม”
หมอเทวะกับหวงจิวเมิ่งได้แต่มองตากันไม่มีวาจาใดจะกล่าว
เอี้ยนเฟยซาวิ่งจากบ้านของหมอเทวะจนมาถึงตีนเขานั่นเป็ระยะทางนับสิบลี้ แต่น่าแปลกที่เขาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใดยิ่งวิ่งยิ่งรู้สึกว่าร่างกายที่เคยปวดร้าวไปถึงกระดูกกลับเ็ปน้อยลง เขาััได้ถึงพลังกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่บริเวณท้องน้อยจากนั้นก็ไหลเวียนไปตามสองขาอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้สึกที่สมบูรณ์แข็งแรงเต็มเปี่ยมอีกครั้งสองเท้าที่พาวิ่งอย่างบ้าคลั่งคล้ายจะลอยสูงขึ้นในแต่ละย่างก้าวโดยที่ชายหนุ่มไม่รู้ตัว
ข้างหน้าเป็แม่น้ำใสเย็นขวางทางวิ่งเอาไว้ มีสะพานไม้ไผ่เล็กๆ ทอดข้ามไปยังอีกฝั่ง เอี้ยนเฟยซาไม่ได้สนใจสะพานไม้ไผ่ เขาพุ่งตัวลงไปในแม่น้ำที่เย็นเฉียบในสภาพคว่ำหน้าเมื่อเขาลืมตาในน้ำก็พบว่าสายตาของตนเองสามารถมองเห็นสภาพในน้ำได้อย่างชัดเจนฝูงปลาที่แหวกว่ายไปมามีลวดลายเช่นไร สีสันแต่งแต้มด้วยสีอะไร เขาย่อมบ่งบอกได้ แม้แต่ก้อนหินดินทรายตะไคร่น้ำ พืชน้ำที่อยู่ในน้ำแห่งนี้ เขาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเหมือนตอนอยู่บนบก
สายตาของเขาผิดปกติไปแล้วใช่ไหมที่ผ่านมาแม้ว่าเขาจะเป็ยอดฝีมือระดับล่าง แต่ก็นับว่ามีฝีมือที่แท้จริง ไม่เคยมีครั้งใดที่สามารถมองเห็นในน้ำได้ชัดเจนเช่นนี้มาก่อน
เอี้ยนเฟยซาผุดลุกขึ้นยืนเขามองไปรอบกายด้วยความฉงนสนเท่ห์ใจ ไม่ใช่แค่เพียงในน้ำที่เขามองเห็นชัดแจ้งแต่บนบกเขาก็เห็นความแตกต่างจากที่ผ่านมาสีสันของต้นไม้ใบหญ้าที่มองเห็นในตอนนี้คมชัดและสวยงามกว่าที่ผ่านมาหลายเท่าเสียงนกเสียงลมที่ผ่านเข้าหูล้วนชัดเจน เขาสามารถจำแนกทิศทางและระยะห่างจากมันได้
คนสูญเสียวรยุทธ์ผู้หนึ่งไม่สมควรจะเป็เช่นนี้หรือว่าเขายังคงมีวรยุทธ์เช่นเดิม
เอี้ยนเฟยซาลองฟาดฝ่ามือไปข้างหน้าหนึ่งครั้งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีลมปราณที่จะขับเคลื่อนพลังทำลายล้างออกมาสู่ภายนอกเขาได้แต่ถอนหายใจอย่างยาวนานครั้งหนึ่ง หากเป็เช่นนี้ต่อไปเขายังคงไม่กล้าที่จะกลับไปยังบ้านเกิดมันเป็เื่ที่น่าอับอายเกินไป
เอี้ยนเฟยซาเดินขึ้นจากน้ำด้วยอาการเซื่องซึมหากไร้วรยุทธ์ก็คงไม่สามารถท่องยุทธภพเหมือนที่ใฝ่ฝันเอาไว้ แล้วจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร?
ทันใดนั้นเขารู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายเมื่อได้มองดูเสื้อผ้าของตนเองที่กำลังมีไอน้ำระเหยออกมา เสื้อผ้าที่เคยเปียกชุ่มของตนเองกำลังจะแห้งใน่เวลาไม่กี่อึดใจ
นี่มันกำลังเกิดอะไรขึ้น?
เอี้ยนเฟยซารีบรวบรวมสมาธิแล้วตั้งสติเมื่อมีสติความคิดของคนฉลาดเช่นเขาย่อมแล่นอย่างรวดเร็ว คำตอบที่ได้ทำให้เขายิ้มออก
“ในตำราหรือเื่เล่าที่เคยได้ยินมาคนที่สามารถกระทำเช่นนี้ต้องมีพลังลมปราณอันสูงส่ง ต้องมีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศมิใช่เหรอ?แต่ข้าเป็คนสูญเสียวรยุทธ์คนหนึ่งเท่านั้น เื่นี้......คนที่ตอบคำถามนี้มีเพียงเขาเท่านั้นมีแต่หมอเทวะที่ตอบคำถามนี้ได้...ข้าต้องรีบกลับไป”
เอี้ยนเฟยซารู้สึกว่าตนเองมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมบางทีหมอเทวะอาจจะมีวิธีทำให้ตนเองฟื้นคืนกลับมามีวรยุทธ์อีกครั้ง
“เ้ากำลังคุยกับใคร?”
เสียงสตรีที่ไพเราะทรงพลังดังขึ้นเอี้ยนเฟยซารีบหันไปมองในทันใด ภาพที่ปรากฏให้เห็นทำให้ชายหนุ่มเช่นเขาถึงกับอ้าปากค้างไม่สามารถกล่าววาจาโต้ตอบกลับไปได้ สตรีตรงหน้างดงามอย่างเหลือเชื่อ งดงามกว่าสามสตรีที่พบพานตอนขึ้นเขาเทียมฟ้าไปคารวะเทพดาบเพลิงเสียอีกโฉมสะคราญในชุดสีขาวสุภาพสภาพเก่า กอปรเป็บุคลิกที่ผู้พบเห็นต้องเอ่ยปากเชยชมออกมากระบี่ในมือของนางมีฝักที่ดำสนิท
เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ย
เอี้ยนเฟยซาย่อมไม่รู้ว่านางเป็ใครแต่นิสัยสันดานของบุรุษทุกนามได้ครอบงำเขาเสียแล้ว เขาลืมเลือนเื่ที่ตนเองสูญเสียวรยุทธ์ไปจนหมดสิ้นเดินเข้าไปหาจวงซูเม่ยด้วยความหลงใหล
“ข้ากำลังคุยกับตนเอง”
“คุยกับตนเอง?”
“ใช่ข้ากำลังบอกกับตนเองว่าวันนี้เป็วันที่ดีที่สุดเพราะจะมีสาวงามมาเยือนแต่ตัวข้ากลับกับข้าว่าสาวงามที่ไหนจะเหลียวแลเ้า สาวงามย่อมต้องเสาะหาบุรุษที่แข็งแกร่งและหล่อเหลาแต่ข้าก็ตอบกลับตัวข้าว่าข้านั้นหล่อเหลาถึงเพียงนี้ ต้องมีสาวงามมาชอบแน่นอน...”
เสียงหัวเราของจวงซูเม่ยทำให้คนเล่าเื่ต้องหยุดชะงักแล้วมาจับจ้องอยู่ที่ร่างอันงดงามนั้นนี่เป็การหัวร่อที่น่าชมดูที่สุดของอิสตรีในสายตาของเอี้ยนเฟยซามุมปากที่แย้มยิ้ม แก้มป่องที่อวบเอิบ สายตาที่วาววับ และท่าทางที่ชวนหลงใหล
“ตัวข้ายังไม่อาจยอมรับได้ก็เลยบอกกับข้าว่า...”
“พอเถอะ...ข้าหัวเราะต่อไปไม่ไหวแล้ว”
เอี้ยนเฟยซาจ้องมองจวงซูเม่ยที่กำลังปิดปากหัวเราะจนตัวสั่นเทิ้มเขายอมรับกับตนเองว่าหญิงสาวผู้นี้ได้กระชากเอาหัวใจที่กำลังจะตายให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“...บนโลกใบนี้คงไม่มีสิ่งใดจะงดงามกว่าเ้าไม่มี...ไม่มีอีกแล้ว”
“นี่เ้ากำลังเชยชมข้างั้นหรือ?”
“โอ ต้องขออภัยด้วย ข้าอดใจไม่ได้จริง ๆ”
จวงซูเม่ยหัวร่อคิกคักพร้อมกับส่ายหัวไปมาสองร้อยกว่าปีที่อยู่มาหล่อนพบพานบุรุษมากหน้าหลายตาที่มาสารภาพรักแต่ไม่เคยพบเจอชายหนุ่มที่ไร้เดียงสาและหน้าด้านเช่นนี้มาก่อนตามปกติแล้วนางมักจะสนทนากับบุรุษแปลกหน้าไม่เกินสามประโยคแต่ครั้งนี้กลับเกินสามประโยคไปแล้ว
บุรุษหนุ่มผู้นี้ทำให้ยอดสตรีเช่นนางให้ความสนใจเหรอ?หรือจะเป็เพราะการจากไปของหวงหยางหลิวทำให้บังเกิดช่องว่างในหัวใจขึ้นมา
จวงซูเม่ยรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปหล่อนมีจุดประสงค์ของการมายังที่แห่งนี้
“หมอเทวะอยู่หรือไม่?”
“เขาอยู่บนเขา...เมื่อตะกี้ข้าก็อยู่กับท่านแต่เป็เพราะ....เป็เพราะ...เพราะข้ารู้สึกร้อนจึงต้องลงมาเล่นน้ำในที่แห่งนี้”
“ที่พำนักของหมอเทวะก็มีลำธารนี่”
“แต่ข้ากลัวขี้ไคลของข้าจะทำให้น้ำ้าเขาเป็มลทินอย่าลืมว่าน้ำบนเขาต้องใช้ประโยชน์ในการต้มยาทุกวัน”
จวงซูเม่ยได้แต่ส่ายหัวให้กับความหน้าด้านของคนผู้นี้นางทำเป็ไม่สนใจเขาแล้วเดินทางขึ้นเขาไป และก็เป็ไปตามคาด ชายหนุ่มวิ่งตามมาในทันที
“ท่านย่อม้าผู้นำทางเช่นข้าคนหนึ่งไม่งั้นการเดินทางที่เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวอาจทำร้ายสุขภาพของท่านได้”
จวงซูเม่ยไม่ได้กล่าวอันใดนั่นแสดงว่าไม่ปฏิเสธ บางทีการมีเขาคอยพร่ำเพ้อเลอะเทอะอยู่ข้างกายอาจทำให้ความคิดถึงที่มีหวงหยางหลิวลดน้อยลงบ้าง อีกอย่างหนึ่งนางสงสัยในตัวชายหนุ่มผู้นี้เช่นกันเพราะไม่สามารถประเมินพลังฝีมือของเอี้ยนเฟยซาได้ การแสดงออกของเขาคล้ายคนไม่มีวรยุทธ์ผู้หนึ่งแต่ในบางเวลากลับคล้ายกับจอมยุทธ์ผู้มีพลังลมปราณเต็มเปี่ยมผู้หนึ่งเช่นกัน
ยอดฝีมือเช่นนางไม่ได้ระแวงในตัวของเอี้ยนเฟยซาแม้แต่นิดเดียวยอดยุทธ์ระดับนี้สามารถใช้ความรู้สึกจับความรู้สึกของคนอื่นได้
คนผู้นี้ไม่ได้มีความรู้สึกประสงค์ร้ายมีแต่ความหลงใหล ไร้ซึ่งกลิ่นอายฆ่าฟัน
“ข้าจะเล่าเรี่องราวที่บ้านเกิดของข้าให้เ้าฟังได้หรือไม่รับรองเ้าต้องชอบแน่นอน”
จวงซูเม่ยทำได้เพียงพยักหน้าคราหนึ่งความหน้าด้านของชายหนุ่มที่เพิ่งพบพานผู้นี้ไม่มีใครเทียบได้ บางทีชีวิตที่ผ่านมาของนางอาจจะโดดเดี่ยวเงียบเหงาเกินไปที่พึ่งทางใจหนึ่งเดียวที่มีอยู่อย่างาายุทธจักรก็ทำพิธีปุนภพจากไปแล้ว
หัวใจที่ชาด้านจึงเปิดออกอีกครา